- SET วันที่ 9 มี.ค.69 ปิด -27.40 จุด อยู่ที่ 1,382.97 จุด มูลค่าการซื้อขาย 94,274 ลบ.ลบ. ต่างขาติขาย 1,771 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 1,591 ลบ. สถาบันขาย 1,939 ลบ. และรายย่อยซื้อ 5,302 ลบ. NVDR ขายสุทธิ 2,711 ลบ. ซื้อ TOP,BCPG,MTC,ADVANC,BH และขาย PTTEP,SCB,KTB,DELTA,GULF มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 4,971 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น GLOBAL,BCP,CHG โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 11,346 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 14,671 สัญญา ต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 2,543 ลบ.
Market View
- DJIA +0.5%, S&P500 +0.83%, Nasdaq +1.38% หลัง ปธน.ทรัมป์เผยกับ CBS News ว่าภาวะสงครามในอิหร่านใกล้ยุติเร็วกว่าเดิมคาดไว้ราว 4 – 5 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับลดลงมาอยู่ที่ $94.77/บาร์เรล และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี +1.8%, บริการสื่อสาร +1.3% และกลุ่มสายการบิน & ท่องเที่ยวปรับขึ้น ขณะที่ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดฟิลาเดลเฟีย +3.9% นำโดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิต Memory Chip เช่น Sandisk, Broadcom, Nvidia ทางด้านข้อมูลเศรษฐกิจวันพุธติดตาม US CPI ก.พ. คาด 2.5% & ม.ค. 2.4% YoY และวันศุกร์ US GDP Q4/68 คาด +1.4% QoQ , US PCE ม.ค.
- Stoxx600 ยุโรป -0.63% ปิดตลาดก่อนทราบความเห็นของ ปธน.ทรัมป์ต่อภาวะสงครามในอิหร่านที่คาดจะยุติได้เร็วกว่าคาด โดยหุ้นกลุ่มอสังหา ฯ -2.7%, ท่องเที่ยว -2%, ธนาคาร -0.5% จากความกังวลต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้ ECB ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยใน มิ.ย. หรือ ก.ค. ส่งผลให้ Euro Bond Yield 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 2.86% ขณะที่การประชุม รมว.พลังงานในกลุ่ม G7 วานนี้ได้พิจารณาแนวทางปล่อยคลังนำมันสำรองทางยุทธศาสตรจำนวน 300 – 400 ล.บาร์เรล หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ สัปดาห์นี้วันศุกร์ติดตามข้อมูล CPI เยอรมัน, ฝรั่งเศส ก.พ.
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ นิเกอิ -5.2% จากแรงขายกลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็ก, กลุ่มเซรามิก, เครื่องจักรกล และเทคโนโลยี จากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อไปอีก 4 – 5 สัปดาห์ ส่วน Kospi -5.96% จากแรงขายหุ้นโรงกลั่น เช่น SK Innovation -5.3% และกลุ่มผู้ผลิตชิป Samsung Electronics -7.8%, SK Hynix -9.5% โดยช่วงเปิดตลาดต้องหยุดซื้อขายเป็นเวลา 20 นาที หลังดัชนีปรับลดลงมากกว่า -8% ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้ -0.67% จากแรงขายกลุ่มเทค ฯ เช่น Zhongji Innolight -3.6%, Eoptolik Tech -4.5% และกลุ่มเหมืองแร่ Zijin Mining -1.9% หลัง NBS เผย CPI จีน ก.พ. +1.3% & คาด +0.9% YoY และ PPI จีน ก.พ. -0.9% & คาด -1.1% YoY ช่วยลดความกังวลต่อภาวะเงินฝืด สัปดาหนี้ติดตามข้อมูลส่งออก - นำเข้าจีน ก.พ.
- SET -1.94% ปริมาณการซื้อขาย 4 หมื่น ลบ. ต่างชาติขาย 1,771 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 1,591 ลบ. สถาบันขาย 1,939 ลบ. และรายย่อยซื้อ 5,302 ลบ. โดยดัชนีปรับลดลงจากแรงขายกลุ่มวัสดุก่อสร้าง -6.69% นำโดย SCC -10.5% หลังบริษัทได้สั่งปิดโรงงาน ROC ชั่วคราว เนื่องจากวัตถุดิบนำเข้าลดลง 30% ส่วนกลุ่มอิเล็ก ฯ, ท่องเที่ยว, ขนส่ง ก็ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบ WTI วานนี้ปรับขึ้นสูงสุดที่ระดับ $119/บาร์เรล หลังเกิดการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำจืดหลายแห่งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ภาวะสงครามยืดเยื้อ ขณะที่ช่วงบ่ายราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับลดลง หลัง รมว.พลังงานในกลุ่ม G7 อาจพิจารณาปล่อยคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ราว 300 – 400 ล.บาร์เรล เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้ดัชนี SET ในช่วงบ่ายเริ่มมีการฟื้นตัว และเช้านี้คาด SET มีโอกาสฟื้นตัวเนื่อง หลัง ปธน.ทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามมีแนวโน้มยุติได้เร็วกว่าคาดไว้ที่ 4 – 5 สัปดาห์ ส่วนประเด็นข่าวในประเทศวานนี้ ก.พลังงานสั่งให้เพิ่มไบโอดีเซลเป็น B7 ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. และจะเพิ่มสัดส่วนเป็น B10 – 20 ในระยะถัดไป เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันแพง ทางด้านปัจจัยการเมืองในประเทศวันเสาร์นี้ติดตามการเปิดประชุมสภาฯ, วันที่ 16 มี.ค.เลือก ปธ.สภา ฯ และวันที่ 19 มี.ค. เลือกนายก ฯ ซึ่งคาดจะได้ ครม.ชุดใหม่บริหารประเทศได้ช่วง เม.ย. นี้
Daily Strategy
- ดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสฟื้นตัวในกรอบแนวรับ 1,360 – 1,380 แนวต้าน 1,400 – 1,420 หลัง WTI Futures เช้านี้ -9.0% อยู่ที่ $86.1/บาร์เรล ตอบรับข่าว ปธน.ทรัมป์ส่งสัญญาณสงครามมีแนวโน้มยุติเร็วกว่าคาด แนะนำทยอยซื้อหุ้นกลุ่ม Value บริเวณแนวนรับ เช่น ADVANC,TRUE,KBANK,SCB,KTB,GULF
- PTTGC (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 00 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 1Q69 ฟื้นตัว QoQ แม้มีโรงงานโอเลฟินส์ OLE4 ปิดซ่อมบำรุงตามแผน อย่างไรก็ตามคาดว่า spread สายโอเลฟินส์ที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือน มี.ค.จะช่วยลดผลกระทบ เนื่องจาก supply feedstock Naphtha จากตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก ส่งผลให้โรงงานปิโตรฯ บางรายต้องประกาศหยุดผลิตชั่วคราว ขณะที่ PTTGC ไม่ได้รับผลกระทบเพราะรับวัตถุดิบ Ethane จาก GSP ของ PTT และ Naphtha จากโรงกลั่นของตัวเองเป็นปกติ ส่วนธุรกิจโรงกลั่นเด่นจาก GO spread ที่อยู่ในระดับสูงมากๆ รวมถึงจะพลิกกลับมามีกำไรสต๊อกน้ำมันดิบด้วย ทั้งนี้โรงกลั่นของ PTTGC ใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียง 5-10% ส่วนใหญ่ซื้อจาก USA, WAF, Asia รวมถึงจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากธุรกรรม Asset Monetization จำนวน 2.3 พันล้านบาท อีกด้วย
- PCE* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 2.50 บาท) ในปี 68 บริษัทฯ มีรายได้รวม 03 หมื่นล้านบาท +10%YoY และมีกำไรสุทธิ 310.3 ล้านบาท -51%YoY รายได้เพิ่มขึ้นหนุนจากการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) การรับรู้รายได้เต็มปีจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดในปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ (RBDPKO) และผลิตภัณฑ์ใหม่กะลาปาล์ม (PKS) อย่างไรก็ตาม margin ปรับลดลงจากปริมาณขาย B100 ที่ลดลงและเงินบาทแข็งค่า สำหรับแนวโน้มปี 69 คาดกำไรจะกลับมาเติบโตจาก 1) ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นหลังขยายโรงงาน CPO เฟส 2 เสร็จปลายปีก่อน ทำให้กำลังการเพิ่มเป็น 3,600 ตันผลปาล์มสดต่อวัน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและการนำเข้าวัตถุดิบ CPO จากภายนอก 2) รัฐประกาศนโยบายเพิ่มสัดส่วน B5 เป็น B7 เริ่มวันที่ 14 มี.ค.69 ส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตราทำกำไรของ PCE เพราะปีก่อนโรงงาน B100 มี U-rate เพียง 16% ถ้าปรับเป็น B7 จะทำให้ U-rate เพิ่มขึ้นได้ถึงระดับ 40-50% โดยโรงงานของบริษัทมีกำลังการผลิต B100 รวม 1.2 ล้านลิตร/วัน เป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยเราตั้งข้อสังเกตว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลมีความรวดเร็วมากขึ้นเนื่องจากขั้นตอนปกติถ้าปรับขึ้นต้องผ่าน ครม. โดยในภาพในปีนี้รวมคาดปริมาณการผลิต B100 ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 17-21% และตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตจากปีก่อน 10-15%YoY บนคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มสดในประเทศปีนี้ 21-22 ล้านตัน ใกล้เคียงหรือเพิ่มจากปีก่อนเล็กน้อย ทั้งนี้เราประเมินจากสมติฐานของบริษัทคาดกำไรปี 69 อยู่ที่ราว 500-600 ล้านบาท มีความเป็นไปได้
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI เม.ย. +$3.87 อยู่ที่ $94.77 / บาร์เรล, Brent พ.ค. +$6.27 อยู่ที่ $98.96/บาร์เรล โดยวานนี้ WTI ปรับขึ้นสูงสุดที่ $119.48/บาร์เรล หลังผู้ผลิตในตะวันออกกลางลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแหล่งเก็บน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันเริ่มลดลงในช่วงบ่าย หลัง รมว.พลังงานกลุ่ม G7 ประชุมเพื่อพิจารณาปล่อยคลังน้ำมันสำรองเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำมันดิบ
Gold Update(-)Comex Gold เม.ย.-$55.00 อยู่ที่ $5,103.70 /ออนซ์ ถูกกดดันจาก Dollar Index แข็งค่า +0.2% จากคาดการณ์เฟดจะยังไม่สามารถลดดอกเบี้ย จากความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐ
Fund Flow(-) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ขายสุทธิ -17.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขายหุ้นไทย -55.87 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นอินโด ฯ +65.39 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และขายหุ้นฟิลิปปินส์ -26.73 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าอยู่ที่ 31.69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ลดลงอยู่ที่ 4.108 %
(+) ดัชนี BDI ปิด +56 จุด อยู่ที่ 2,066
(+) BitCoin เช้านี้ +4.22% อยู่ที่ 69,003 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
สัปดาห์ที่2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทย
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน
ตลท. แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์
ต่างประเทศ
10 มี.ค. US ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) (ก.พ.)
11 มี.ค. US ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ก.พ.)
12 มี.ค. US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
13 มี.ค. US ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index (ม.ค.)
US ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTS (ม.ค.)
Theme Strategy
เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง
(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*
(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB
(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*
(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*
(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*
(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*
(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 45% Fixed Income 40% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio March 2026: TFM*, CRC, GPSC*, PTTEP, KLINIQ
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th