Today’s NEWS FEED

News Feed

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สนพ. เสนอร่าง PDP2026: การเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวที่ยืดหยุ่น

59

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(8 กันยายน 2569)------------• ร่างแผน PDP2026 ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นนั้น กำลังจะเปลี่ยนโจทย์ไฟฟ้าของประเทศจากการมีไฟฟ้าพอใช้ ไปสู่การมีระบบไฟฟ้าที่รองรับ Net Zero ตามเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ซึ่งสอดคล้องกับการวางแผนระบบไฟฟ้า พร้อมรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center, EV โดยให้ความสำคัญกับการผสมผสานพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และต้นทุนค่าไฟฟ้า พร้อมลดเป้าการปล่อยคาร์บอนภาคไฟฟ้าเหลือ 19.1 MtCO₂e ต่อปี จาก 66.2 MtCO₂e ในร่างแผนก่อนหน้า

• หลังปี 2580 ร่างแผน PDP2026 ระบุทางเลือก 3 แนวทาง เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของประเทศจนถึงปี 2593 โดยทางเลือกได้แก่ การเน้น CCS, Balanced Net Zero และ RE-led ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะพิจารณาทางเลือกใด คงจะขึ้นอยู่กับราคาก๊าซ LNG ต้นทุนเงินลงทุนพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ราคา BESS และความพร้อมของเทคโนโลยี CCS และโรงไฟฟ้า SMR เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชนเฉลี่ยตลอดทั้งแผนไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย

• ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความสำเร็จของ PDP2026 จะอยู่ที่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การเตรียมและจัดหาพื้นที่กักเก็บคาร์บอน การลงทุนก่อสร้าง รวมถึงการปลดล็อคกฎระเบียบต่างๆ และพัฒนาทักษะแรงงาน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ พร้อมทั้งต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบาย ลดความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไทย เพื่อให้เอกชนสามารถวางแผนลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เหตุใดประเทศไทยต้องปรับแผนพลังงานใหม่
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้ประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2026)
แผนดังกล่าวได้ผนวกเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 ภายใต้กรอบ NDC 3.0 เข้ากับกฎระเบียบด้านคาร์บอนระดับโลกที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้การลดคาร์บอนในภาคพลังงานไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าในเมือง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความต้องการพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของไทยต่อไปในอนาคต

จากการเพิ่มกำลังการผลิต สู่ระบบไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยืดหยุ่น
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับก่อนหน้า (PDP 2018 และ PDP 2024) ให้ความสำคัญกับกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) โดยใช้โครงข่ายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ตามรูปแบบดั้งเดิม และผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีบทบาทเชิงรับเป็นหลัก ขณะที่แผน PDP 2026 ปรับเปลี่ยนแนวทางไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานกับแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่จ่ายไฟได้อย่างมั่นคง (Low-carbon Firm Power) พร้อมทั้งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีบทบาทเชิงรุกในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Active Demand) ทั้งนี้ อยู่บนพื้นฐานของหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

 


แผน PDP2026 แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เรียกว่า “กำลังการผลิตไฟฟ้าช่วงเปลี่ยนผ่านร่วม” (Common Transition Capacity) ครอบคลุมช่วงปี 2569–2580 ส่วนระยะที่ 2 ครอบคลุมช่วงปี 2581-2593 โดยแบ่งออกเป็น 3 แนวทางเพื่อเลือกพิจารณา ซึ่งจะมีการกำหนดรายละเอียดในภายหลัง ประกอบด้วย (1) แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS-Driven) (2) แนวทางสร้างสมดุลเพื่อมุ่งสู่ Net Zero (Balanced Net Zero) และ (3) แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน (RE-Led)

ทั้ง 3 แนวทางในช่วงระยะที่ 2 ต่างผ่านการทดสอบความน่าเชื่อถือของระบบ (Reliability test) จากแบบจำลองในระดับเดียวกัน ดังนั้น ประเด็นสำคัญในการเลือกแนวทางจึงขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะจัดสรรเทคโนโลยี เชื้อเพลิง และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงานอย่างไร ทั้งนี้ ทุกแนวทางมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนที่คาดการณ์ต่อปีจากภาคพลังงาน ลงเหลือ 19.1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂e) จากระดับ 66.2 MtCO₂e ที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ในร่างแผนฉบับก่อนหน้า

 


1. แนวทางขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS-Driven Pathway)

แนวทางนี้มีการขยายระบบไฟฟ้าหลังปี 2580 น้อยที่สุด โดยต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เพียง 76.35 กิกะวัตต์ และใช้เงินลงทุนในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า (RE-Integration) ประมาณ 360,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีอัตราค่าไฟฟ้าตามแบบจำลองอยู่ที่ 3.8859 บาทต่อหน่วย (kWh) และมีค่าไฟฟ้าในช่วงปลายแผนในปี 2593 สูงที่สุด คือ 4.58 บาทต่อหน่วย ข้อได้เปรียบหลักคือ มีการก่อสร้างและปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าน้อยที่สุด
อย่างไรก็ดี แนวทางนี้เผชิญกับความเสี่ยง 2 ประการ ได้แก่ ความผันผวนของราคานำเข้า LNG (ปริมาณ 2,455 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) และความไม่แน่นอนของต้นทุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (ปริมาณ 32 ล้านตันต่อปี) ข้อสรุปสำคัญคือ แนวทางนี้เป็นตัวเลือกที่เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าน้อยที่สุด แต่มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตามแบบจำลองสูงที่สุด

2. แนวทางสร้างสมดุลเพื่อมุ่งสู่ Net Zero

แนวทางนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างอีก 2 ทางเลือก โดยต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 ล้านบาท สำหรับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ และต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ 96.25 กิกะวัตต์ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตามแบบจำลองอยู่ที่ 3.8364 บาทต่อหน่วย (kWh) ซึ่งสูงกว่าแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน (RE-Led) เพียง 0.67 สตางค์ต่อหน่วย แม้ว่าแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนจะใช้เงินลงทุนด้านการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน น้อยกว่าถึง 200,000 ล้านบาทก็ตาม

ข้อได้เปรียบสำคัญของแนวทางนี้คือ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยมีสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดถึงร้อยละ 73 และมีการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและ CCS น้อยลง (21 ล้านตันต่อปี) อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบไฟฟ้า 2 ระบบ และต้องบริหารจัดการจุดเชื่อมต่อระหว่างระบบควบคู่กัน แต่ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงดังกล่าวก็นับว่าคุ้มค่า โดยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 0.67 สตางค์ต่อหน่วย (kWh) เมื่อเทียบกับแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

3. แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน (RE-led Pathway)

แนวทางนี้ถือเป็นทางเลือกที่มีภาระการลงทุน ทั้งในด้านการเงินและการขยายระบบไฟฟ้าสูงที่สุด โดยต้องใช้เงินลงทุนด้านการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบประมาณ 700,000 ล้านบาท และต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 143.9 กิกะวัตต์ หลังปี 2580
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตามแบบจำลองต่ำที่สุด อยู่ที่ 3.8297 บาทต่อหน่วย (kWh) และมีค่าไฟฟ้าในช่วงปลายแผนในปี 2593 ต่ำที่สุด คือ 4.11 บาทต่อหน่วย ข้อได้เปรียบสำคัญคือ แนวทางนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้โดยตรง โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยี CCS แต่มีต้นทุนการลงทุนสูงที่สุด โดยมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของการดำเนินแผน (front-loaded) และจำเป็นต้องพึ่งพาการปรับปรุงและยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง เพื่อรองรับความผันผวนของกำลังการผลิตไฟฟ้า

การผสานหลายทางเลือกช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี แม้ยังมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานอยู่

เหตุผลสำคัญที่แผนกำหนดทางเลือกไว้หลายแนวทางน่าจะมาจากต้นทุนของเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ภาครัฐประเมินได้ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเกิดขึ้นจริงในระดับใด การตัดสินใจเลือกแนวทางในภายหลังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ไทยต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เนื่องจากทางเลือกดังกล่าวจะใช้ได้ในอนาคต ก็ต่อเมื่อสามารถนำไปดำเนินการได้จริงและทันเวลา เนื่องจากการพัฒนาแหล่งกักเก็บคาร์บอน อาจใช้เวลา 3–10 ปี ในขณะที่ระยะเวลารอการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์จากตลาดโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2-3 ปีสำหรับสายส่งไฟฟ้า และนานถึง 4 ปี สำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่


สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป

• แนวทางสู่ Net Zero ทั้ง 3 แนวทาง มีค่าไฟฟ้าต่างกันเพียง 5.62 สตางค์ต่อหน่วย แม้จะใช้สัดส่วนเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาก๊าซ LNG ในอนาคต ต้นทุนทางการเงิน และเทคโนโลยี CCS จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความน่าสนใจของแต่ละแนวทาง ก่อนที่จะมีการตัดสินใจในปี 2580

• การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (Flexible Grid) หรือการขยายรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จะเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญของแผนนี้ เนื่องจากจะกำหนดเส้นทางการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดจากฝั่งเอกชน

• การประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง จาก EV และ Data Center รวมถึงมาตรการสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชนที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินสองแสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานฯ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการไฟฟ้าในภาพรวมจากที่คาดการณ์ไว้มากน้อยเพียงใด

• ร่างแผน PDP2026 ระบุว่ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา (Committed Capacity) จำนวน 14.806 กิกะวัตต์ สำหรับช่วงปี 2569–2580 แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อโครงการหรือกรอบการประมูล ดังนั้น ภารกิจด้านนโยบายที่ต้องดำเนินการในทันที คือการสอบทานและปรับปรุงข้อมูลที่ชัดเจน ว่ากำลังการผลิตส่วนใดทำสัญญาไปแล้ว ส่วนใดยังคงต้องจัดซื้อจัดหาเพิ่ม และมีแผนการดำเนินงานอย่างไร

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

SCC-TOP ค้ำ SET By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นไทย อยู่ในอาการพักตัว ปรับฐาน ตามตลาดต่างประเทศ....

NAM ปลื้ม "เซอร์วิโซฯ" ร่วมกับ "รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร" คว้า CSSA Gold Awards 2026 ตอกย้ำมาตรฐานงานปราศจากเชื้อ!

NAM ปลื้ม "เซอร์วิโซฯ" ร่วมกับ "รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร" คว้า CSSA Gold Awards 2026 ตอกย้ำมาตรฐานงานปราศจากเชื้อ!

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้