Market Wrap-Up
- SET วันที่ 2 มี.ค.69 ปิด -61.75 จุด อยู่ที่ 1,466.51 จุด มูลค่าการซื้อขาย 113,078 ลบ.ลบ. สถาบันขาย 5,995 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 1,624 ลบ. ต่างขาติขาย 656 ลบ. และรายย่อยซื้อ 8,276 ลบ. NVDR ขายสุทธิ 33 ลบ. ซื้อ ADVANC,DELTA,TRUE,KBANK,BBL และขาย PTTEP,PTT,SCB,BH,SCC มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 4,053 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CNSTAR5023,BANPU,CPF โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Short ใน Index Futures จำนวน 11,013 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 53,948 สัญญา ต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 17,452 ลบ.
Market View
- DJIA -0.83%, S&P500 -0.94%, Nasdaq -1.02% นำโดยแรงขายกลุ่มวัสดุ -2.69%, อุต ฯ -1.96% หลังอิหร่านตอบโต้กลับด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอาหรับ และสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุชที่เป็นเส้นทางส่งออกน้ำมัน & ก๊าซคิดเป็น 20% ของดีมานด์ตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI วานนี้ +4.67% อยู่ที่ $74.56/บาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น และเฟดอาจจะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีวัดความผันผวน VIX Index +9.93% อยู่ที่ 23.57 , US Bond Yield 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 4.07% สัปดาห์นี้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 6 มี.ค.ติดตามตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ก.พ. คาด 58,000 & ม.ค.130,000 ราย
- Stoxx600 ยุโรป -3.08% นำโดย DAX -3.44% จากแรงชายหุ้นกลุ่มส่งออกต่ำสุดในรอบ 3 เดือน, IBEX สเปน -4.6% จากแรงขายหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน. กลุ่มประกันภัย -4.2%, อุต ฯ -3.6% และกลุ่มท่องเที่ยว Lufthansa -4%, Air France-KLM -7.9% ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบ Brent +4.7% อยู่ที่ $81.40/บาร์เรล หลังอิหร่านปิดช่องฮอร์มุช ส่งผลให้ Euro Stoxx50 VIX Index ปรับขึ้นอยู่ที่ระดับ 29.26
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ นิเกอิ -3.06% จากแรงขายกลุ่มอุต ฯ จากความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อสูง, ค่าเงินเยนอ่อนค่า และราคาพลังงานทรงตัวสูง หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ส่วน Kospi เกาหลีใต้ -7.24% ต้องหยุดการซื้อขายเป็นระยะเวลา 5 นาที จากความกังวลต่อสถานการณ์อิสราเอล & สหรัฐโจมตีอิหร่าน ส่งผลกระทบด้านลบต่อการส่งออกและนำเข้าพลังงานของเกาหลีใต้ ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ -1.43% จากความกังวลเงินเฟ้ออาจสูงขึ้น เนื่องจากจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง โดยนักลงทุนรอผลการประชุมประจำปีของ 2 สภา วันที่ 4 – 11 มี.ค. เพื่อกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า
- SET วันจันทร์ปิด -4.01% ปริมาณการซื้อขาย 13 แสน ลบ. สถาบันขาย 5,995 ลบ. พอร์ตโบรกขาย 1,624 ลบ. ต่างชาติขาย 656 ลบ. และรายย่อยซื้อ 8,276 ลบ. จากแรงชายกลุ่มท่องเที่ยว -8.3%, ปิโตรเคมี -7.0%, ไฟแนนท์ -6.6% และรับเหมาก่อสร้าง -6.4% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช และได้มีการโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งส่งผลลบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% ของความต้องใช้ในประเทศ โดยทาง สศช.ประเมินราคาน้ำมันตลาดโลกมีโอกาสปรับขึ้นอยู่ที่ $95 – 105/บาร์เรล ซึ่งหากสถานการณ์ขัดแย้งสิ้นสุดภายใน 1 เดือน คาด GDP ไทยปีนี้จะเติบโตที่ 1.6% แต่หากยืดเยื้อนานกว่านั้นคาด GDP ไทยอาจเติบโตเพียง 1.3% จากเดิมกรณีฐานคาดจะเติบโตที่ 2% จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Downside ของกำไร บจ.ปีนี้มีโอกาสถูกปรับลดลงจากปัจจัยต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยอาจปรับสูงขึ้นจากความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ ส่วนข้อเศรษฐกิจวันพรุ่งนี้ติดตาม CPI ก.พ. รวมถึงผลกระทบจากแนวโน้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่ออัตราเงินเฟ้อไทยในปีนี้
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี 1,410 – 1,430 บนสมมุติฐาน Forward P/E 0 – 15.2X และมีแนวต้าน 1,480 โดยอยู่ระห่างประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อเกิน 4 สัปดาห์ตามคาดกาณ์ของทางสหรัฐหรือไม่ แนะนำ Wait & See หรือเก็งกำไร PTTEP, TOP, BCP, SPRC คาดได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงขึ้น / PRM คาดได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือ Tank เพิ่มขึ้น
- PRM* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 8.90 บาท)บริษัทรายงานกำไร 4Q68 ที่ 422 ล้านบาท ลดลงทั้ง QoQ, YoY เนื่องจากมีขาดทุน FX ขณะที่กำไรปกติลดลง QoQ เนื่องจากมีเรือ VLCC ที่เข้า Dry Dock แต่โต YoY ได้ตามกำลังการให้บริการที่เพิ่มขึ้นตามกองเรือที่มีมากกว่าปีก่อน โดยธุรกิจ OSV มีปัจจัยหนุนจากเรือ Crew Boat ใหม่ และเรือ AWB ที่ทำสัญญาใหม่ ส่วนปี 69 จะมีเรือเข้ามา 4 ลำ เริ่มรับมอบในช่วง 1Q69 จำนวน 2 ลำ สำหรับแผนการลงทุนในการจัดหาเรือใหม่เพื่อทดแทนเรื่อที่มีอายุมาก 2H69 จะสั่งต่อเรือ PCT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและได้อัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในปี 69-70 ตลาดคาดการณ์กำไรที่ 27 พันล้านบาท (+5%YoY) และ 2.47 พันล้านบาท (+9%YoY) ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลงวด 2H68 ที่ 0.25 บาท/หุ้น คิดเป็น Div.Yield ราว 3% ขึ้น XD 6 พ.ค.
TFM* (ทะยอยซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 7.48 บาท) กำไรสุทธิ 4Q68 อยู่ที่ 184 ลบ. (+22%YoY, -17%QoQ) การอ่อนตัว QoQ เป็นไปตามผลกระทบตามฤดูกาล ขณะที่ภาพ YoY สามารถเติบโตได้ดีหนุนจากยอดขายอาหารกุ้งและอาหารปลากะพงในประเทศ ส่วนการดำเนินงานปกติช่วง 1Q69 คาดว่า QoQ จะอ่อนตัวตามฤดูกาลต่อ แต่ YoY ยังจะเติบโตได้ และภาพรวมปี69 เห็นการเติบโตจากการแย่งส่วนแบ่งการตลาดในประเทศ รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TFM ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 788 ลบ.(+7%YoY) และ 891 ลบ.(+13%YoY) มี Dividend Yield สูงที่ 9-10% ต่อปี เป็นหุ้นกึ่ง Defensive ป้องกันความผันผวนของตลาด
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI เม.ย. +$3.33 อยู่ที่ $74.56 / บาร์เรล, Brent เม.ย. +$3.66 อยู่ที่ $81.40/บาร์เรล หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง
Gold Update(-)Comex Gold เม.ย.-$187.90 อยู่ที่ $5,123.70 /ออนซ์ ถูกกดดันจาก Dollar Index แข็งค่า -0.67% กอปรกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอาจสูงขึ้น ศ่งผลให้เฟดไม่สามารถลดดอกเบี้ย
Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ซื้อสุทธิ +231.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อหุ้นอินโด ฯ +204.42 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +26.86 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าอยู่ที่ 31.76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 4.07 %
(+) ดัชนี BDI ปิด +55 จุด อยู่ที่ 2,242
(-) BitCoin เช้านี้ -0.23% อยู่ที่ 68,603 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
สัปดาห์ที่1 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทย
ต่างประเทศ
02 มี.ค. US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต (ก.พ.)
04 มี.ค. EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ก.พ.)
04 มี.ค. CN ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน (ก.พ.)
US การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคนอกภาคเกษตรกรรม(ADP)(ก.พ.)
US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการ (ก.พ.)
US สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ
05 มี.ค. US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
06 มี.ค. US ดัชนียอดขายปลีก (ม.ค.)
US การจ้างงานนอกภาคการเกษตร (ก.พ.)
US อัตราการว่างงาน (ก.พ.)
US รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (ก.พ.)
Theme Strategy
เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง
(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*
(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB
(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*
(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*
(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*
(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*
(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 35% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio March 2026: TFM*, CRC, GPSC*, PTTEP, KLINIQ
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th