Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : PET Food Sector ( Neutral)

18


Sector note  PET Food


ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกของประเทศไทยยังเติบโต

สรุปจากงาน TISCO Expert Series เมื่อ 24 มี.ค. 26 จากการบรรยายภาพรวมอุตสาหกรรมของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง นำโดย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ประธานคณะกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอฯ นายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย ได้เปิดเผยถึงธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกของประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงอันดับ 2 ของโลกในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ในปีที่ผ่านมา ยอดขายเติบโตขึ้น 8% ในเชิงมูลค่าดอลลาร์สหรัฐ และประมาณ 18–19% ในปี 2024 ซึ่งถือว่าน่าพอใจแม้จะเผชิญปัญหาเรื่องภาษีในสหรัฐฯกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมเน้นเพิ่มมูลค่า โดยปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 1% แต่สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูง สะท้อนถึงการปรับไปผลิตสินค้ากลุ่มพรีเมียมมากขึ้นในระยะข้างหน้า มีการคาดการณ์การเติบโตแบบระมัดระวังที่ประมาณ 8% ต่อปี ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า

สถานการณ์ตลาดสหรัฐอเมริกาและประเด็นภาษี

สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีสัดส่วนประมาณ 36% และมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นถึง 40% โดบก่อนหน้านี้ไทยเคยเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ทำให้การส่งออกชะงักไปประมาณ 4–6 สัปดาห์ ปัจจุบัน ศาลสูงสหรัฐฯ ได้ตีตกกฎหมายภาษีเดิมที่เก็บ 19% เนื่องจากไม่ผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส ปัจจุบันสหรัฐฯ ใช้มาตรา 122 ในการจัดเก็บภาษีที่อัตรา 10% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ และจะมีผลถึงวันที่ 24 ก.ค.26 หลังจากหมดอายุของมาตรา 122 อาจมีการนำมาตรา 301 มาใช้เพื่อสืบสวนและกดดันให้เกิดการเจรจาการค้า

อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อว่าสินค้ากลุ่มอาหารรวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงมีโอกาสสูงที่จะได้รับการยกเว้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนสหรัฐฯ แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนอยู่อันดับต้น ๆ แต่การเกินดุลดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่สินค้าเกษตรหรืออาหาร

จุดแข็งและการแข่งขัน

อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีจุดแข็งด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ เช่น อาหารที่มีโปรไบโอติกหรือสูตรบำรุงขน ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งในอาเซียนและจีนตามได้ยาก เมื่อเปรียบเทียบกับจีน สินค้าไทยมีคุณภาพสูงกว่าและได้รับความเชื่อถือจากบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ มากกว่า ขณะเดียวกันสินค้าจีนยังเผชิญภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทยมาก

ด้านวัตถุดิบ ไทยมีความพร้อมทั้งเนื้อไก่และพืชผัก ส่วนปลาทูน่าแม้ราคาจะผันผวน แต่โรงงานส่วนใหญ่มีการบริหารสต็อกล่วงหน้า 3–4 เดือน และสามารถปรับสูตรไปใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นทดแทนได้

ปัจจัยเสี่ยงและตัวแปรอื่น ๆ

ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญ โดยหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทุก ๆ 1 บาท จะช่วยให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2%

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อค่าระวางเรือและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในบางช่วง แต่สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงถือว่ายังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากไม่ใช่ตลาดหลัก ด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีแรงเก็งกำไรในกลุ่มพลาสติก แต่ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวไปใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก เช่น อลูมิเนียม ได้

ด้านโลจิสติกส์ แม้ค่าระวางเรือจะสูงขึ้นและมีปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ในบางเส้นทาง แต่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด ภาคเอกชนไทยสามารถปรับตัว ไม่คาดว่าจะเกิดการกักตุนสินค้าในช่วงค่าระวางเรือสูงหรือตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน เนื่องจากสถานการณ์ภาษีหลังเดือน ก.ค. 26 ยังมีความไม่แน่นอน และมีความเป็นไปได้ที่อัตราภาษีจะลดลงจนถึงศูนย์

มุมมองของเรา อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีแนวโน้มเติบโตในทิศทางเชิงบวกจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะทำให้ค่าขนส่งทางเรือปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงโควิด โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,000–4,000 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับช่วงสูงสุดในช่วงโควิดราว 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเทียบกับกลางปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3,800-4,800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 10% ลดลงจากปีก่อนที่ 19% และผู้นำเข้าส่วนใหญ่ได้มีการปรับสูตรสินค้าและราคาขายรองรับผลกระทบไว้แล้ว เรามองว่าการลดลงของภาษีนำเข้าจะช่วยชดเชยต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้ และยังมีโอกาสที่ภาษีจะลดลงอีก เนื่องจากอาหารสัตว์จัดอยู่ในกลุ่มอาหาร อย่างไรก็ดี แม้กรณีที่ภาษีกลับไปที่ 19% ผลกระทบก็คาดว่าจะจำกัด

นอกจากนี้ แม้สงครามอาจกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น แต่คาดว่าผู้บริโภคจะหันมาเลือกอาหารสัตว์เลี้ยงระดับราคากลางมากขึ้นแทนสินค้าพรีเมียม ส่งผลให้ปริมาณความต้องการโดยรวมยังคงเติบโต สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้เลี้ยงสัตว์ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น

ภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนผลกระทบจำกัด แต่ต้นทุนน้ำมันมีแนวโน้มดันค่าระวางเรือ

การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดความกังวลเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน แต่ผลกระทบจริงยังจำกัด (ที่มา : โสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย) โดยเรือที่ติดค้างมีราว 130 ลำ หรือ 443,550 TEU คิดเป็นเพียง 1% ของกองตู้โลก และแม้รวมผลกระทบทางอ้อมทั้งหมดก็อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตู้ หรือ 6% เท่านั้น ขณะที่ตลาดก่อนหน้าอยู่ในภาวะ Overcapacity อยู่แล้ว โดยปีนี้คาดว่าอุปทานส่วนเกินจะเหลือราว 5% และยังสูงถึง 11–22% ในปี 2027–2028 ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาตู้ขาดแคลนทั่วโลก แต่เป็นปัญหาเฉพาะจุด โดยความเสี่ยงหลักคือ ต้นทุนน้ำมันที่มีแนวโน้มดันค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นทั่วโลกมากกว่าเรื่องจำนวนตู้

ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากต้นทุนพลังงานอาจพบได้ทุกเส้นทาง เป็นค่าธรรมเนียมน้ำมันฉุกเฉิน (Emergency Bunker Surcharge) 300 / 600 ดอลลาร์ (ตู้ 20 ฟุต / 40 ฟุต) และมีค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) มักพบในตลาดตะวันออกกลางหรือบริเวณใกล้เคียง 1,500-2,000 / 3,000 ดอลลาร์ (ตู้ 20 ฟุต / 40 ฟุต) ค่าระวางเรือช่วงสงครามปลายเดือนก.พ.-ปัจจุบัน จากไทยไปสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นราว 5-7% MoM และจากไทยไปยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% MoM


ITC : ภาพรวม Demand อาหารสัตว์เลี้ยงยังเติบโต

Demand อาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแกร่ง หนุนปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ

เราได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” ภายหลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 17% ภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งเรามองว่าเป็นการปรับตัวลงที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน โดยแรงกดดันหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งในด้านค่าระวางเรือ ต้นทุนพลังงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเชิงลึก เราเห็นว่าผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมี demand ที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น (non-discretionary) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม mid-price ซึ่งสามารถตอบสนองผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น อีกทั้งเรามองว่าบริษัทมีศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วง 1Q26F ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของคู่ค้า

คาดกำไร 1Q26F เติบโตแข็งแกร่ง YoY และทรงตัว QoQ

เราประเมินว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 (1Q26F) จะอยู่ที่ประมาณ 813 ล้านบาท เติบโต 20% YoY และ 3% QoQ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18% YoY และ 5% QoQ การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ (New Product Launch) และการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในกลุ่มสินค้าระดับ mid-price ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้ทั้งในกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ขณะที่ในด้านความสามารถในการทำกำไร เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากผลของ product mix ที่เปลี่ยนไป รวมถึงแรงกดดันจากต้นทุนบางส่วน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ภาพรวมกำไรยังคงเติบโตได้ดี

ต้นทุนขนส่งมีแรงกดดันจำกัด มองผลกระทบโดยรวมอยู่ในเกณฑ์บริหารได้

ในประเด็นด้านโลจิสติกส์ แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น ความกังวลเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แต่จากข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมพบว่าผลกระทบจริงยังอยู่ในระดับจำกัด โดยจำนวนเรือและตู้ที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณตู้ทั่วโลก ซึ่งยังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน (Overcapacity) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นในบางเส้นทาง แต่ในกรณีของบริษัท ผลกระทบดังกล่าวถูกจำกัด เนื่องจากโครงสร้างการขายส่วนใหญ่เป็นแบบ FOB (Free on Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง อีกทั้งสัดส่วนรายได้จากตลาดตะวันออกกลางยังมีน้อยกว่า 1% ของรายได้รวม จึงทำให้ความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ปรับประมาณการสะท้อนต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง

เราปรับลดประมาณการกำไรในปี 2026–2027 ลงเล็กน้อยที่ 7% และ 6% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนถุงฟอยล์ (Retort Pouch) และบรรจุภัณฑ์กระป๋อง ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันด้านต้นทุน บริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการล็อคราคาวัตถุดิบล่วงหน้าในบางส่วน และมีการทบทวนราคาเป็นระยะทุก 3 เดือน นอกจากนี้ บริษัทสามารถทยอยปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับคู่ค้าได้บางส่วน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่ออัตรากำไร ในด้านรายได้ เรายังคงประมาณการเดิม โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากการปรับ product mix ที่มีประสิทธิภาพ แม้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย (ASP) จะลดลง ขณะที่ตลาดยุโรปและเอเชียคาดเติบโตในระดับ 5% ตามภาวะเศรษฐกิจ

โครงการ Tailwind หนุนประสิทธิภาพระยะยาว

โครงการ Tailwind ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 โดยในปี 2026F ผลกระทบสุทธิของโครงการจะอยู่ในระดับสมดุล เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผลประโยชน์ที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป คาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ประโยชน์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาจะหมดลง ขณะที่การประหยัดต้นทุน (Cost Saving) จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต (Manufacturing Efficiency) และการจัดซื้อ (Procurement Optimization) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในระยะยาว

คงมุมมองเชิงบวก มองมี Upside น่าสนใจ

เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในระยะกลางถึงระยะยาว และได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 17 บาท อิงจากค่า PER ล่วงหน้า (Forward PER) ที่ 17 เท่า ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ PER26F เพียง 13 เท่า ซึ่งยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสม นอกจากนี้ คาด Dividend Yield ที่น่าสนใจราว 6.2% และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในรูปแบบ Net Cash อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว และความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะถัดไป

AAI : บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2026F ที่ 7.6 พันล้านบาท (+8.1% YoY)

โดยธุรกิจ Pet Food เป้าหมายรายได้เติบโต 8.4% YoY มาจากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ และธุรกิจ Human Food เติบโต 5.9% YoY

ปัจจุบันมีการเจรจากับลูกค้ารายใหม่ระดับ Top 10 ของโลก ในสหรัฐฯ และยุโรป คืบหน้าแล้วประมาณ 80-90% คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ใน 3Q26F

บริษัทมีความพยายามปรับราคาสินค้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและค่าเงิน พร้อมทั้งมีการปรับสูตรสินค้า Reformulation เพื่อรักษาระดับอัตรากำไร

แนวโน้มราคาวัตถุดิบ ทูน่าทรงตัวในระดับสูงและแพงกว่าปีก่อน เนื่องจากการจับปลาไม่ดีและต้นทุนน้ำมันเรือสูงขึ้น, ต้นไก่ราคาทรงตัว แต่ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยราคาน้ำมัน

ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ปรับลดจากประมาณการเดิมที่ 19% เหลือ 15% ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ และบริษัทมองว่าความแตกต่างระหว่าง 15% กับ 19% ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจสั่งซื้อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง การขนส่งไปยุโรปและอเมริกาต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากสายเรือบางส่วนหยุดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารพร้อมทาน Human Food ของ AAI ที่มีสัดส่วนรายได้ในตลาดนี้ประมาณ 60-70% ของรายได้กลุ่มอาหารพร้อมทาน ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีสัดส่วน 14% ของรายได้รวม AAI

นโยบายการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน Hedging เป็นแบบรายเดือนตามรายการส่งออกและลูกหนี้การค้า เนื่องจากค่าเงินผันผวนสูง

งบลงทุนปี 2026 อยู่ที่ 800 ล้านบาท ใช้เงินสดจากการดำเนินงานและเงินสดในมือ ไม่มีการกู้เพิ่ม โรงงานหลังที่ 3 ใช้งบประมาณ 430 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3 การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและค่าซ่อมบำรุงกว่า 300 ล้านบาท

ผลประกอบการปีนี้คาดอ่อนตัวจากปัญหาสงครามกระทบธุรกิจ Human Food

แนวโน้ม 1Q26F เราคาดจะลดลง YoY จากปีที่ผ่านมามีฐานสูง เราคาดกำไรสุทธิปี 2026F-2027F อยู่ที่ 678 ล้านบาท (-9% YoY) และ 755 ล้านบาท (+11% YoY) คาด 1) ธุรกิจ Pet Food ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับคู่ค้า และ demand ที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลงจากการผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า 2) ธุรกิจ Human Food คาดปี 2026F ลดลง 20% จากผลกระทบสงคราม และปีถัดไปคาดเพิ่มขึ้น 15% จากฐานต่ำ คาดอัตราทำกำไรขั้นต้นปี 2026-27F ลดลงจากปี 2025 อยู่ที่เฉลี่ย 13.8%-14% จากปี 2025 อยู่ที่ 15.1% จากผลกระทบต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าที่คาดจะเพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่า และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากภาวะสงคราม (ต้นทุนค่าขนส่ง 1.4% ของต้นทุนรวม, การขนส่งธุรกิจ Pet food เป็น FOB จากผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระ แต่ธุรกิจ Human Food เป็นแบบ CNF ผู้ขายเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง) และคาดอัตราแลกเปลี่ยนทั้งปี 32 บาท/US$ คาดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปี 2026F ใกล้เคียง YoY และปี 2027F คาดลดลงเล็กน้อย

เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 3.70 บาท อ้างอิง PER forward เฉลี่ยที่ 11.5X จากการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026F ลดลง บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง (Net Cash) และคาดว่าเงินปันผลจะอยู่ที่ Dividend Yield’26F 4.7% ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นรายได้ที่อาจต่ำกว่าคาดการณ์ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และค่าเงินบาทแข็งค่า

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

SCC-TOP ค้ำ SET By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นไทย อยู่ในอาการพักตัว ปรับฐาน ตามตลาดต่างประเทศ....

NAM ปลื้ม "เซอร์วิโซฯ" ร่วมกับ "รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร" คว้า CSSA Gold Awards 2026 ตอกย้ำมาตรฐานงานปราศจากเชื้อ!

NAM ปลื้ม "เซอร์วิโซฯ" ร่วมกับ "รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร" คว้า CSSA Gold Awards 2026 ตอกย้ำมาตรฐานงานปราศจากเชื้อ!

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้