Company Note
Neo Corporate
ผลประกอบการดีกว่าคาดจากรายได้ที่แข็งแกร่งและการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามแผน
NEO รายงานกำไรสุทธิ 166 ล้านบาท (-31% YoY, +183% QoQ) สูงกว่าที่เราคาดราว 6% โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 826 ล้านบาท หรือ 28.1% ต่อยอดขาย (vs. TISCOe 871 ล้านบาท หรือ 30.1%) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามแผนกอปรกับอุปสงค์ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและช่องทาง Traditional Trade ที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรศฐกิจจากภาครัฐ ภาพรวมปี 2025 มีกำไรสุทธิลดลง 44% YoY เป็น 562 ล้านบาทจากผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนภาพรวม SG&A to sales ยังควบคุมได้ดีตามเป้าหมายของผู้บริหารที่ 31.2% ต่อยอดขาย (ลดลงจาก 32.0% ในปี 2024) NEO ยังประกาศจ่ายเงินปันผลตามคาดที่ 1.35 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูง 6.1% เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยคาดกำไรสุทธิปี 2026F จะเติบโต 11% YoY จากต้นทุนวัตถุดิบที่ทยอยปรับตัวลดลงและส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แนวโน้ม 1Q26F คาดกำไรสุทธิลดลง YoY และ QoQ จากฐานสูงในปีก่อนและอุปสงค์ในประเทศที่จะชะลอตัวลง
รายได้เติบโต 11% YoY จากยอดขายในประเทศที่แข็งแกร่ง
ภาพรวมรายได้เป็นไปตามคาดที่ 2,938 ล้านบาท จากกลุ่ม Household ที่กลับมาเติบโตสูง 19% YoY และกลุ่ม Personal Care ที่ 18% YoY ช่วยชดเชยรายได้กลุ่ม Baby&Kids ที่ชะลอตัวลง 6% YoY โดยรายได้ในประเทศเติบโตสูง 12.9% YoY เป็น 2,717 ล้านบาทจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทั้งนโยบายคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนรายได้จากการส่งออกยังหดตัวลงแรง 12% QoQ เป็น 221 ล้านบาท จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงโดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสินค้าจากประเทศไทย ขณะที่ GPM ลดลงเหลือ 35.9% ลดลงทั้ง YoY และ QoQ เพราะ Product mix, ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นรวมถึงค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น ส่วน SG&A to sales ออกมาต่ำกว่าคาดที่ 28.1% ส่งผลให้ NPM ปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.7% จากเพียง 2.2% ใน 3Q25
ประเมินมูลค่า
เราคงคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมปี 2026F ที่ 26.25 บาท (จากเดิม 24.25 บาท) โดยใช้ Forward P/E ปี 2026F ที่ 12.0x บน EPS ปี 2027F ความเสี่ยงได้แก่ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง, สินค้าบางส่วนถูกควบคุมด้านราคา, ต้นทุนมีความผันผวนสูงและความสำเร็จของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่