Company Note
i-Tail Corporation
Demand อาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแกร่ง หนุนปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ
เราได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” ภายหลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 17% ภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งเรามองว่าเป็นการปรับตัวลงที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน โดยแรงกดดันหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งในด้านค่าระวางเรือ ต้นทุนพลังงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเชิงลึก เราเห็นว่าผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมี demand ที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น (non-discretionary)
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม mid-price ซึ่งสามารถตอบสนองผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น อีกทั้งเรามองว่าบริษัทมีศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง โดยในช่วง 1Q26F ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของคู่ค้า
คาดกำไร 1Q26F เติบโตแข็งแกร่ง YoY และทรงตัว QoQ
เราประเมินว่ากำไรสุทธิใน 1Q26F จะอยู่ที่ประมาณ 813 ล้านบาท เติบโต 20% YoY และ 3% QoQ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18% YoY และ 5% QoQ การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ (New Product Launch) และการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในกลุ่มสินค้าระดับ mid-price ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้ทั้งในกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ขณะที่ในด้านความสามารถในการทำกำไร เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากผลของ product mix ที่เปลี่ยนไป รวมถึงแรงกดดันจากต้นทุนบางส่วน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ภาพรวมกำไรยังคงเติบโต
ต้นทุนขนส่งมีแรงกดดันจำกัด มองผลกระทบเชิงตัวเลขยังอยู่ในกรอบบริหารได้
แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะสร้างความกังวลต่อระบบโลจิสติกส์โลก แต่ข้อมูลเชิงปริมาณสะท้อนว่าผลกระทบต่ออุปทานตู้คอนเทนเนอร์ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยปัจจุบันมีเรือที่ได้รับผลกระทบประมาณ 130 ลำ คิดเป็นราว 443,550 TEU หรือเพียง ~1% ของกองตู้โลก และแม้รวมผลกระทบทางอ้อมทั้งหมด จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2 ล้าน TEU หรือราว 6% ของอุปทานรวม เท่านั้น ขณะที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ ตลาดตู้คอนเทนเนอร์อยู่ในภาวะ Overcapacity โดยคาดว่าอุปทานส่วนเกินในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 5% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 11–22% ในช่วงปี 2027–2028 สะท้อนว่าระบบยังมี buffer รองรับความผันผวนได้
ในด้านค่าระวางเรือ เส้นทางหลักไปสหรัฐฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5–8% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับวิกฤตรอบก่อน ๆ และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษ (Surcharge) ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น Emergency Bunker Surcharge (300–600 USD/ตู้) หรือ Emergency Fuel Surcharge (ประมาณ 45–210 USD/ตู้ ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทตู้) ซึ่งแม้จะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม แต่ยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้
ผลกระทบต่อบริษัทประเมินว่าค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างการขายกว่า 80% เป็นแบบ FOB (Free on Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง ขณะที่อีก 20% เป็นแบบ CNF ที่บริษัทรับภาระค่าขนส่งเอง ทำให้ sensitivity ต่อการเปลี่ยนแปลงค่าระวางอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากตลาดตะวันออกกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเรียกเก็บ surcharge สูง ยังมีเพียง <1% ของรายได้รวม จึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวม ดังนั้น แม้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยหลักที่อาจผลักดันค่าระวางเรือในระยะสั้น แต่ด้วยโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ยังมีอุปทานส่วนเกิน ประกอบกับโครงสร้างรายได้ของบริษัทที่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ส่วนใหญ่ ทำให้เรามองว่าแรงกดดันด้านต้นทุนขนส่งยังอยู่ในระดับจำกัดและบริหารจัดการได้” และไม่กระทบต่อแนวโน้มการเติบโตในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ปรับประมาณการสะท้อนต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง
เราปรับลดประมาณการกำไรในปี 2026–2027 ลงเล็กน้อยที่ 7% และ 6% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนถุงฟอยล์ (Retort Pouch) และบรรจุภัณฑ์กระป๋อง ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันด้านต้นทุน บริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการล็อคราคาวัตถุดิบล่วงหน้าในบางส่วน และมีการทบทวนราคาเป็นระยะทุก 3 เดือน นอกจากนี้ บริษัทสามารถทยอยปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับคู่ค้าได้บางส่วน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่ออัตรากำไร ในด้านรายได้ เรายังคงประมาณการเดิม โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากการปรับ product mix ที่มีประสิทธิภาพ แม้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย (ASP) จะลดลง ขณะที่ตลาดยุโรปและเอเชียคาดเติบโตในระดับ 5% ตามภาวะเศรษฐกิจ
โครงการ Tailwind หนุนประสิทธิภาพระยะยาว
โครงการ Tailwind ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 โดยในปี 2026F ผลกระทบสุทธิของโครงการจะอยู่ในระดับสมดุล เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผลประโยชน์ที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป คาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ประโยชน์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาจะหมดลง ขณะที่การประหยัดต้นทุน (Cost Saving) จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต (Manufacturing Efficiency) และการจัดซื้อ (Procurement Optimization) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในระยะยาว
คงมุมมองเชิงบวก มี Upside น่าสนใจ
เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในระยะกลางถึงระยะยาว และได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 17 บาท อิงจาก Forward PER ที่ 17 เท่า ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ PER26F เพียง 13 เท่า ซึ่งยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสม นอกจากนี้ คาดว่าจะให้ Dividend Yield ที่น่าสนใจราว 6.2% และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในรูปแบบ Net Cash อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว และความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะถัดไป