Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

70

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯส่งสัญญาณมิกซ์ ขณะที่ไทยปรับลงแรง
KEY FINDINGS:


สหรัฐฯ: ดัชนี S&P500 แกว่งตัวผันผวน ขณะที่เครื่องมือชี้วัดภาวะอารมณ์ตลาด (Sentiment Indicators) ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี Fear & Greed Index ปรับตัวขึ้นลดลงจากระดับ 42 จุด เหลือ 34 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear อย่างไร ก็ตามผลสำรวจ AAII กลับมี Bull-Bear Spread ที่เพิ่มขึ้น


ไทย: ดัชนี SET ปรับตัวลงแรง 7.6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับมาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ที่คะแนนปรับลงจากโซน Greed สู่โซน Neutral โดยคะแนนลดลงจาก 73 คะแนนเป็น 54 คะแนน
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 แกว่งตัวผันผวนจากปัจจัยลบเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง ปิดปรับตัวลดลง 1.1% WoW ขณะที่ Sentiment Indicator ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงส่งสัญญาณที่ผสมผสาน โดยดัชนี CNN Fear & Greed ยังคงอยู่ในโซน Fear และมาตรวัดปรับตัวลดลงจากระดับ 42 จุด สู่ 34 จุด ฉุดจาก Market Momentum และ Market Breadth ที่ปรับลดลง ขณะที่Put/Call Ratio กลับมาปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.78 เป็น 0.80 รวมถึงความผันผวนที่ปรับเพิ่มขึ้นทะลุระดับค่าเฉลี่ย
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนถึงมุมมองเชิงลบต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่น้อยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ โดยมุมมองฝั่ง Bearish ลดลงจาก 39.8% เป็น 35.5% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ขณะที่มุมมองฝั่ง Bullish ลดลงเล็กน้อยจาก 33.2% เป็น 33.1% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.2% จากระดับ -6.6% สู่ -2.4%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับตัวลงแรง 7.6%WoW จากข่าวลบเรื่องสงครามที่เข้ามากระทบในจังหวะที่ตลาดอยู่ในภาวะตึงตัว สอดคล้องกับมาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ปรับตัวแย่ลงเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการปรับลงเป็นครั้งแรกหลังจากที่ดีขึ้นต่อเนื่องมา 6 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยในสัปดาห์ล่าสุด มาตรวัดปรับลดลงจากโซน Greed ที่ระดับ 76 คะแนนสู่โซน Neutral ที่ระดับ 54 คะแนน ฉุดจากความผันผวนของตลาดที่พุ่งขึ้นทะลุระดับค่าเฉลี่ยระยะยาว ดัชนี Bull-to-Bear ที่ปรับตัวลงจากโซน Overbought สู่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย และดัชนี Momentum Strength ที่กลับทิศเป็นขาลงหลังจากแตะสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 8 ปี (นับตั้งแต่ ต.ค. 2017)
IMPLICATION:
ภาพรวมการลงทุน: บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะเปราะบาง โดยสัญญาณจาก Market Momentum และ Market Breadth มีแนวโน้ม อ่อนแรงลง ขณะที่การดีดตัวขึ้นของ Put/Call Ratio สะท้อนถึงความกังวลและการเร่งปิดความเสี่ยงของนักลงทุน ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย: การลดลงอย่างรวดเร็วของ Sentiment Indicator สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีความอ่อนไหวสูงต่อปัจจัยลบ เนื่องจากสภาวะตึงตัวในช่วงก่อนหน้า แม้ดัชนีจะปรับฐานลงมาบ้างแล้ว แต่เครื่องชี้วัดย่อยอย่าง Bull-to-Bear, Momentum Strength และ Volume Index ยังไม่แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน เราจึงประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนต่อไปอีกระยะหนึ่ง


สรุปภาพตลาดวานนี้ วานนี้ SET รีบาวด์ตามตลาดโลกเด้ง แต่ยังไม่ได้กลับไปจุดเดิม (นั่นก็หมายถึงยังมีหุ้นติดป้ายส่วนลดให้ช็อปต่อ) โดยหุ้นขึ้นหลักๆ วานนี้มี DELTA GULF AOT THAI และธนาคารที่ดันตลาดเป็นส่วนหลัก ขณะที่กลุ่มแรงขายออกมาจาก PTT OR SCC SCCC CPF และมีปัจจัยเฉพาะอย่าง CBG-OSP (การแข่งขันเพิ่ม) ส่วนสัญญาณการรีบาวด์ของหุ้นขนาดกลาง ที่เห็นชัด เช่น SKY PSGC VGI HANA MCOT MONO STGT เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ มองหาสัญญาณ...เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
หุ้นไทย และตลาดสินทรัพย์อื่นๆ ค่อยสงบหลังเผชิญความปั่นป่วนภัยสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน เร่งให้เกิดแรงขายหนักผิดปกติ และเมื่อตลาดหุ้นไทยเริ่มนิ่ง “จุดสังเกต คือไม่กลับลงมาเล่นต่ำกว่า 1350 จุด แม้จะมีข่าวลบจากเรื่อง สงครามฯ”
เราแนะนำให้ทยอยรับหุ้นคืน โดยคาดว่าราคาหุ้นไทย ที่ดิ่งแรงเกิน 13% รวมถึงค่าความผันผวนของสินทรัพย์อื่นที่สงบมากขึ้น กำลังสะท้อนความกลัวเรื่องภัยสงครามที่ค่อยๆ “fade out” จางไป เหมือนกับฝุ่น... เช่นเดียวกับ กรณี สงครามรัสเซีย-ยูเครน/ ไทย-กัมพูชา, แผ่นดินไหว, การเมือง, โรคระบาด กำแพงภาษี ฯลฯ
เหมือนกับทุกครั้งที่หุ้นไทยเผชิญปัญหาลบรุนแรงครั้งใหม่ วงจรรับรู้ของนักลงทุน จะเริ่มจาก Panic sell => ตั้งหลักได้ => ติดตามหา สัญญาณว่าปัญหาฯ แต่ละครั้ง จะมีอะไรเป็นเครื่องชี้วัดพัฒนาการ ยกตัวอย่าง ช่วงโควิด-ติดตามการรับวัคซีน,ทิศทางผู้ติดเชื้อ / วิกฤตการเงิน-การควบรวมกิจการ เป็นต้น
ซึ่งภัยสงครามครั้งนี้ เราประเมินว่าพื้นฐานกำไร บจ.ยังไม่กระทบรุนแรงเท่าในอดีต ที่เคยกระทบจาก ราคาก๊าซพุ่งขึ้น 7-800% (สงครามรัสเซีย-ยูเครน) หรือราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 3 เท่าตัว (สงครามอ่าวเปอร์เซีย)
เมื่อการ Force sell และความกลัวขายตัดขาดทุนทางเทคนิค เพราะวิตกภัยสงคราม ค่อยๆบรรเทาลง, จำกัดวงได้ หรือติดตามตัวแปรอื่น เช่น อาศัยกลไกรัฐสภาสหรัฐฯ ในการบรรเทาปัญหา อาจเห็นการตั้งหลัก เริ่มต้นชีวิตใหม่ของตลาดหุ้นไทย รอบนี้คาด 1350 จุด เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่หุ้นไทย


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค รีวิวภาพตลาด SET Index
1. รีบาวด์กลับขึ้นมาตามทิศทางตลาดภูมิภาค ปิดช่องว่าง (Close Gap) 1,360 จุด ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดรับของเส้น EMA 75 วัน พอดีเป๊ะ! ถือเป็นด่านทดสอบแนวรับที่สำคัญ
2. สัญญาณ Momentum RSI คลายตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 50 (Neutral Zone) เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้อาจจะตึงตัว การลงมาพักฐานที่ระดับปรกติแบบนี้ช่วยลดความร้อนแรง เพื่อรอเลือกทางเดินใหม่
3. นับคลื่น (Elliott Wave) โครงสร้างหลัก: อยู่ใน "Impulse Wave 4" (คลื่นปรับฐานใหญ่) รอขึ้น Wave แต่สำหรับโครงสร้างย่อย: การรีบาวด์ที่เห็นตอนนี้คือ "Corrective Wave b" ซึ่งเป็นการเด้งเพื่อลงต่อในขา c ของ 4 นั่นเอง
บทสรุป1 ระยะสั้น: ยังมีโอกาส "ปิดแดง" หรือพักตัวต่อ เนื่องจากเรากำลังวิ่งอยู่ใน Wave b (ขาขึ้นชั่วคราวในแนวโน้มลง) ต้องรอให้จบขา C ก่อนถึงจะเริ่มสะสมพลังใหม่ได้ ระยะกลาง: ลุ้นการจบรอบปรับฐานใหญ่เพื่อวิ่งขึ้น Wave 5 (คลื่นทำเงิน) โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ "ห้ามทำ Low ต่ำกว่า 1,341 จุด" เป็นอันขาด!




What to watch เงินเฟ้อ ก.พ.ไทย หดตัวลากยาวต่อเนื่อง 11 เดือน จับตาสงครามตอ.กลาง ดันปีนี้พลิกบวก 1-3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง 0.88% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงตามการเพิ่มเงินชดเชยจากกองทนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)
กรณีที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อยู่ที่ระดับ 80, 100 และ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1-2%, 2-3% และ มากกว่า 3%
การเมืองในประเทศ: การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานไปกับการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง โดยเมื่อวาน กกต.มีมติรับรองผล สส. เขตจำนวน 396 คน เรียบร้อยแล้ว
รมต.พลังงานเผยประเทศไทย อาศัยการนำเข้า LNG จากการ์ต้าราว 10% ส่วนใหญ่ 60% ส่งก๊าซผ่านท่อจากกำลังการผลิตในภูมิภาค เช่น เมียนมาร์ อ่าวไทย ขณะนี้เตรียมเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งอื่น และเพิ่มการนำเข้าจากออสเตรเลีย แม้ราคาอาจจะสูงขึ้น แต่เชื่อว่าต้นทุนน่าจะคุมอยู่ เพราะ 60% มาจากท่อส่งแถบภูมิภาค


หุ้นแนะนำวันนี้ TFG หุ้น Valued ที่ PE (Trailing) เพียง 4.7 เท่า Div. yield 11.47% กำไร 2025 7.4 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคาหุ้นลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ปี 2022 Top form กำไร 5 พันลบ.)
แนวรับ 5.9 ต้าน 6.8 Stop loss 5.5


Tactical port เพิ่ม TFG

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Wealth Strategy
Inside the War Room | เจาะ “ผลกระทบสงคราม” เศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย
ในมุมการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ดังนี้
Scenario 1: สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายภายในประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจำกัดและกระทบหลักผ่านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะสั้น ดังนั้น GDP ไทยปี 2026 ยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 1.8%

Scenario 2: รุนแรงขึ้น โดยยืดเยื้อเกิน 6 สัปดาห์ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เกิน 1 เดือน แต่ยังไม่กระทบระดับน้ำมันสำรองของประเทศผู้บริโภคน้ำมันทั่วโลก ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นราว 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าเพิ่ม ดุลการค้าขาดดุลมากขึ้น และนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอลง ทำให้ GDP ไทยปี 2026 ลดลง 0.6% จากกรณีฐาน เหลือประมาณ 1.2% ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มเป็นราว 1.0%

Scenario 3: รุนแรงที่สุด โดยยืดเยื้อเกิน 6 สัปดาห์ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานเกิน 1 เดือน จนกระทบอุปทานน้ำมันโลกและเกิด Energy supply shock ราคาพลังงานพุ่งสูงและนักท่องเที่ยวยุโรปชะลอการเดินทางเพิ่มเติม นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง GDP ไทยปี 2026 อาจลดลง 2.7% จากกรณีฐาน กลายเป็นหดตัวราว 0.9% สะท้อนความเสี่ยงเข้าสู่ ภาวะถดถอยเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 3.0% จากกรณีฐาน

ในด้านตลาดหุ้น กลไกการส่งผ่านผลกระทบจากสงครามสู่ตลาดหุ้นไทยเกิดผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ราคาพลังงาน, การเติบโตของเศรษฐกิจไทย และนำไปสู่ทิศทางกำไรบริษัทจดทะเบียน และเพื่อเชื่อมโยงมุมมองเศรษฐกิจมหภาค เราได้ประเมินผลกระทบของสถานการณ์สงครามผ่าน 3 Scenarios ดังนี้

Baseline Scenario: ความขัดแย้งจะไม่ลุกลามจนกระทบอุปทานพลังงานโลกในระดับโครงสร้าง ประเมิน SET target ปี 2026 ที่ 1560 อิงกำไรต่อหุ้นที่ 93.5 ปี 2026 (เทียบ 91.5 ในปี 2025) ประเมินผลกระทบจำกัด แม้สงครามอาจดันราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นระยะสั้นราว 15-20% แตะระดับ 80 เหรียญฯ อาจกินระยะเวลาราว 4-6 สัปดาห์ ก่อนผ่อนคลายลงกลับสู่ค่าเฉลี่ยของปี 2026 ที่ราว 70 เหรียญฯ และมอง SET ฟื้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นได้อีกครั้ง หนุนจากการฟื้นตัวของกำไรและฟันโฟลว์ต่างชาติ
Stress Scenario (Worse Case หรือ รุนแรงขึ้น): หากอุปทานน้ำมันหายไป แต่ผลกระทบต่อคลังสำรองประเทศต่างๆ ไม่มาก อาจกดดันราคาน้ำมัน brent ยืนสูง 95 เหรียญฯ 3 เดือน (ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 77 เหรียญฯ) อาจกดดัน GDP ราว 0.6% เหลือเติบโตเพียง 1.2% และกดดันกำไรต่อหุ้น SET ราว 3% เหลือกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 90.2 หดตัวจากปีก่อน 1.4%/ downside ดัชนีที่ 1340

Tail Risk Scenario (Worst Case หรือ รุนแรงที่สุด): หากอุปทานน้ำมันหายไป กระทบคลังสำรองประเทศต่างๆ รุนแรง กดดันราคาน้ำมัน brent ยืนสูง 189 เหรียญฯ 3 เดือน (ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 100 เหรียญฯ) อาจกดดัน GDP ราว 2.7% เข้าสู่ภาวะ mild recession GDP หดตัว 0.9% และกดดันกำไรต่อหุ้น SET ราว 11% เหลือกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 83.2 หดตัวจากปีก่อน 11%/ downside ดัชนีที่ 1160

จากการประเมินทั้งหมด Baseline Scenario ยังคงเป็นกรณีฐานของเรา ขณะที่ฉากทัศน์อื่น ๆ เป็นการจำลองความเสี่ยงเพื่อให้เห็นขอบเขตของผลกระทบ หากสงครามยกระดับจนกระทบอุปทานพลังงานโลก โดยกลุ่มหุ้นแนะนำ เน้นสะสม 4 ธีมการลงทุนหลัก:
1) Defensive cashflow with consumption upside (กระแสเงินสดสม่ำเสมอ-อัพไซด์หากการบริโภคฟื้นตัว) CPN, CPALL
2) Rate-easing harvest season (ปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดอกเบี้ยต่ำ) TIDLOR
3) National infrastructure supercycle (วัฏจักรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศสู่ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล) GULF
4) Dividend leader (ผู้นำปันผลสูง) SCB, KTB

 

Retail Finance Sector
โอกาสจากความกังวลสงครามมากเกินไป
ภาพรวมกำไรสุทธิของกลุ่ม Retail Finance 4Q25 อยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY (สินเชื่อเติบโตและ cost/income ratio ลดลง) แต่ลดลง 3% QoQ (credit cost สูงขึ้น) โดยภาพรวมกำไรของกลุ่มสอดคล้องกับที่เราและตลาดคาด โดยบริษัทที่รายงานกำไรเติบโต YoY นำโดย MTC 15% YoY ตามมาด้วย KTC ที่ 10% YoY และ SAWAD ที่ 8% มีเพียง TIDLOR ที่กำไรลดลง 3% YoY

ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่ม Retail Finance ปรับตัวลงเฉลี่ย 11% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเรามองว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางไปค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งสะท้อนว่ากำไรปี 2026 ของกลุ่มอาจมี downside ราว 11% จากประมาณการของเรา ซึ่งจะหมายถึง credit cost เฉลี่ยของกลุ่มต้องขึ้นไปประมาณ 3.7% หรือสูงกว่าสมมติฐานของเราประมาณ 70bps

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อกลุ่ม Retail Finance น่าจะจำกัด โดยปัจจุบัน valuation ของหุ้นในกลุ่ม มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ TIDLOR ที่ PEG ratio ที่เพียง 0.7 เท่า และ MTC ที่ 0.8 เท่า ซึ่งเรามองว่าเป็นระดับที่น่าเข้าลงทุน

โดยเรามองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง เพราะได้มีการเร่งตั้ง loan-loss coverage ratio ขึ้นต่อเนื่อง จนล่าสุดอยู่ที่ 188% ณ สิ้นปี 2025 นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วง 1Q24 บริษัทในกลุ่มได้เข้มงวดการคัดกรองสินเชื่อใหม่อย่างต่อเนื่อง เราจึงมองว่ากลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้

Study: เราได้ไปศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 แม้ราคาน้ำมันจะเคยปรับขึ้นแรงมากกว่า 140% ในช่วงปี 2016–2018 และมากกว่า 240% ในช่วงปี 2020–2022 แต่ credit cost เฉลี่ยของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ที่ประมาณ 3.4% ซึ่งสูงกว่ากว่าสมมติฐานปี 2026 ของเราที่ประมาณ 3.0% ไม่มาก

อีกทั้ง หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง เรามองว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อ ดังนั้น เรามองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance น่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในปีนี้

Fundamental view: เราชอบ TIDLOR และ MTC มองราคาย่อมาเป็นจังหวะเข้าซื้อ

 

 


Commerce (Retail) Sector
SSS ชะลอใน ก.พ. ความเสี่ยงสงครามสะท้อนในราคาไปแล้ว?
ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ของกลุ่มค้าปลีกใน coverage ในเดือน ก.พ. ลดลงเฉลี่ย -4% YoY (จาก -2% ในเดือน ม.ค.) โดยปัจจัยหลักมาจากฐานสูงของมาตรการ Easy e-Receipt ใน 1Q25 รวมถึงผลกระทบจากความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และการเลื่อนช่วง Ramadan ซึ่งกระทบสาขาในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม CPALL ยังถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม โดย SSSG ยังเป็นบวกเล็กน้อยราว 0.5% ขณะที่ HMPRO อ่อนตัวสุด โดย SSS ลดลงถึง 18%

เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ Lifestyle retail ทรงตัว YoY ขณะที่ Grocery retail (สินค้าจำเป็น) ลดลงราว -2% โดยร้านขนาดเล็กยังเห็น SSSG เล็กน้อย แต่ hypermarket ลดลงราว -4% ด้าน CRC ยังอ่อนตัวราว -4% YoY ใกล้เคียงเดือนก่อน ส่วนกลุ่ม วัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน (HD&C) ลดลงแรงสุด โดย SSS ลดลงราว -9%

ในเชิงมหภาค ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีผลกระทบต่อค้าปลีกไทยจำกัด เนื่องจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นไม่ถึง 10% ของยอดขาย และนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางคิดเป็นเพียง 2–3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้ GDP ไทยชะลอได้ โดยประมาณการฐานคาดว่าเศรษฐกิจยังเติบโต 1.8% ในปี 2026 แต่ในกรณีเลวร้ายอาจลดเหลือ 1.2% หรือ -0.9% ซึ่งจะกดดันการบริโภค

จากการทดสอบสมมติฐาน หาก SSS ต่ำกว่าประมาณการทุก 1% จะกดกำไรของกลุ่มค้าปลีกที่เราครอบคลุมราว 2.7% โดย DOHOME มีความอ่อนไหวต่อ SSS สูงสุด
Fundamental view: ดัชนี SETCOMM ปรับลงแล้วราว 10% ตั้งแต่ 2 มี.ค. ใกล้เคียงผลกระทบกำไรในกรณีเลวร้าย ทำให้ความเสี่ยงสงครามส่วนใหญ่สะท้อนในราคาไปมากแล้ว ขณะเดียวกันหลายบริษัทเตรียมจ่ายปัน 2H25 (เฉลี่ย Div yield ราว 3.2%) จึงมองเป็นจังหวะ ทยอยสะสมหุ้นค้าปลีก โดยเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน ได้แก่ MRDIYT จากการขยายสาขาและ margin ที่ดีขึ้น และ CPALL จากความเป็น defensive และการเติบโตของกำไรจาก 7-Eleven

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้