แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนมีนาคม
Alpha Engine: อินเดียกำลังก้าวข้ามภาพจำ จากโต๊ะหลังบ้านเพื่อพัฒนาสู่มหาอำนาจเชิงโครงสร้าง
ตลาดหุ้นอินเดียในปี 2025 อาจไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนมากนัก เมื่อดัชนีให้ผลตอบแทนเพียงราว 9% เทียบกับกว่า 21% ของดัชนีหุ้นโลก ซึ่งสาวนทางกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งถึง 7.4% YoY โดยแรงกดดันมาจากระดับ Forward PER ที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนจำกัดอยู่เพียง 2% อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวสะท้อนเพียงช่วงพักฐานของวัฏจักร มากกว่าจะเป็นสัญญาณของการชะลอตัวเชิงโครงสร้าง โดยปี 2026 มีโอกาสที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ re-rating รอบใหม่ ภายใต้แรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจอินเดียจาก Global Back Office ไปสู่ Structural Power ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและเทคโนโลยีขั้นสูง
ปัจจัยหนุนสำคัญเกิดจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งทำให้สัดส่วนงบลงทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของงบประมาณรวมในช่วงปี 2023–2025 และขยายตัวต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2026 สู่ระดับ 12.2 ล้านล้านรูปี เพิ่มขึ้น 16% YoY การลงทุนดังกล่าวไม่ได้เพียงกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังสร้าง multiplier effect ผ่านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผ่านไปสู่รายได้ครัวเรือน การบริโภค และกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ควบคู่กันนั้น อินเดียยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ เซมิคอนดักเตอร์ พร้อมกับการยกระดับคุณภาพแรงงานทักษะสูง ซึ่งเพิ่มสัดส่วนจาก 61% ในปี 2018 เป็น 65% ในปี 2024 การพัฒนาเงินทุนและทุนมนุษย์ไปพร้อมกันเช่นนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของวัฏจักรผลิตภาพรอบใหม่ (New Productivity Cycle) ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศ
ในด้านเสถียรภาพมหภาค อินเดียยังคงรักษาวินัยการคลังได้ดี โดยการขาดดุลลดลงจาก 6.5% ของ GDP ในปี 2023 สู่ 4.8% ในปี 2025 และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในปี 2026 ขณะเดียวกัน การปฏิรูประบบภาษี GST ได้ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่เติบโต 10% YoY และ PMI ภาคการผลิตที่เร่งตัวขึ้น
ภายใต้ปัจจัยหนุนข้างต้น BLS Wealth ประเมินว่าตลาดหุ้นอินเดียกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วง Fragile Beta Play ในปี 2025 ไปสู่ Alpha Story อีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยวัฏจักร CAPEX และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การปรับมูลค่าหุ้นในระยะถัดไป พร้อมตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้และทศวรรษหน้า
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ถูกเบรกหลังดิ่งแรงสุดในรอบหลังโควิด (ครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ SET) และปริมาณการซื้อขายสูงสุด (1.59 แสนลบ., สูงสุดในรอบ 5 ปี) หุ้นลงเกือบทั้งกระดานระดับ 5-10% มีให้เห็นทั่วไป โดยเกิดจาก Sentiment ต่างประเทศ ผสมโรงกับการถูก Force-Sell จนเกิดอาการ Panic Sell ตามกันมา (จนต้องหยุด Program trade ระหว่างวัน) หุ้นมีอิทธิพลกดดันมากสุด 5 อันดับ DELTA GULF AOT PTT SCC ส่วนหุ้นบวกสวนหลักๆ มี BANPU LANNA BPP MRDIYT
แนวโน้มตลาดวันนี้ Circuit break รีเซ็ตหุ้นไทย-ได้เวลาเริ่ม(ขาขึ้น?) ใหม่
ในที่สุดตลาดหุ้นไทยก็รับไม่อยู่ เมื่อขายกดราคาหนีตายกันตั้งแต่เปิดตลาด ทำให้หุ้นไทยเปิดต่ำกว่า 1450 จุด และเป็นตัวเร่งให้เกิดการบังคับขาย Force sell ตามมา จนถึงเกณฑ์ ตลท. คือ ติดลบ(ดิ่งนรก) 8% ต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว และห้ามการใช้ Program trade เป็นการชั่วคราว...
หากดูจากในอดีต Circuit break มักจะเกิดขึ้นเนื่องจากมีความรุนแรงในเชิง “พื้นฐาน” หรือ “อารมณ์” เช่น ปี 2549 (Capital Control), 2551 (Subprime รวม 2 รอบ), 2563 (โควิด-19 รวม 3 รอบ)
แต่เรามองว่าภัยสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน กดดันหุ้นไทยลงแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานเกินไป! ทั้งที่ผลกระทบยังอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย และผลกระทบทางตรงต่อพื้นฐานกำไร บจ.ก็ยังไม่รุนแรงเท่าในอดีต ที่เคยกระทบจาก ราคาก๊าซพุ่งขึ้น 7-800% (สงครามรัสเซีย-ยูเครน) หรือราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 3 เท่าตัว (สงครามอ่าวเปอร์เซีย)
ด้วยผลกระทบภัยสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ยังไม่บานปลาย ถึงขึ้น Locked-down แบบโควิด-ห้ามเดินทางจนภาคบริการขาดทุน และ ไม่ได้เกิดการขาดทุนจาก เงินลงทุนทุกตลาดหุ้น แบบวิกฤตซับไพร์ม ในอเมริกา
แต่จากการ Force sell และความกลัวขายตัดขาดทุนทางเทคนิค เพราะวิตกภัยสงคราม เรามองว่าถ้าประเด็นสงคราม เริ่มค่อยๆบรรเทาลง, จำกัดวงได้ หรืออาศัยตัวแปรอื่น เช่น อาศัยกลไกรัฐสภาสหรัฐฯ ในการบรรเทาปัญหา เป็นต้น อาจเห็นการตั้งหลัก เริ่มต้นชีวิตใหม่ของตลาดหุ้นไทย รอบนี้จาก 1350 จุด
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูงหุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ย้อนรอย Circuit Breaker ของตลาดหุ้นไทย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และทุกครั้งมักจะมาพร้อมกับ "วิกฤตการณ์" ระดับโลก
1. วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Crisis) - ปี 2551 ดัชนี SET ดิ่งลงอย่างรุนแรงตามตลาดหุ้นทั่วโลก หลังจากการล้มละลายของ Lehman Brothers ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ ดัชนีลดลงถึง 10% ทำให้ต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที
2. วิกฤตโควิด-19 (COVID-19 Pandemic) - ปี 2563 ถือเป็นปีที่ "ประวัติศาสตร์ต้องจารึก" เพราะเกิด Circuit Breaker ขึ้นถึง 3 ครั้งภายในเดือนเดียว และเป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องปรับเกณฑ์การทำงานชั่วคราวเพื่อรับมือความผันผวน:
ครั้งที่ 1: (12 มี.ค. 2563): ตลาดหุ้นทั่วโลกตื่นตระหนกการแพร่ระบาด ดัชนี SET ลดลง 10% หยุดพัก 30 นาที
ครั้งที่ 2: (13 มี.ค. 2563): เพียงแค่วันถัดมา! ดัชนีร่วงต่ออีก 10% เกิด CB ซ้อนกันสองวันติดเป็นครั้งแรก
ครั้งที่ 3: (23 มี.ค. 2563): ความกังวลเรื่องการ Lockdown ทั่วโลก ดัชนีร่วงลง 8% (ตามเกณฑ์ใหม่ที่ปรับลดลง) (อ่านต่อหน้า 13)
What to watch ค่าขนส่งน้ำมัน-ก๊าซพุ่งพรวด จากความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจาก LSEG เผยให้เห็นว่า อัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) สำหรับขนส่งน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลจากตะวันออกกลางไปยังจีน พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ W419 ตามดัชนี Worldscale หรือคิดเป็นเงินสูงถึง 423,736 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
ขณะที่อัตราค่าเช่าเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายวันพุ่งทะยานกว่า 40% ในวันจันทร์ หลังจากกาตาร์ประกาศระงับการผลิต โดย Spark Commodities ระบุว่าค่าระวางเรือในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเพิ่มขึ้น 43% ไปอยู่ที่ 61,500 ดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 45% เป็น 41,000 ดอลลาร์ต่อวัน
การเมืองในประเทศ: การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานไปกับการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง โดยเมื่อวาน กกต.มีมติรับรองผล สส. เขตจำนวน 396 คน เรียบร้อยแล้ว
รมต.พลังงานเผยประเทศไทย อาศัยการนำเข้า LNG จากการ์ต้าราว 10% ส่วนใหญ่ 60% ส่งก๊าซผ่านท่อจากกำลังการผลิตในภูมิภาค เช่น เมียนมาร์ อ่าวไทย ขณะนี้เตรียมเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งอื่น และเพิ่มการนำเข้าจากออสเตรเลีย แม้ราคาอาจจะสูงขึ้น แต่เชื่อว่าต้นทุนน่าจะคุมอยู่ เพราะ 60% มาจากท่อส่งแถบภูมิภาค
หุ้นแนะนำวันนี้
RCL คาดภัยสงคราม หนุนการเร่งกักตุนสินค้า ดันค่าระวางปรับสูงขึ้น
แนวรับ 32 ต้าน 35 Stop loss 30
รายงานพื้นฐานวันนี้
BBL
ธนาคารกรุงเทพ
หุ้นธนาคารที่เน้นคุณภาพสินทรัพย์ แต่ก็มีการเติบโตตาม ASEAN
เรามองว่า BBL เป็นหุ้นธนาคารที่น่าสนใจ โดยยังแนะนำ ซื้อ (ราคาเป้าหมายใหม่ 190 บาท) โดยมองประเด็นบวกจาก 3 เรื่อง ได้แก่
1) BBL อยู่ในสถานะที่ดี ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่สูงขึ้น จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพราะมี loan-loss coverage ratio สูงถึง 324% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคารมาก โดยเราได้ไปทำศึกษาในช่วงปี 1Q10-4Q25 พบว่าราคาน้ำมันมีการปรับเพิ่มขึ้นแบบรุนแรง 2 ครั้งคือช่วง 1Q16-3Q18 (ปรับเพิ่มขึ้นถึงกว่า 140%) และช่วง 2Q20-2Q22 (ปรับเพิ่มขึ้นถึงกว่า 240%) ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว credit cost เฉลี่ยของ BBL ยังบริหารจัดการได้อยู่ที่ระดับ 1.2%
นอกจากนี้ เรายังพบว่าในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นแรงใน 2 ช่วงนั้น BBL ก็ยังรักษา loan-loss coverage ratio ในระดับสูงที่ 165% และ 200% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมฯ โดยล่าสุด BBL มี loan-loss coverage ratio สูงถึง 324% ณ สิ้นปี 2025 ทำให้เราประเมินว่า BBL จะสามารถปรับลด credit cost และเน้นลดค่าใช้จ่ายลงในปีนี้ เพื่อลดผลกระทบของ NIM ได้
2) BBL จะได้ผลบวกจากทิศทาง FDI ที่เข้ามาในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นใน 2-3 ปีข้างหน้า นำโดยการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี การย้ายฐานการผลิตมาสู่อาเซียน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการทำ ESG และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มากขึ้น ซึ่งถึงแม้ในช่วงแรกของการลงทุนลูกค้าจะนำเงินมาลงทุนเองก่อน แต่หลังจากสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรเสร็จ ซึ่งจะใช้เวลาราว 2-3 ปี ก็จะเริ่มเห็นการขอใช้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนจากธนาคารมากขึ้น โดยเราคาดว่า BBL จะได้ประโยชน์มากสุดในกลุ่มธนาคารไทย เพราะมีสาขามากถึง 14 เขตเศรษฐกิจ และมีสินเชื่อจากต่างประเทศมากสุดในกลุ่มธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีนและฮ่องกง
3) BBL ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากขึ้น หลังประกาศจ่ายเงินปันผล 2H25 เมื่อวันพฤหัสที่แล้ว ที่ 8 บาทต่อหุ้น (สูงกว่าที่เราคาดไว้ที่ 7 บาท/หุ้น) สอดคล้องกับทิศทางของกลุ่มธนาคารอื่นที่เราศึกษา ทำให้เราปรับเพิ่มสมมติฐาน dividend payout ratio ปี 2026 เป็น 49% (จากเดิม 42%) ทำให้ ROE ปี 2026 ขยับขึ้น 12bps เป็น 7.06%
CRC
เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น
สงครามอาจไม่ใช่ความเสี่ยงหลัก และกำไรเตรียมฟื้นใน 2Q26
ความกังวลเรื่องสงครามและต้นทุนพลังงาน ที่สะท้อนในราคาหุ้น CRC อาจมากเกินไป โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีเพียง 0.3% ของยอดขายรวม ขณะที่ค่าไฟคิดเป็นเพียง 2.1% ของยอดขาย (เทียบกับปี 2022 ที่คิดเป็น 2.2% ก่อนทำจุดสูงสุดปี 2023 คิดเป็น 2.4%) ดังนั้น แม้ค่าไฟจะเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อกำไรถือว่าจำกัดกว่าอดีต โดยการทดสอบสมมติฐานพบว่า หากค่าไฟเพิ่มขึ้น 10–30% เป็นเวลา 4 เดือน จะกดกำไรปี 2026 เพียง 1.2–3.5% เท่านั้น
ในด้านการดำเนินงาน ธุรกิจอาหาร (สัดส่วน 44% ของยอดขาย) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในปี 2026 โดย SSSG ในไทยช่วง ม.ค.–ก.พ. อยู่ที่ 3–5% ขณะที่เวียดนาม (18% ของยอดขาย) เริ่มฟื้นเป็น 1–3% หลังจากติดลบแรงในปี 2025 นอกจากนี้ CRC ยังมีแผนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มอีก 2 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ตอีก 6 แห่งในเวียดนามในปี 2026 พร้อมกับการเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มี margin สูงและอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ EBITDA ของธุรกิจอาหารเติบโตเร็วกว่ายอดขาย
เราคาดกำไร CRC จะ ต่ำสุดใน 1Q26 และเริ่มฟื้นใน 2Q26 โดยแรงหนุนมาจาก SSS ของอาหารและกลุ่มสินค้าคงทน (Hardline) ที่ดีขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น รวมถึงมาตรการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวด อีกทั้งการขายธุรกิจ เครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนามออกจากพอร์ต ภายในต้น 2Q26 จะช่วยลดผลขาดทุนราว 60–70 ล้านบาทต่อไตรมาส (3–5% ของกำไร) ขณะที่การร่วมทุนกับ JD Sports (Thailand) อาจเพิ่มกำไรราว 20–25 ล้านบาทต่อไตรมาส
Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 24.50 บาท (แบบรวมปันผลพิเศษ 1.20 บาท) โดยมองว่าความเสี่ยงจากสงครามมีผลต่อกำไรจำกัด (ไม่เกินราว 3%) ขณะที่หุ้นซื้อขายเพียง PER ปี 2026 ที่ 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีเงินปันผล 1.11 บาทต่อหุ้น (Div yield 6.1%, XD 21 เม.ย.) ช่วยรองรับ downside ของราคาหุ้นในระยะสั้น
(Visit Note)
PTG
พีทีจี เอ็นเนอยี
มาร์จิ้นกดดันระยะสั้น แต่แนวโน้มปี 2026 เติบโตต่อเนื่อง
จากการประเมินเบื้องต้น ธุรกิจ Oil และธุรกิจ Non-Oil มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2026
1) ธุรกิจ Oil—เติบโต QoQ ใน 4Q25 แต่มาร์จิ้น 1Q26 ถูกกดดัน เนื่องจากการประกาศควบคุมราคาน้ำมันขายปลีกของภาครัฐ
2) ธุรกิจ Non-Oil ใน 4Q25 ขยายตัวดี คาด 1Q26 เติบโตต่อเนื่อง จากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย
3) บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของปริมาณขายน้ำมันไว้ที่ 3-5% YoY และตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ 30-40% YoY นำโดยธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย
Our view: ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา Consensus ปรับประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น 7% เป็น 1,381 ล้านบาท (เติบโต 35% YoY) ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2026 ที่ 10.9 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 17.5 เท่าอยู่ 38%) อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การประกาศควบคุมราคาน้ำมันขายปลีกของภาครัฐอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ Oil ในระยะสั้น
(Visit Note)
TVO
น้ำมันพืชไทย
คาดรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ใน 1Q26
TVO รายงานกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 522 ล้านบาท ลดลง 35% YoY จาก GM ที่ลดลง ตามต้นทุนราคาถั่วเหลืองที่ปรับขึ้น และ SG&A to sales ratio ที่สูงขึ้น ตามต้นทุนขนส่ง และมีกำไรเพิ่มขึ้น 7% QoQ โดยกำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย QoQ แต่รายได้เพิ่มจากธุรกิจน้ำมันถั่วเหลืองที่เพิ่มจากปัจจัยฤดูกาล และการขยายกำลังการผลิตกากถั่วเหลือง
แนวโน้มถั่วเหลืองโลกปี 2025/26 นั้น Supply โลก ยังอยู่ระดับสูง กดดันราคา ทำให้ต้นทุนถั่วเหลืองของ TVO ก็จะยังอยู่ในระดับต่ำจาก supply ถั่วเหลืองโลกที่ยังสูงดังนั้น ขณะที่ราคากากถั่วเหลืองเริ่มมีสัญญาณปรับตัวขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุน crush margin ในช่วง 1Q26
ขณะที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ เช่น CPF, BTG, TFG และ GFPT ยังมีสต๊อกกากถั่วเหลืองราคาต่ำอยู่ถึงช่วง 2Q26 ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์ยังไม่ถูกกดดันในระยะสั้น
Settrade consensus: คาดการณ์กำไรปี 2026 ทรงตัว YoY โดยตลาดมอง TVO เป็นหุ้นที่โดดเด่นด้านปันผล โดย Consensus คาด Dividend yield 6.9% ต่อปี ปัจจุบัน TVO เทรด PE ปี 2026 ที่ 10.5 เท่า
สรุปประเด็นจาก Quick take
CPAXT
ซีพี แอ็กซ์ตร้า
มองเป็นกลางต่อดีลเข้าลงทุนกิจการซุปเปอร์มาร์เก็ตในมาเลเซียมูลค่า 1.38 หมื่นลบ.
แจ้งจะเข้าซื้อหุ้นสามัญในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ที่ 1,660 ล้านริงกิตมาเลเซีย คิดเป็นมูลค่า 1.38 หมื่นลบ. โดย CPAXT คาดจะใช้แหล่งเงินทั้งจากกระแสเงินสดในกิจการและการกู้ (Net D/E CPAXT ปัจจุบัน 0.3 เท่า)
View from fundamental: แม้ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยมมีแนวโน้มเติบโตสูง 10%ต่อปี (ปี 21-24) ดีกว่าภาพรวมธุรกิจ Lotus’s ที่เติบโต 4%ต่อปีและช่วยเพิ่มเครือข่ายกิจการค้าปลีก Lotus’s มาเลเซียเป็น 119 สาขา จากปัจจุบัน 69 สาขา แต่หากเทียบกับเงินลงทุนต่อยอดขายจะอยู่ที่ 1.3 เท่า เทียบกับ ดีลซื้อกิจการ food service ในมาเลเซีย (Renew hope) ที่ 1.0 เท่า จะแพงกว่าเล็กน้อย เราคาดสร้างกำไรส่วนเพิ่มในปี 27 ต่อ CPAXT ไม่มาก
AWC
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทตั้งเป้าออกกอง REITs ด้วยเป้า Yield 6-7% โดยคาดว่าจะมีสินทรัพย์โรงแรมและอาคารสำนักงานที่สามารถขายเข้ากองได้ เพื่อลด D/E 0.9x เหลือ 0.6x และสนับสนุนการใช้งบลงทุนแสนล.บ. ใน 5 ปีข้างหน้า
View from fundamental: ภาวะสงครามจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อกลุ่มโรงแรม รวมถึง AWC สำหรับยอดจองในเดือนมี.ค
IVL
อินโดรามา เวนเจอร์ส
มุมมองจากงาน Capital Markets Day 2026
บริษัทวางกลยุทธ์ในการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต, การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน, การลดต้นทุน, และการทำ asset rationalization อย่างต่อเนื่อง คาดว่าการทำ asset optimization จะส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น Bt7.2bn ในปี 2026-28
View from fundamental: ความกังวลเกี่ยวกับมาร์จิ้นที่มีแนวโน้มปรับลดลงจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ/อิสราเอล อาจส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง ชั่วคราว เรามองว่าการปรับลดลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นเพื่อรอคาดการณ์การดำเนินงานในปี 2026 ที่ปรับตัวดีขึ้น
BANPU
บ้านปู มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ธุรกิจถ่านหิน: แนวโน้มปริมาณขายและราคาถ่านหินสูงขึ้น จากอุปทานตึงตัวและ switching demand จากราคาน้ำมันที่สูง
ธุรกิจก๊าซ: แนวโน้มอุปสงค์เติบโตต่อเนื่องตามการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯและการส่งออก LNG ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ราคาก๊าซ Henry Hub สูงขึ้น รวมทั้งจะได้อานิสงค์จากราคา LNG ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นด้วย
ธุรกิจไฟฟ้า: แนวโน้มเติบโตจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการขยายกำลังการผลิต
View from fundamental: จากแนวโน้มราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งโอกาสที่ราคาถ่านหินจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ในระยะสั้น ในเชิงกลยุทธ์ เราจึงมองเป็นโอกาส ซื้อเก็งกำไร
Beverage
การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
เดือนมี.ค. 2023 กระทิงแดง ได้เพิ่มราคาขายเป็น 12 บาท ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของกระทิงแดงลดจาก 17% จนปัจจุบันเหลือ 12% (กลับไปที่เดิมในปี 2022), ส่วน OSP ยังทรงตัวที่ 30% ในปัจจุบัน และ CBG ที่คงราคา 10 บาท มาตลอด ได้ส่วนแบ่งตลาดขึ้นจาก 20% ในปี 2022 มาอยู่ที่ 29% ในเดือนธ.ค. 2025 โดยส่วนใหญ่เราคาดว่าได้ส่วนแบ่งตลาดมาจาก OSP
View from fundamental: การแข่งขันด้านราคาในปี 2026 รุนแรงขึ้น โดยเราคาดว่าสินค้าหลักของ OSP จะได้รับผลกระทบก่อนเนื่องจากมีราคาสูงกว่า 2 เจ้า ส่วนเป้าการขยายส่วนแบ่งการตลาดของ CBG ในปีนี้ จะมีความท้าทาย
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน