
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 19 กุมภาพันธ์ 2569 )------บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง! เปิดงบปี 68 กวาดรายได้ 73,358.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.01% กำไรสุทธิ 7,440.84 ล้านบาท พุ่ง 136.68% ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.30 บาท/หุ้น ขึ้นครื่องหมาย XD วันที่ 4 มีนาคม 2569 พร้อมแต่งตั้ง นายเพชร นันทวิสัย นั่งซีอีโอคนใหม่ ฟากผู้บริหาร "เพชร นันทวิสัย"ระบุแผนปี 69 ชูธุรกิจค้าปลีก – เวียดนาม กระจายความเสี่ยง ล็อกต้นทุน – เพิ่มสินค้า Margin สูง ตั้งเป้ารายได้เติบโตนิวไฮต่อเนื่อง
นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2568 มีรายได้รวม 73,358.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,277.04 ล้านบาท หรือ 11.01% และมีกำไรสุทธิ 7,440.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,297.03 ล้านบาท หรือ 136.68% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทุกกลุ่มธุรกิจไม่ว่าจะเป็นสุกรทั้งในและต่างประเทศ ไก่ อาหารสัตว์ รวมถึงธุรกิจค้าปลีก ผ่าน Thai Foods Fresh Market ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทั้งนี้ รายได้รวมดังกล่าวมาจากธุรกิจร้านค้าปลีกราว 37.34% , ธุรกิจไก่ 27.23%, ธุรกิจสุกร 19.27% และธุรกิจอาหารสัตว์ 14.85% ตามลำดับ
"ภาพรวมการดำเนินงานในปี 2569 ถือเป็นปีที่เห็นการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต (Production Driven) ไปสู่การเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตลาด (Market Driven) อย่างชัดเจน ผ่านการขยายช่องทางค้าปลีกของตนเอง ซึ่งช่วยให้บริษัทฯเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ลดความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์ ทำให้ธุรกิจภาพรวมของกลุ่มไทยฟู้ดส์ มีความยั่งยืน"
ในส่วนของ ธุรกิจค้าปลีก ผ่านร้าน Thai Foods Fresh Market ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต (S-Curve) บริษัทฯตั้งเป้าขยายสาขาจาก 615 สาขาในปี 2568 เป็น 850 สาขาในปี 2569
สำหรับธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ยังคงเป็น Growth Engine สำคัญ โดยในปี 2569 บริษัทจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงอาหารสัตว์ และขยายธุรกิจไก่ เพิ่มเติมจากธุรกิจสุกรที่มีอยู่แล้ว ซึ่งธุรกิจสุกรก็ยังมีการขยายฟาร์มเพิ่มด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้รายได้และต้นทุนการผลิตโดยรวมจะดีขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2570
สำหรับแผนการลงทุน ตั้งงบประมาณไว้ที่ 4,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขยายสาขาธุรกิจค้าปลีก การลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของร้านค้าปลีกของบริษัทเอง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบในปี 2569 มีแนวโน้มลดลง ซึ่งได้ทำการล็อกราคาวัตถุดิบไว้แล้วประมาณ 60 - 70%
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯยังมีมติอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดในอัตรา 0.30 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 มีนาคม 2569 กำหนดจ่าย 24 เมษายน 2569 ซึ่งหากรวมการจ่ายปันผลระหว่างกาลในรอบปีนี้ทั้งหมด เท่ากับ 0.70 บาท/หุ้น (มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลจำนวน 3 ครั้ง) และมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายเพชร นันทวิสัย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ TFG ประกาศกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 1,148 ล้านบาท (+35% YoY, -33% QoQ) และกำไรสุทธิในปี 2025 อยู่ที่ 7,441 ล้านบาท +137% YoY โดยสาเหตุหลักมาจากการขยายตัวของปริมาณขายในธุรกิจไก่ สุกรทั้งในไทยและเวียดนาม การขยายสาขาของร้านค้าปลีก และการบริหารจัดการช่องทางการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจไก่: รายได้จากธุรกิจไก่ในปี 2025 อยู่ที่ 19,972 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.24% YoY ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 6.18% และราคาขายเฉลี่ยไก่เพิ่มขึ้น 0.73%
รายได้จากธุรกิจสุกรในปี 2025 อยู่ที่ 14,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.71% โดยปริมาณขายสุกรในไทยลดลง 2% แต่ในเวียดนามเพิ่มขึ้น 18.48%
รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์ อยู่ที่ 10,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.71% ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 23.43%
รายได้จากธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้น 14.27% เป็น 27,395 ล้านบาท จำนวนสาขาเพิ่มจาก 401 สาขาในปี 2024 เป็น 615 สาขาในปี 2025
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในปี 2025 อยู่ที่ 20.6% เพิ่มขึ้นจาก 13.4% YoY เนื่องจากปริมาณขายไก่และสุกรที่ขยายตัว รวมถึงการขยายสาขาร้านค้าปลีกและการลดต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วย
คงประมาณการเดิมคาดกำไรปี 2026F อยู่ที่ 6.37 พันล้านบาท อ่อนตัวลง 15% YoY จากคาดอัตรามาร์จิ้นที่ลดลงเป็นหลัก จาก 1) ธุรกิจสุกรปี 2026F ตามการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมราคาเฉลี่ย 70-75 บาท/ก.ก. ลดลงเทียบกับปี 2025F ที่คาดเฉลี่ย 75 บาท/กก. 2) ธุรกิจไก่คาดเพิ่มขึ้น จากการเน้นจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของบริษัทเพิ่มขึ้น คาดการส่งออกปีนี้ 7 หมื่นตัน ส่งออกไปญี่ปุ่น จีน และกลุ่มยุโรปเป็นหลัก 3) คาดร้านค้าปลีกคาดเพิ่มขึ้นเป็น 800 สาขา เพิ่มขึ้น 200 สาขา คาดอัตราทำกำไรขั้นต้นลดลงจากลดลงจากราคาสุกรที่ปรับลดลงและธุรกิจ shop ที่มีมาร์จิ้นต่ำกว่าเพิ่มขึ้น และคาดแนวโน้มต้นทุนอาหารสัตว์ทรงตัวเท่ากับปีทีผ่านมา
คงคำแนะนำ ถือ” ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 5.2 บาท อ้างอิง Sector historical PER-1STD เฉลี่ย 5.5X โดยราคาปัจจุบันมีระดับ PER26F ที่ 5.1X, Dividend Yield 26F คาดที่ 9.5% ความเสี่ยง : โรคระบาด, ต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น
---จบ---