Sector note PET Food
ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกของประเทศไทยยังเติบโต
สรุปจากงาน TISCO Expert Series เมื่อ 24 มี.ค. 26 จากการบรรยายภาพรวมอุตสาหกรรมของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง นำโดย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ประธานคณะกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอฯ นายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย ได้เปิดเผยถึงธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกของประเทศไทย
ประเทศไทยยังคงอันดับ 2 ของโลกในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ในปีที่ผ่านมา ยอดขายเติบโตขึ้น 8% ในเชิงมูลค่าดอลลาร์สหรัฐ และประมาณ 18–19% ในปี 2024 ซึ่งถือว่าน่าพอใจแม้จะเผชิญปัญหาเรื่องภาษีในสหรัฐฯกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมเน้นเพิ่มมูลค่า โดยปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 1% แต่สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูง สะท้อนถึงการปรับไปผลิตสินค้ากลุ่มพรีเมียมมากขึ้นในระยะข้างหน้า มีการคาดการณ์การเติบโตแบบระมัดระวังที่ประมาณ 8% ต่อปี ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า
สถานการณ์ตลาดสหรัฐอเมริกาและประเด็นภาษี
สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีสัดส่วนประมาณ 36% และมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นถึง 40% โดบก่อนหน้านี้ไทยเคยเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 36% ทำให้การส่งออกชะงักไปประมาณ 4–6 สัปดาห์ ปัจจุบัน ศาลสูงสหรัฐฯ ได้ตีตกกฎหมายภาษีเดิมที่เก็บ 19% เนื่องจากไม่ผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส ปัจจุบันสหรัฐฯ ใช้มาตรา 122 ในการจัดเก็บภาษีที่อัตรา 10% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ และจะมีผลถึงวันที่ 24 ก.ค.26 หลังจากหมดอายุของมาตรา 122 อาจมีการนำมาตรา 301 มาใช้เพื่อสืบสวนและกดดันให้เกิดการเจรจาการค้า
อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อว่าสินค้ากลุ่มอาหารรวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงมีโอกาสสูงที่จะได้รับการยกเว้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนสหรัฐฯ แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนอยู่อันดับต้น ๆ แต่การเกินดุลดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่สินค้าเกษตรหรืออาหาร
จุดแข็งและการแข่งขัน
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีจุดแข็งด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ เช่น อาหารที่มีโปรไบโอติกหรือสูตรบำรุงขน ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งในอาเซียนและจีนตามได้ยาก เมื่อเปรียบเทียบกับจีน สินค้าไทยมีคุณภาพสูงกว่าและได้รับความเชื่อถือจากบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ มากกว่า ขณะเดียวกันสินค้าจีนยังเผชิญภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทยมาก
ด้านวัตถุดิบ ไทยมีความพร้อมทั้งเนื้อไก่และพืชผัก ส่วนปลาทูน่าแม้ราคาจะผันผวน แต่โรงงานส่วนใหญ่มีการบริหารสต็อกล่วงหน้า 3–4 เดือน และสามารถปรับสูตรไปใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นทดแทนได้
ปัจจัยเสี่ยงและตัวแปรอื่น ๆ
ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญ โดยหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทุก ๆ 1 บาท จะช่วยให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2%
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อค่าระวางเรือและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในบางช่วง แต่สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงถือว่ายังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากไม่ใช่ตลาดหลัก ด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีแรงเก็งกำไรในกลุ่มพลาสติก แต่ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวไปใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก เช่น อลูมิเนียม ได้
ด้านโลจิสติกส์ แม้ค่าระวางเรือจะสูงขึ้นและมีปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ในบางเส้นทาง แต่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด ภาคเอกชนไทยสามารถปรับตัว ไม่คาดว่าจะเกิดการกักตุนสินค้าในช่วงค่าระวางเรือสูงหรือตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน เนื่องจากสถานการณ์ภาษีหลังเดือน ก.ค. 26 ยังมีความไม่แน่นอน และมีความเป็นไปได้ที่อัตราภาษีจะลดลงจนถึงศูนย์
มุมมองของเรา อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีแนวโน้มเติบโตในทิศทางเชิงบวกจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะทำให้ค่าขนส่งทางเรือปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงโควิด โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,000–4,000 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับช่วงสูงสุดในช่วงโควิดราว 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเทียบกับกลางปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3,800-4,800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 10% ลดลงจากปีก่อนที่ 19% และผู้นำเข้าส่วนใหญ่ได้มีการปรับสูตรสินค้าและราคาขายรองรับผลกระทบไว้แล้ว เรามองว่าการลดลงของภาษีนำเข้าจะช่วยชดเชยต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้ และยังมีโอกาสที่ภาษีจะลดลงอีก เนื่องจากอาหารสัตว์จัดอยู่ในกลุ่มอาหาร อย่างไรก็ดี แม้กรณีที่ภาษีกลับไปที่ 19% ผลกระทบก็คาดว่าจะจำกัด
นอกจากนี้ แม้สงครามอาจกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น แต่คาดว่าผู้บริโภคจะหันมาเลือกอาหารสัตว์เลี้ยงระดับราคากลางมากขึ้นแทนสินค้าพรีเมียม ส่งผลให้ปริมาณความต้องการโดยรวมยังคงเติบโต สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้เลี้ยงสัตว์ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น
ภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนผลกระทบจำกัด แต่ต้นทุนน้ำมันมีแนวโน้มดันค่าระวางเรือ
การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดความกังวลเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน แต่ผลกระทบจริงยังจำกัด (ที่มา : โสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย) โดยเรือที่ติดค้างมีราว 130 ลำ หรือ 443,550 TEU คิดเป็นเพียง 1% ของกองตู้โลก และแม้รวมผลกระทบทางอ้อมทั้งหมดก็อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตู้ หรือ 6% เท่านั้น ขณะที่ตลาดก่อนหน้าอยู่ในภาวะ Overcapacity อยู่แล้ว โดยปีนี้คาดว่าอุปทานส่วนเกินจะเหลือราว 5% และยังสูงถึง 11–22% ในปี 2027–2028 ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาตู้ขาดแคลนทั่วโลก แต่เป็นปัญหาเฉพาะจุด โดยความเสี่ยงหลักคือ ต้นทุนน้ำมันที่มีแนวโน้มดันค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นทั่วโลกมากกว่าเรื่องจำนวนตู้
ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากต้นทุนพลังงานอาจพบได้ทุกเส้นทาง เป็นค่าธรรมเนียมน้ำมันฉุกเฉิน (Emergency Bunker Surcharge) 300 / 600 ดอลลาร์ (ตู้ 20 ฟุต / 40 ฟุต) และมีค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) มักพบในตลาดตะวันออกกลางหรือบริเวณใกล้เคียง 1,500-2,000 / 3,000 ดอลลาร์ (ตู้ 20 ฟุต / 40 ฟุต) ค่าระวางเรือช่วงสงครามปลายเดือนก.พ.-ปัจจุบัน จากไทยไปสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นราว 5-7% MoM และจากไทยไปยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% MoM
ITC : ภาพรวม Demand อาหารสัตว์เลี้ยงยังเติบโต
Demand อาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแกร่ง หนุนปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ
เราได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” ภายหลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 17% ภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งเรามองว่าเป็นการปรับตัวลงที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน โดยแรงกดดันหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งในด้านค่าระวางเรือ ต้นทุนพลังงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเชิงลึก เราเห็นว่าผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมี demand ที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น (non-discretionary) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม mid-price ซึ่งสามารถตอบสนองผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น อีกทั้งเรามองว่าบริษัทมีศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วง 1Q26F ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของคู่ค้า
คาดกำไร 1Q26F เติบโตแข็งแกร่ง YoY และทรงตัว QoQ
เราประเมินว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 (1Q26F) จะอยู่ที่ประมาณ 813 ล้านบาท เติบโต 20% YoY และ 3% QoQ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18% YoY และ 5% QoQ การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ (New Product Launch) และการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในกลุ่มสินค้าระดับ mid-price ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้ทั้งในกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ขณะที่ในด้านความสามารถในการทำกำไร เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากผลของ product mix ที่เปลี่ยนไป รวมถึงแรงกดดันจากต้นทุนบางส่วน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ภาพรวมกำไรยังคงเติบโตได้ดี
ต้นทุนขนส่งมีแรงกดดันจำกัด มองผลกระทบโดยรวมอยู่ในเกณฑ์บริหารได้
ในประเด็นด้านโลจิสติกส์ แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น ความกังวลเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แต่จากข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมพบว่าผลกระทบจริงยังอยู่ในระดับจำกัด โดยจำนวนเรือและตู้ที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณตู้ทั่วโลก ซึ่งยังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน (Overcapacity) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นในบางเส้นทาง แต่ในกรณีของบริษัท ผลกระทบดังกล่าวถูกจำกัด เนื่องจากโครงสร้างการขายส่วนใหญ่เป็นแบบ FOB (Free on Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง อีกทั้งสัดส่วนรายได้จากตลาดตะวันออกกลางยังมีน้อยกว่า 1% ของรายได้รวม จึงทำให้ความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
ปรับประมาณการสะท้อนต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง
เราปรับลดประมาณการกำไรในปี 2026–2027 ลงเล็กน้อยที่ 7% และ 6% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนถุงฟอยล์ (Retort Pouch) และบรรจุภัณฑ์กระป๋อง ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันด้านต้นทุน บริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการล็อคราคาวัตถุดิบล่วงหน้าในบางส่วน และมีการทบทวนราคาเป็นระยะทุก 3 เดือน นอกจากนี้ บริษัทสามารถทยอยปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับคู่ค้าได้บางส่วน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่ออัตรากำไร ในด้านรายได้ เรายังคงประมาณการเดิม โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากการปรับ product mix ที่มีประสิทธิภาพ แม้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย (ASP) จะลดลง ขณะที่ตลาดยุโรปและเอเชียคาดเติบโตในระดับ 5% ตามภาวะเศรษฐกิจ
โครงการ Tailwind หนุนประสิทธิภาพระยะยาว
โครงการ Tailwind ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 โดยในปี 2026F ผลกระทบสุทธิของโครงการจะอยู่ในระดับสมดุล เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผลประโยชน์ที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป คาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ประโยชน์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาจะหมดลง ขณะที่การประหยัดต้นทุน (Cost Saving) จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต (Manufacturing Efficiency) และการจัดซื้อ (Procurement Optimization) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในระยะยาว
คงมุมมองเชิงบวก มองมี Upside น่าสนใจ
เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในระยะกลางถึงระยะยาว และได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 17 บาท อิงจากค่า PER ล่วงหน้า (Forward PER) ที่ 17 เท่า ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ PER26F เพียง 13 เท่า ซึ่งยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสม นอกจากนี้ คาด Dividend Yield ที่น่าสนใจราว 6.2% และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในรูปแบบ Net Cash อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว และความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะถัดไป
AAI : บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2026F ที่ 7.6 พันล้านบาท (+8.1% YoY)
โดยธุรกิจ Pet Food เป้าหมายรายได้เติบโต 8.4% YoY มาจากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ และธุรกิจ Human Food เติบโต 5.9% YoY
ปัจจุบันมีการเจรจากับลูกค้ารายใหม่ระดับ Top 10 ของโลก ในสหรัฐฯ และยุโรป คืบหน้าแล้วประมาณ 80-90% คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ใน 3Q26F
บริษัทมีความพยายามปรับราคาสินค้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและค่าเงิน พร้อมทั้งมีการปรับสูตรสินค้า Reformulation เพื่อรักษาระดับอัตรากำไร
แนวโน้มราคาวัตถุดิบ ทูน่าทรงตัวในระดับสูงและแพงกว่าปีก่อน เนื่องจากการจับปลาไม่ดีและต้นทุนน้ำมันเรือสูงขึ้น, ต้นไก่ราคาทรงตัว แต่ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยราคาน้ำมัน
ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ปรับลดจากประมาณการเดิมที่ 19% เหลือ 15% ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ และบริษัทมองว่าความแตกต่างระหว่าง 15% กับ 19% ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจสั่งซื้อ
ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง การขนส่งไปยุโรปและอเมริกาต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากสายเรือบางส่วนหยุดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารพร้อมทาน Human Food ของ AAI ที่มีสัดส่วนรายได้ในตลาดนี้ประมาณ 60-70% ของรายได้กลุ่มอาหารพร้อมทาน ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีสัดส่วน 14% ของรายได้รวม AAI
นโยบายการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน Hedging เป็นแบบรายเดือนตามรายการส่งออกและลูกหนี้การค้า เนื่องจากค่าเงินผันผวนสูง
งบลงทุนปี 2026 อยู่ที่ 800 ล้านบาท ใช้เงินสดจากการดำเนินงานและเงินสดในมือ ไม่มีการกู้เพิ่ม โรงงานหลังที่ 3 ใช้งบประมาณ 430 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3 การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและค่าซ่อมบำรุงกว่า 300 ล้านบาท
ผลประกอบการปีนี้คาดอ่อนตัวจากปัญหาสงครามกระทบธุรกิจ Human Food
แนวโน้ม 1Q26F เราคาดจะลดลง YoY จากปีที่ผ่านมามีฐานสูง เราคาดกำไรสุทธิปี 2026F-2027F อยู่ที่ 678 ล้านบาท (-9% YoY) และ 755 ล้านบาท (+11% YoY) คาด 1) ธุรกิจ Pet Food ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับคู่ค้า และ demand ที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลงจากการผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า 2) ธุรกิจ Human Food คาดปี 2026F ลดลง 20% จากผลกระทบสงคราม และปีถัดไปคาดเพิ่มขึ้น 15% จากฐานต่ำ คาดอัตราทำกำไรขั้นต้นปี 2026-27F ลดลงจากปี 2025 อยู่ที่เฉลี่ย 13.8%-14% จากปี 2025 อยู่ที่ 15.1% จากผลกระทบต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าที่คาดจะเพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่า และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากภาวะสงคราม (ต้นทุนค่าขนส่ง 1.4% ของต้นทุนรวม, การขนส่งธุรกิจ Pet food เป็น FOB จากผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระ แต่ธุรกิจ Human Food เป็นแบบ CNF ผู้ขายเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง) และคาดอัตราแลกเปลี่ยนทั้งปี 32 บาท/US$ คาดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปี 2026F ใกล้เคียง YoY และปี 2027F คาดลดลงเล็กน้อย
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 3.70 บาท อ้างอิง PER forward เฉลี่ยที่ 11.5X จากการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026F ลดลง บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง (Net Cash) และคาดว่าเงินปันผลจะอยู่ที่ Dividend Yield’26F 4.7% ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นรายได้ที่อาจต่ำกว่าคาดการณ์ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และค่าเงินบาทแข็งค่า