Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

25

 

ตลาดหุ้นลงได้…ก็ดีดได้

HORIZON MARKET VIEW

• วานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปรีบาวด์ราว 0.8%-1.7% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นแถบ เอเชียดีดตัวขึ้นแรง นำโดยเกาหลีใต้ +11.3% และญี่ปุ่น +4.1% ขณะที่ปัจจัยบวกเข้ามา ช่วยหนุนหลักๆ เป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง หลัง ISM เผยดัชนี ภาคบริการสหรัฐฯ เดือน ก.พ. 69 อยูที่ 56.1 จุด ซึ่งสูงกว่าตลาดคาดที่ 53.5 จุด และ ทำจุดสูงสุดในรอบ 40 เดือน

• อย่างไรก็ตามยังมีอีก 2 เรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1. ความตึงเครียดทาง การค้า โดยล่าสุดสหรัฐฯ เผยว่าอาจปรับขึ้นภาษีพื้นฐานจาก 10% เป็น 15% ภายใน สัปดาห์นี้ และ 2. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อีกทั้ง วุฒิสภาสหรัฐฯ มีการลงมติ 53 ต่อ 47 เสียง ไม่ผ่านร่างกฎหมายที่ต้องการจำกัดอำนาจของ ปธน. ทรัมป์ ในการทำ สงครามกับอิหร่าน ทำให้การโจมตีทางทหารยังคงดำเนินต่อไป

 

REGION RADAR

• BROADCOM (AVGO US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี บัญชี 2026 ออกมาแข็งแกร่งและสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมี รายได้รวมอยู่ที่ $1.93 หมื่นล้าน +30% YOY (สูงกว่าคาด 0.3%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $2.05 +28% YOY (สูงกว่าคาด 1.0%) โดยได้แรง หนุนจากรายได้ของธุรกิจ AI SEMICONDUCTOR เติบโต 106% YOY สู่ระดับ $8.4 พันล้าน

• วันนี้จะมี DR เข้าเทรดใหม่ 36 ตัว ซึ่งมีหลากหลายตัวน่าสนใจ อาทิ XPENG03, APPL03, INTEL03, IONQ03 และอื่นๆ อีกมากมาย

 

THAI FOCUS

• หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 20% จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จะส่งผล กระทบต่อเงินเฟ้อในเอเชีย ทำให้ธนาคารกลางต้องคงหรือขึ้น ดอกเบี้ย ส่วนไทยเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาหลัก เนื่องจากยังติดลบอยู่ แต่ คาดกดดัน GDP ลงประมาณ 0.1 - 0.2%

• ไทยมีดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงถึง 1.66% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศ (เช่น สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น) ทำให้ยังมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย ได้หากจำเป็น และผู้ว่าฯ ธปท. ก็พร้อมเรียกประชุมนัดพิเศษทันทีหากสถานการณ์ ในตะวันออกกลางบานปลาย

 

SYNAPSE STRATEGY

• ตลาดหุ้นไทยลงแรงเกินไป โดย 2 วัน -10.4% จากยอด มีโอกาสฟื้น ตัวขึ้นดังนี้ 1. ฟื้นตามตล่าดหุ้นเอเชียเช้านี้ 2. วานนี้ PROP TRADE ขาย 9.5 พันล้านบาทหนักสุดในรอบ 5 ปี ปกติอีกวันเฉลี่ยจะขึ้นได้ 1 ใน 3 ของที่ลง 3. ต่างชาติยังสะสมต่อหลังเลือกตั้งมา 4.4 หมื่นล้าน บาท มีต้นทุนเฉลี่ยที่ 1432 จุด สูงกว่าดัชนี ณ ปัจจุบันที่ 1384 จุด

• แนะนำหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อสะสมหลังเลือกตั้ง แต่ย่อตัวลงมาเยอะ เกินไปหวังรีบาวน์กลับ BGRIM, IVL, AWC, MINT, BA, BJC, SCC, CRC, LH, MEGA

 

HORIZON MARKET VIEW

ตลาดหุ้น REBOUND แต่ยังมีเรื่องต้องติดตาม
วานนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปรีบาวด์ราว 0.8%-1.7% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นแถบเอเชียดีดตัวขึ้นแรง นำโดย เกาหลีใต้ +11.3% และญี่ปุ่น +4.1% ขณะที่ปัจจัยบวกเข้ามาช่วยหนุนหลักๆ เป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังส่ง สัญญาณแข็งแกร่ง หลัง ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ เดือน ก.พ. 69 อยูที่ 56.1 จุด ซึ่งสูงกว่าตลาดคาดที่ 53.5 จุด และทำจุดสูงสุดในรอบ 40 เดือน

 

อย่างไรก็ตามยังมีอีก 2 เรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

1. ความตึงเครียดทางการค้า โดยล่าสุดสหรัฐฯ เผยว่าอาจปรับขึ้นภาษีพื้นฐานจาก 10% เป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี USTR JAMIESON GREER ส่งสัญญาณว่าการเรียกเก็บภาษี 15% อาจ ไม่ครอบคลุมทุกประเทศ

 

2. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐ–อิสราเอลยังเดินหน้าถล่มเป้าหมายในอิหร่าน ขณะที่ อิหร่านยิงเป้าหมายในอิสราเอลและโจมตีเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ มีการลงมติ 53 ต่อ 47 เสียง ไม่ผ่านร่างกฎหมายที่ต้องการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงคราม กับอิหร่าน ทำให้การโจมตีทางทหารยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ สถานการณ์ที่รุนแรงและยืดเยื้อ เสี่ยงเห็น ผลกระทบต่อน้ำมันมากขึ้น ล่าสุดอิรักเริ่มลดกำลังผลิตครั้งใหญ่แล้ว ส่วน JPMORGAN เตือนว่า ซาอุ ฯ และ UAE อาจต้องลดการผลิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

REGION RADAR

BROADCOM เผยผลประกอบการแข็งแกร่งพร้อมแนวโน้มที่สดใส
BROADCOM (AVGO US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีบัญชี 2026 ออกมาแข็งแกร่งและสูงกว่าที่ตลาด คาดการณ์ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ $1.93 หมื่นล้าน +30% YOY (สูงกว่าคาด 0.3%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $2.05 +28% YOY (สูงกว่าคาด 1.0%) โดยได้แรงหนุนจากรายได้ของธุรกิจ AI SEMICONDUCTOR เติบโต 106% YOY สู่ระดับ $8.4 พันล้าน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวสู่ระดับ 77.0% สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 บริษัทคาดรายได้จะอยู่ที่ $2.20 หมื่นล้าน +48% YOY (VS ตลาดคาดที่ $2.05 หมื่นล้าน)

 

DR เข้าใหม่ 36 ตัวเริ่มเทรดวันนี้เป็นวันแรก
การลงทุนไร้พรมแดนกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนไทยผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า DR (DEPOSITARY RECEIPT) ซึ่งช่วยให้เราสามารถลงทุนในหุ้นหรือกองทุนต่างประเทศชั้นนำได้โดยตรงผ่านตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากข้อมูลรายชื่อ DR ชุดล่าสุด (ลงท้ายด้วยรหัส 03 และ 19) พบว่ามีการครอบคลุม กลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยีขั้นสูงไปจนถึงสินทรัพย์โภคภัณฑ์ ดังนี้

 

1. กลุ่มเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI

ถือเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในรายชื่อนี้ โดยครอบคลุมบริษัทที่เป็นหัวใจสำคัญของยุคดิจิทัล เช่น:

 

 

• ผู้ผลิตชิปและซอฟต์แวร์ออกแบบ: มีทั้งยักษ์ใหญ่อย่าง AMD03 (ADVANCED MICRO DEVICES), INTEL03, MICRON03 และ SMIC03 รวมถึงบริษัทเฉพาะทางอย่าง NVTS03 (เซมิคอนดักเตอร์ระบบ ไฟฟ้า) และ SYNP03 (ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป)

• โครงสร้างพื้นฐาน CLOUD และ AI: นำโดย MSFT03 (MICROSOFT), AMZN03 (AMAZON), NET03 (CLOUDFLARE) และบริษัทที่เน้นระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูงสำหรับ AI โดยเฉพาะอย่าง SMCI03 (SUPER MICRO COMPUTER), CRWV03 (COREWEAVE) และ NBIS03 (NEBIUS GROUP)

 

2. ยานยนต์ไฟฟ้าและนวัตกรรมการเดินทาง

นักลงทุนสามารถเกาะกระแสการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่าน:

• XPENG03: ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจากจีนที่เน้นระบบขับขี่อัตโนมัติ

• GAC03 (GUANGZHOU AUTOMOBILE): ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ที่มีห่วงโซ่การผลิตครบวงจร

• RKLB03 (ROCKET LAB): สำหรับผู้ที่สนใจอุตสาหกรรมอวกาศและการปล่อยดาวเทียม

 

3. แพลตฟอร์มบริการดิจิทัลและ FINTECH

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการเงินของผู้คน:

• E-COMMERCE & DELIVERY: SHOP03 (SHOPIFY) สำหรับธุรกิจออนไลน์ และ DASH03 (DOORDASH) ผู้นำด้านการส่งอาหาร

• การเงินและโฆษณา: AFRM03 (AFFIRM) บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL), HOOD03 (ROBINHOOD) แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ และ APPL03 (APPLOVIN) แพลตฟอร์มการตลาด สำหรับแอปพลิเคชัน

• สุขภาพดิจิทัล: HIMS03 (HIMS & HERS HEALTH) บริการ TELEHEALTH และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ

 

4. เทคโนโลยีแห่งอนาคต (DEEP TECH)

ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาและมีศักยภาพในการเติบโตสูง:

• QUANTUM COMPUTING: RGTI03 (RIGETTI) และ IONQ03 (IONQ)

• BIOTECHNOLOGY: CRSP03 (CRISPR THERAPEUTICS) ที่พัฒนายารักษาโรคด้วยการตัดต่อ พันธุกรรม

• CLEAN ENERGY: EOSE03 (EOS ENERGY) ระบบกักเก็บพลังงานสะอาด

 

5. การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และกองทุน ETF ระดับโลก

สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ:

• โลหะมีค่าและแร่ธาตุ: GOLDUS03 (ราคาทองคำโลก), SIL03 (หุ้นเหมืองเงิน) และ REMX03 (แร่หายาก และโลหะเชิงกลยุทธ์)

• การกระจายพอร์ตทั่วโลก: VT03 กองทุนที่ลงทุนในหุ้นจากทั่วโลกทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิด ใหม่

• กองทุน ACTIVE ETF จาก JPMORGAN (รหัส 19): เช่น JEPI19 (เน้นรายได้จากเงินปันผลรายเดือน), JGRO19 (เน้นหุ้นเติบโต) และ JTEK19 (เน้นผู้นำเทคโนโลยีในสหรัฐฯ)

 

THAI FOCUS

รับมือวิกฤต OIL SHOCK ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและท่าทีของแบงก์ชาติไทย
BLOOMBERG ECONOMIC ชี้ให้เห็นว่า หากเกิดภาวะ OIL SHOCK จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ใน ตะวันออกกลาง จะส่งผลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยฯในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่น่าเป็นห่วงที่สุด หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 20% โดยอัตราเงินเฟ้อของ อินโดนีเซียอาจพุ่งไปถึง +5.2% (จากเป้าหมายสูงสุดที่ 3.5%) และฟิลิปปินส์อาจแตะ +4.2% (จากเป้าหมายสูงสุด ที่ 4.0%) ซึ่งจะกดดันให้ธนาคารกลางอาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น (เช่น คงหรือขึ้นดอกเบี้ย) เพื่อสกัด กั้นเงินเฟ้อ

 

เมื่อมองที่ไทย บริบททางเศรษฐกิจกลับแตกต่างออกไป แม้ไทยจะเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง แต่ ผลกระทบจาก OIL SHOCK จะแสดงออกในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ลดลงประมาณ 0.1 - 0.2% ขณะที่เรื่องของเงินเฟ้อกลับไม่ได้ส่งผลมากนัก เนื่องจากปัจจุบันฐานเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำ และติดลบ อย่างต่อเนื่องจึงทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นไม่มาก +0.8% เท่านั้น ซึ่งยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ ธปท. ตั้งไว้ ที่ 1.0 - 3.0% โดยเช้านี้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทยประจำ ก.พ.69 เวลา 10.30 น. คาดยังติดลบต่อเนื่อง -0.60%

 

แม้เงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับไทยในรอบนี้ แต่ผู้ว่าฯ ธปท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยระบุว่า พร้อมที่จะ เรียกประชุมนัดพิเศษทันที หากสถานการณ์ลุกลามและมีความจำเป็น โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อยู่ที่ระดับ 1.00% แต่เมื่อนำไปหักลบกับอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบ (-0.66%) จะพบว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (REAL POLICY RATE) ของไทยกลับพุ่งสูงถึง 1.66% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จึงทำให้มีช่องว่างให้ปรับลดดอกเบี้ยได้ หากสถานการณ์จำเป็น

 

SYNAPSE STRATEGY

ตลาดหุ้นลงได้…ก็ดีดได้ (หาหุ้นสะสมกำลังหวังดีดเร็ว)
ตลาดหุ้นไทยลงแรงเกินไป โดย 2 วัน -10.4% จากยอด และเป็นการลงมาปิดแกป หลังเลือกตั้งที่ 1354 จุด เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสั้นๆ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ดังนี้

 

▪ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตามตล่าดหุ้นเอเชียเช้านี้ ที่บวกกันแรง เกาหลีใต้ +9%, ไต้หวัน 4%, ญี่ปุ่น 4%ฯลฯ ตามตลาดหุ้นแถบยุโรป และสหรัฐที่ฟื้นช่วงค่ำ

▪ แรงชายหลักๆ ที่เกิดขึ้นวานนี้มาจาก PROP. TRADE ขายสุทธิ 9.5 พันล้านบาท ถือเป็นการขายที่หนัก สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งปกติอีกวันเฉลี่ย SET จะขึ้นได้ราว 1 ใน 3 ของที่ย่อตัวลงมา

▪ ต่างชาติยังซื้อสุทธิสะสมต่อหลังเลือกตั้งมาแล้วกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายวิจัยฯ คำนวณต้นทุน เฉลี่ยได้ที่ 1432 จุด สูงกว่าดัชนี ณ ปัจจุบันที่ 1384 จุด

 

ดังนั้นกลยุทธ์วันนี้หาหุ้นที่สะสมกำลังและมีโอกาสดีดกลับแรง จากหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อสะสมในช่วงหลัง เลือกตั้งถึงปัจจุบัน แต่ย่อตัวลงมาเยอะเกินไป อย่าง BGRIM -20%, IVL -15%, AWC -15%, MINT -14%, BA -13%, BJC -13%, SCC -12%, CRC -12%, LH -12%, MEGA -11% ขณะที่ SET +2.3%

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้