Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

26

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow


แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังคงหนาแน่น แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียยังคงอยู่ในภาวะผันผวน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วยปริมาณมาก โดยมียอดขายสุทธิรวม 7,968 ล้านดอลลาร์ แต่เริ่มชะลอลงบ้างหลังจากก่อนหน้านี้ต่างชาติขายสุทธิรุนแรงต่อเนื่องสองสัปดาห์ จนทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2000 คิดเป็นยอดขายสะสมสองสัปดาห์รวม 25,633 ล้านดอลลาร์
แรงเทขายส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวัน มียอดขายสุทธิ 5,646 ล้านดอลลาร์ และ เกาหลีใต้ มียอดขายสุทธิ 2,208 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้นกลุ่ม TIP นั้นมีแรงขายกดดันจากตลาดหุ้นไทย (-99 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (-35 ล้านดอลลาร์) ขณะที่อินโดนีเซียมีแรงซื้อเข้ามาเล็กน้อย (20 ล้านดอลลาร์)


Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าแรงขายที่เร่งตัวขึ้นในช่วง สี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้กดดันให้ Fund Flow ของตลาดหุ้นเอเชียพลิกกลับมาอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 35,353 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสะสมสูงถึง 24,064 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสะสม 11,722 ล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซียที่มียอดขายสุทธิ 510 ล้านดอลลาร์
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์ยังคงสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยไทยมียอดซื้อสะสม 732 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 211 ล้านดอลลาร์ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้แรงขายต่างชาติจะกดดันตลาดหุ้นเอเชียในวงกว้างมากขึ้น แต่กระแสเงินทุนยังไม่ได้ไหลออกจากทุกตลาดในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยบางประเทศยังพอได้รับแรงประคองจากเงินทุนที่ไหลเข้าอยู่บ้าง


ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงซื้อทยอยกลับเข้ามาในบางกลุ่มอุตสาหกรรม หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าตลาดเผชิญแรงขายในลักษณะกระจายตัวในวงกว้าง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาเลือกสะสมหุ้นบางกลุ่มที่มีความน่าสนใจมากขึ้น ภายหลังจากราคาปรับตัวลงแรงไปก่อนหน้านี้
กลุ่มที่เห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ซึ่งเริ่มมีสัญญาณบวกในตลาดหุ้นไทยและเกาหลีใต้ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มีสัญญาณ ฟื้นตัวในหลายตลาดกว่า โดยพบแรงซื้อในตลาดหุ้นไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน เช่นเดียวกับกลุ่มสื่อสารที่เริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนในทั้งสามตลาดเช่นกัน
ในเชิงมุมมองการลงทุน ภาพนี้บ่งชี้ว่ากระแสเงินอาจเริ่มขยับจากการขายแบบ broad-based ไปสู่การคัดเลือกสะสมเป็นรายกลุ่มมากขึ้น โดยกลุ่มที่เริ่มมีสัญญาณแข็งแกร่งมักเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์สงคราม หรือกลุ่มที่มีลักษณะ defensive อย่างกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น


แนวโน้มในระยะสั้นและภาพรวมการลงทุน
เรามองว่าแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอลงถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก และอาจสะท้อนว่ากระบวนการลดความเสี่ยงของเงินทุนในระดับภูมิภาค หรือ Regional De-risking Phase กำลังค่อย ๆ เข้าใกล้ช่วงปลายทางมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นทิศทางการไหลกลับของเงินทุนอาจยังไม่เกิดขึ้นในลักษณะกระจายทั่วทั้งตลาด แต่มีแนวโน้มเป็นการกลับเข้าไปลงทุนแบบเลือกเป็นรายกลุ่มหรือรายประเทศก่อน
ในมุมนี้ การกลับมาของแรงซื้อแบบ broad-based ยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ เพราะหากความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีแนวโน้มฟื้นตัวตาม และจะเปิดทางให้ Fund Flow กลับเข้ามาในภูมิภาคอย่างกว้างขวางมากขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย เราประเมินว่าหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมียังมีแนวโน้มยืนระยะได้ดีกว่ากลุ่มอื่นในสัปดาห์นี้ โดยมีแรงหนุนจากสัญญาณการเข้าซื้อที่ปรากฏในหลายตลาดของภูมิภาค สะท้อนว่ากลุ่มดังกล่าวกำลังอยู่ในสายตาของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม อาจต้องระมัดระวังต่อความผันผวนในระยะสั้นเช่นกัน เนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มนี้ได้ปรับตัวขึ้นแรงมาแล้วติดต่อกันตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรสลับออกมาเป็นระยะได้เช่นกัน


สรุปภาพตลาดวานนี้ จันทร์ย่อตามระเบียบ เหมือนกับภูมิภาค รอดูว่าเส้นตายวันนี้จะมีอะไร โดยเมื่อวานหุ้นที่กดดันกระจายไปทุกกลุ่มใหญ่ ยกเว้นพลังงานต้นน้ำ (น้ำมัน, ถ่านหิน) ปิโตรเคมี และกลุ่มย่อยไบโอดีเซล และยางพารา


แนวโน้มตลาดวันนี้ เลื่อน! “งั้นลุยเล่นหุ้นก่อน”
ปธน.ทรัมป์ แจ้งเลื่อนเส้นตายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน ไปก่อน (บอกขอเวลาอีก 5 วัน) งั้นเราขอลุยเล่นหุ้นไทยก่อน...ใกล้สุดสัปดาห์แล้วค่อยว่ากันใหม่
ด้วยความเสี่ยงตลาดหุ้นโดยรวมยังไม่หมดไป ท่ามกลางภัยสงคราม, การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว-การหยุดผลิตชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสียหายลุกลาม ย่อมทำให้อุปทานในตลาดโลกขาดแคลนแล้วยังไม่กลับคืนมาในเร็ววันแน่ ทำให้เราคงคาดหุ้น PTTGC IVL TOP PTTEP BANPU ยังคง Outperform ตลาดจาก ภาวะอุปทานขาดแคลน (เขียวขายแดงซื้อเล่นย่อสลับเด้งตามสถานการณ์)
ส่วนหุ้นอื่น ทั้งที่เล่นตรงข้ามกับภาวะสงครามตะวันออกกลาง และหุ้นเชื่อมโยงในประเทศ เราแนะนำให้เริ่มทยอยซื้อคืนไว้เล่นรอบ โดยเน้นไปที่หุ้น พลังงานทดแทน นิคมก่อน จากเป็นหุ้นที่น่าจะเล่นรับมาตรการเร่งด่วนจาก ครม.ใหม่
ด้านตัวแปรที่ต้องติดตาม หากราคาพลังงานยังปรับขึ้นสูงอีก คือ แรงขายพันธบัตรที่เกิดขึ้นกับตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฯลฯ ด้วยผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น จะเป็นตัวแปรลบต่อต้นทุนทางการเงิน,  เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้น เราคาดว่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และจัดเป็นความเสี่ยงจำกัด Upside หุ้นไทยหาก ทิศทางเงินเฟ้อ และราคาพลังงานยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง จากภัยสงครามแบบนี้


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

 

วิเคราะห์ทางเทคนิค Technical View: SET Index ร่วงหลุด 1,400 จุด แต่การที่ Trump ประกาศเลื่อนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 5 วันเปรียบเสมือนการสร้าง "Technical Rebound Zone" กราฟดัชนีมีโอกาสเกิดแท่งเทียนกลับตัวบริเวณเส้น EMA 50 วัน เนื่องจากความกังวลเรื่องการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (Power Plants) อาจถูกแขวนไว้ชั่วคราว
Indicator RSI: มีลุ้นดีดกลับ เมื่อแตะโซน level 50 พอดี! หลังข่าว "เลื่อนโจมตี" จุดชนวนให้เกิดการฟื้นตัว
Elliot wave: SET Index ยังคงฟอร์มตัวอยู่ใน Wave 5 ของรอบคลื่นหลัก หลังจากที่ทำจุดต่ำสุดไปในช่วงก่อนหน้าที่ 1,331 จุด จับตาคลื่นย่อย อาจเป็นได้ที่จะอยู่ในคลื่น Corrective wave “B” หรือ จบ Wave “C” ไปแล้ว (ถ้าดัชนีทะลุ > 1,450 จุด ถือเป็นการจบคลื่นขาลงโดยสมบูรณ์)
Resistance: แนวต้านแรกจะอยู่ที่ 1,420 - 1,430 จุด (EMA 25 วัน) หรือ โซนปิด gap (ถัดไปด่านสำคัญรออยู่ที่ 1,450 จุด) / แนวรับ 1,390 จุด
Trading Plan: เป็นโอกาสของการ "เก็งกำไรในกรอบ" 1,400 - 1,430 จุด จับตา เช่น กลุ่มท่องเที่ยว & กลุ่มที่ได้ปย.จากต้นทุนน้ำมันดิบที่ปรับลง เช่น สายการบิน โรงไฟฟ้า Logistics และอื่นๆ ส่วนหุ้นในพอร์ต GULF, TRUE, WHA และ KTC วันนี้มีลุ้นฟื้นตัวเช่นกัน / ในทางตรงกันข้าม หุ้น"ต้นน้ำ" อย่าง PTTEP มีโอกาสปรับลงตามราคาน้ำมัน แนะระวังแรงขายทำกำไรด้วยครับ



What to watch บอร์ด กกพ. ประชุม 25 มี.ค. เคาะค่าไฟงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. หลังต้นทุน LNG พุ่ง
- กรณีแรก การคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมดที่ปัจจุบันค้าอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย
- กรณีที่สอง ไม่ใช้หนี้ กฟผ. ทำให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย
- กรณีที่สาม คือ ไม่ใช้หนี้ กฟผ. และนำเงิน Claw Back ที่มีในมือ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะสูงกล่าวค่าไฟงวดปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยอีก 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันรวมอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นอกจากนี้ยังได้มีการหารือกับบริษัท LNG Shipper ให้เร่งจัดหา LNG จากแหล่งอื่นมาเสริม เช่น เอเชียแปซิฟิก แอฟริกาตะวันตก เป็นต้น
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวในวันนี้ว่า สหรัฐมีความมุ่งมั่นที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า การหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่านเป็นไปอย่างเข้มข้น และเขาหวังว่าสหรัฐจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ ที่เป็นรูปธรรม
ปธน.ทรัมป์กล่าวกับสำนักข่าว Fox Business Network ว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก และข้อตกลงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลา 5 วันหรือน้อยกว่านั้น
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า เขาจะชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปเป็นเวลา 5 วัน ขณะที่สหรัฐกำลังทำการเจรจากับอิหร่าน
เกาหลีใต้ส่งออกพุ่ง 50.4% ช่วง 20 วันแรกเดือน มี.ค. รับดีมานด์ชิปแข็งแกร่ง (ต่ำกว่าคาดที่ 53%)

 

หุ้นแนะนำวันนี้
BANPU รายได้หลักอิงแนวโน้มราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นส่งผลบวกต่อกำไรโดยตรง BLS Research แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.10 บาท
แนวรับ 6.15 ต้าน 6.7 Stop loss 6

รายงานพื้นฐานวันนี้

NTF (Event)
เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย)
เกาะเทรนด์ราชาแห่งผลไม้ เส้นทางสู่แกรนด์ไลน์
NTF กำลังเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์หลักจากการเติบโตของการส่งออกทุเรียนไทย โดยมีสัดส่วนรายได้จากทุเรียนมากกว่า 90% และพึ่งพาความต้องการจากจีนเป็นหลัก ส่งผลให้รายได้เติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง +95% ในปี 2023, +120% ในปี 2024 และ +136% ในปี 2025 แม้มีลักษณะฤดูกาล (low season ใน 1Q และ peak ใน 2Q) แต่ยังสามารถรักษาการเติบโต YoY ได้ดี ขณะที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้ โดยปี 2024 เพิ่มขึ้น +184% และปี 2025 +257% จากการขยายตัวของอัตรากำไร (GM เพิ่มเป็น 20% จาก 16%, NM เป็น 9% จาก 5.8%) พร้อมฐานะการเงินที่แข็งแรงขึ้นหลัง IPO โดย D/E ลดลงเหลือ 0.55 เท่า
ภาพอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมูลค่าส่งออกทุเรียนไปจีนยังเติบโตต่อเนื่อง (ม.ค. 2026 อยู่ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท +67% YoY) ขณะที่ฝั่ง supply มีการขยายพื้นที่ปลูก +10% YoY และผลผลิตเพิ่ม +16% YoY แม้ราคาทุเรียนในประเทศอ่อนลง แต่ราคาส่งออกยังปรับขึ้นต่อเนื่องและมี premium กว่าของเวียดนาม สะท้อนความแข็งแกร่งด้านคุณภาพของไทย
NTF แม้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเร็ว (0.18% ในปี 2022 เป็น 1.5% ในปี 2025) แต่ยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับตลาดรวม ทำให้ยังมี upside อีกมาก อีกทั้ง demand จากจีนยังอยู่ในระดับต่ำ เทียบเป็นเพียง 1 กก./คน เทียบกับไทย (5 กก.) และมาเลเซีย (13 กก.) ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการจัดระเบียบล้งจีนโดยภาครัฐอาจช่วยให้ผู้ส่งออกไทยมีอำนาจต่อรองดีขึ้น
ปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อปี 2026 แล้วราว 5.1 พันล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้ตลาดทำไว้ที่ 4 พันล้านบาท จึงทำให้กำไรที่คาดไว้ราว 370 ล้านบาท (+60% YoY) มี upside
Tactical view: Valuation ยังอยู่ในระดับต่ำ PER เพียง 6–7 เท่า สวนทางการเติบโตสูง ทำให้มองว่าหุ้นยังมี upside จากทั้งการเติบโตและการปรับประมาณการในอนาคต
Head-up event: ขอเชิญร่วมเข้าฟัง Virtual conference ที่จัดกับ NTF ในวันที่ 25 มี.ค. เวลา 14:00 น. เพื่ออัปเดตแนวโน้มธุรกิจและโอกาสการเติบโตในระยะถัดไปของบริษัท

BLA
(Visit Note)
กรุงเทพประกันชีวิต
เร่งพัฒนาช่องทางการขาย...ปูทางเติบโตระยะยาว
กำไรสุทธิ 4Q25 เท่ากับ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 92% YoY (รายได้ธุรกิจประกันภัยและกำไรจากการขายเงินลงทุนเพิ่มขึ้น) แต่ลดลง 42% QoQ (กำไรจากการขายเงินลงทุนลดลง) ในเบื้องต้น เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26 จะทรงตัว YoY (แต่ลดลง QoQ กำไรจากการขายเงินลงทุนลดลง)
BLA ยังเน้นพัฒนาช่องทางการขายให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพของตัวแทน การทำงานร่วมกับ BBL และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของลูกค้า
Our view: แม้ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 2026 จะลดลง 8% YoY แต่ Valuation ของ BLA อยู่ในระดับ ไม่แพง พร้อมคาด dividend yield ที่ระดับ 5%

 

Commodities Tracker
ราคาน้ำมันพุ่งแรง กดดันส่วนต่างผลิตภัณฑ์ในช่วงแรง
ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแรงที่สุด ขณะที่ค่าระวางเรือโดยรวมฟื้นตัวตามความตึงเครียดด้าน supply จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดพลังงานตึงตัวชัดเจน อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันกลับกดดันค่าการกลั่นและสเปรดเคมี เนื่องจากต้นทุน feedstock เพิ่มเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์
ราคาน้ำมันดิบ Dubai เพิ่มขึ้นแรงอีก $30.49 WoW สู่ $158.42/bbl จาก supply disruption ขณะที่ราคาถ่านหิน Newcastle ปรับขึ้นต่อ 2% WoW สู่ $140.35/ตัน จาก demand migration หลัง LNG และน้ำมันแพงขึ้น
ด้านค่าการกลั่น Singapore GRM ลดลงแรง $10.65 WoW สู่ -$6.62/bbl โดย gasoline spread ติดลบ ขณะที่ diesel และ fuel oil อ่อนตัวลงแรง สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น
ฝั่งปิโตรเคมี แม้ราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับขึ้น แต่ spread โดยรวมแคบลงจากต้นทุน naphtha ที่เร่งตัวเร็ว โดย propylene spread ลดลงเหลือ -$60/t และ HDPE/PP อยู่ที่ $155/t ขณะที่ ethylene เป็นตัวเดียวที่ขยายขึ้นแรงสู่ $215/t
ค่าระวางเรือปรับขึ้นเล็กน้อย โดย BDI เพิ่ม 3% WoW สู่ 2,048 จาก Capesize และ Panamax ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ container index เพิ่ม 2% WoW สู่ 2,172 สะท้อนแรงกดดันด้าน logistics จากสถานการณ์สงคราม
Fundamental view: การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาพลังงานพุ่งและ supply ตึงตัว เปิดโอกาส Trading ในกลุ่มพลังงานและขนส่ง โดยชอบ BANPU และ PTTEP จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ขณะที่กลุ่มเรือ (PRM, PSL, RCL, TTA) ได้อานิสงส์ค่าระวาง ส่วนโรงกลั่นแม้ GRM ถูกกดดันระยะสั้นแต่มีโอกาสฟื้นตาม product spread และในกลุ่มเคมี แนะนำ IVL และ PTTGC จากโอกาส spread ฟื้นตัวเมื่อ supply ตึงตัวต่อเนื่อง

 


สรุปประเด็นจาก Quick take
Utilities
ค่าไฟรอบใหม่ เท่ากับ Scenario 2 ของเรา
กกพ.เตรียมเคาะค่าไฟงวด พ.ค.–ส.ค. 2569 3 กรณีที่ 3.95–4.59 บาท/หน่วย โดยเรามองว่า กรณีต่ำสุดที่ 3.95 บาท/หน่วยมีความเป็นไปได้สูงสุด (ไม่ชำระหนี้คืนกฟผ + ใช้เงิน Claw back)
View from fundamental: กลุ่ม SPP ยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น คาดจะเห็น downside ของ BGRIM 11% และ GPSC 9%

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้