สรุปภาพตลาดวานนี้ SET บวกต่อ แรงยังไม่ตก แม้จะมีแรงขายทำกำไรมาบ้าง เช่น AOT THAI DELTA แต่ก็ไม่สู้แรงซื้อ โดยเข้ามาในไอซีที พลังงาน คอมเมิร์ช โรงพยาบาล
แนวโน้มตลาดวันนี้ พักแล้วขึ้นต่อ
วันนี้คาดตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มลดความร้อนแรงระยะสั้น หลังจากแรลรี่รับผลเลือกตั้งในประเทศ ส่วนผล MSCI คาด Neutral ต่อตลาดหุ้นไทย
ด้านโมเมนตั้มตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะหุ้นขนาดกลาง เราเชื่อว่ามีแนวโน้มจะ Outperform ตลาดในช่วงที่เรามองตลาดหุ้นลดความร้อนแรง
ขณะที่ภาพระยะกลาง ขาขึ้นของหุ้นไทย มีแนวโน้มลากยาวไปถึงเดือน มี.ค. ดีขึ้นกว่ามุมมองเดิมที่เราเคยประเมินว่าเดือน ก.พ.จะเป็นเดือนที่หุ้นขึ้นต่อเนื่องจากเดือน ม.ค.
เพราะมีประเด็น Flows Rotation ที่เพิ่มเติมนอกจาก กระสุนเงินจากฝั่งกองทุนในประเทศ ที่เราประเมินว่ามีเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก, แรงซื้อหุ้นคืน Covered short ฯลฯ คือ เรื่องดอกเบี้ยที่เรามองผ่านกระจกเงา ของผลตอบแทนพันธบัตรไทย ถ้ามองในเทอมของค่าสัมบูรณ์ “อาจดูยังสูง”...แต่ในแง่ของเปอร์เซ็นต์เปลี่ยนแปลงบ่งชี้ภาวะ ขาลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวแปรใช้วัดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่แนวโน้ม ขาขึ้นรอบใหม่ ในอดีตเคยกินเวลานานเกิน 6 เดือนขึ้นไป (ต่อให้ลบ DELTA ออก ก็เป็นขาขึ้นอยู่ดี)
ส่วนประเด็นเสริมในแง่นโยบาย เราให้น้ำหนักไปที่ มาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นไทยจากทาง ตลท.ที่เตรียมเสนอต่อ ครม.ใหม่ รวมถึง พรบ.หลักทรัพย์ มีผลทาง กม.อาญา เพื่อคุม “Naked Short” จากทาง กลต.ด้วย ซึ่งจะให้มีผลบังคับใช้ทันภายในไตรมาสแรกของปีนี้
กลยุทธ์ลงทุนหลังจากราคาหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศขยับบวกแรงรับผลเลือกตั้ง เราแนะนำ เพิ่มหุ้นนอกเหนือจาก กลุ่มวัฎจักร ฯลฯ โดยพิจารณาเลือกหุ้นที่เล่นแย่กว่าตลาดเพราะการปรับลดคำแนะนำมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อมีการเปิดประเด็นลงทุนใหม่เข้ามาคาดว่าจะทำให้เกิดการปรับคำแนะนำขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งใหม่...
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
SET Index อยู่ในช่วง "Election Rally" ที่ร้อนแรง ดัชนีพุ่งทะลุแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 1,400 จุด ขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง เปลี่ยนโครงสร้างเป็น "ขาขึ้น" เต็มตัว...Price Action ชี้ว่าดัชนีเปิด Gap และยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วัน สะท้อนถึง Momentum ภาวะกระทิง! อย่างไรก็ตาม RSI เริ่มเข้าใกล้เขต Overbought (เหนือ 70) อาจทำให้ตลาดผันผวน แต่!ไม่ใช่สัญญาณขาย โดยประเมิน แนวต้าน1,450 (Impulse wave5) รับ 1,400 และ 1,385 จุด (หากหลุดจุดนี้ ภาพขาขึ้นระยะสั้นจะเริ่มเสียทรง) สำหรับใครที่ยังไม่มีของ ไม่แนะนำให้ไล่ราคาหากดัชนีทะลุ 1,420 จุด (หรือ RSI >80) ให้รอจังหวะดัชนีย่อตัวทดสอบแนวรับ 1,400 หรือ 1,390 จุด แล้วค่อยสะสม
สรุป: ตลาดอยู่ในเกณฑ์ "Greed" แนะนำให้ "Let the Profit Run" สำหรับผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้ว + แผน trailing stop หรือกรณีขายหุ้นขึ้นไปแล้ว แนะหมุนมายังหุ้น Laggard play มีคำแนะนำในหน้าถัดไปครับ
(อ่านต่อหน้า 11)
What to watch
MSCI review: ประจำไตรมาสนี้ จะประกาศวันที่ 10 กพ. 69 ซึ่งเราคาดว่ามีแนวโน้มเป็นกลาง ค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย เพราะ 1.) ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีประเด็นกับ MSCI เรื่อง Free float อาจถูกลดน้ำหนัก หรือ ถอดหุ้น ซึ่งอาจหนักถึงขั้นถอดออกจาก MSCI EM กลายเป็นประเด็นที่เราเชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นไทย 2.) หุ้นไทย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาถูก MSCI ทั้งลดน้ำหนัก และ ถอดหุ้นออก สอดคล้องกับแรงขายสุทธิจากฝั่ง นลท.ต่างชาติ ที่หนักขึ้นมาตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมา เราคาดว่าราคาหุ้นไทยหลายตัวที่แรลรี่ขึ้น มีโอกาสจะถูกกลับมาเพิ่มน้ำหนัก
กลต.เปิดรับฟังความเห็น ปรับเกณฑ์ Short sell ให้เข้มงวดขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่มีแนวโน้ม ผลบังคับใช้ทันภายในไตรมาสแรกของปีนี้
ตลท.กำลังจะเสนอนโยบาย ต่อ ครม.ใหม่ ผลักดันหุ้นไทยขึ้นชั้น Financial Hub 1. สังคายนาข้อบังคับตลาดหุ้น (ที่โบราณ) ยกเครื่องกฎเกณฑ์่ให้ทันสมัย รวดเร็ว ลดขั้นตอน
2. เสนอ "โครงสร้างหุ้น 2 ระดับ" (Dual class of share) เทียบชั้น Financial Hub เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เปิดทางต่างชาติซื้อหุ้นไทยได้ไม่จำกัด แต่สิทธิในการโหวตยังเป็นของคนไทยเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร
3. โครงสร้างหุ้น 2 ระดับ จะเปิดทางให้เกิดธุรกรรม M&A เพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนการ M&A เพื่อสร้างกิจการที่มีการเติบโตสูงในตลาดหุ้นไทย
4. เสนอปรับเกณฑ์ TISA้ จูงใจให้ซื้อหุ้นไทยมากยิ่งขึ้น เช่น เว้นภาษีปันผลและกำไร (เรายังไม่ชัวร์เรื่องภาษีกำไร ว่าเป็นรูปแบบไหน)
5. มาตรการดึงดูด New economy เข้ามา ระดมทุนในตลาดหุ้นไทย
6. เพิ่มความต่อเนื่อง การเดินสาย นำ บจ.ไทย ให้ข้อมูล นลท.ต่างชาติ (Road show) เนื่องด้วยมีการแสดงความสนใจ ซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติระยะยาว เข้ามามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
7. ลื้อเกณฑ์ IPO ครั้งใหญ่ใหม่หมด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพิ่มสภาพคล่อง เพื่มมูลค่าหุ้น เปิดทางให้ตลาดหุ้นไทยแข่งดึง IPO จากต่างประเทศได้ โดยตอนนี้มีการเจรจา บ.ยักษ์ในจีนเข้ามาจดทะเบียน (Foreign Listing)
หุ้นแนะนำวันนี้
WHA นโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งใหม่ นอกเหนือจากมาตรการรัฐ คือการแก้ กม.เพื่อส่งเสริมการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติผ่าน การแก้ กม.เพื่อให้เอื้อต่อการ M&A กับบริษัทข้ามชาติ, ขยายการลงทุน, ตลอดจนนโยบายส่งเสริมเร่งรัดลงทุน BOI, Thailand Fast pass.
แนวรับ 3.5 ต้าน 4.2 Stop loss 3.2
รายงานพื้นฐานวันนี้
Healthcare Sector
คาดการณ์กำไร 4Q25 มีแรงกดดัน และสัญญาณรายตัวยังต่างกัน
คาดการณ์กำไรหลักกลุ่ม (BDMS BH BCH PR9) สำหรับ 4Q25 รวม 6.7 พันล้านบาท (-2% YoY, -3% QoQ) จาก margin ของผู้ป่วยไทยกลับสู่ปกติ แม้รายได้ยังโต +3% YoY สะท้อนอุปสงค์ยังดีอยู่ แต่ก็กระจุกในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยต่างชาติและเคสซับซ้อนสูง ทำให้เกิดภาพกำไรที่ต่างกันชัดขึ้น และเป็นธีมต่อเนื่องปี 2026 ที่เราเคยได้ปักธงมาแล้ว ขณะที่ 1Q26 อาจอ่อนชั่วคราวจากรอมฎอน (ก.พ.-มี.ค. 2026) กดผู้ป่วยตะวันออกกลาง (BH ตามด้วย BDMS) แต่เป็นฤดูกาลปกติ และคาดฟื้นตั้งแต่ 2Q26
สำหรับแนวทางนโยบายรัฐบาลใหม่ ยังไม่กระทบกำไรระยะสั้น แต่เป็นบวกต่ออุปสงค์ระยะกลาง ทั้งมาตรการค่าครองชีพ การท่องเที่ยว และการวางไทยเป็น medical hub หนุน medical tourism
ส่วนสรุปประเด็นที่สำคัญ หุ้นรายตัว ดังนี้
BDMS (ถือ, ราคเป้าหมาย 21 บาท): กำไร 4Q25 จะยังถูกกดจากผู้ป่วยไทยและการปรับราคาที่ทำได้จำกัด ระยะสั้นเป็นหุ้น defensive แต่ catalyst ไม่เด่น อีกทั้งยังมีประเด็นกดดันจาก CLMV อยู่
BH (ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 220 บาท): โครงสร้างกำไรแข็งสุดในกลุ่ม หนุนจากผู้ป่วยต่างชาติและสัดส่วนเคสโรคยาก แม้ 1Q26 อาจอ่อนตามรอมฎอน แต่เป็นเพียงชั่วคราว แล้วก็ฟื้นกลับตามปกติ ส่วนแรงกดดันจากกรณีผู้ป่วยประกันสุขภาพก็น้อยกว่ากลุ่ม
BCH (ขาย, ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท): แนวโน้มกำไรยังอ่อนจากฐานผู้ป่วยหลักฟื้นช้ากว่ากลุ่ม และยังมีแรงกดดันจากกลุ่มตะวันออกกลาง-เงินสด ที่ดูชะลอลง
PR9 (ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 23 บาท): โมเมนตัมกำไรยังดีจากผู้ป่วยต่างชาติ และการขยายเคสซับซ้อน เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่กำไรโตเด่น และมีรายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบนี้
Fundamental view: คงมุมมอง Selective เป็นรายตัว เน้นหุ้นที่กำไรมีคุณภาพและพึ่งพาผู้ป่วยต่างชาติสูง โดย Top picks ได้แก่ BH และ PR9
รายงานผลประกอบการวันนี้
OR
ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีก
(+) OR รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 2,078 ล้านบาท ลดลง 31% YoY และ 21% QoQ สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 8% และ 14% ตามลำดับ เกิดจากอัตราภาษีจ่ายเฉลี่ยต่ำกว่าคาด พร้อมประกาศจ่ายปันผล 2H25 ที่ 0.30 บาท คิดเป็น Div yield 2.2% ขึ้น XD วันที่ 23 ก.พ. แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรจะลดลง YoY (จากธุรกิจ Mobility และในต่างประเทศ) แต่เพิ่มขึ้น QoQ (จากธุรกิจ Lifestyles และค่าใช้จ่ายลดลงสู่ปกติ) เราคงคำแนะนำถือรับปันผล 4-5% ต่อปี
THCOM
ไทยคม
(+) THCOM รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 129 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 220 ล้านบาท ดีกว่าที่เราและตลาดคาดว่าจะขาดทุน จากรายได้ที่มากกว่าคาด โดยไตรมาสนี้ รายได้โตแรง 70% YoY และ 88% QoQ หนุนจากงานก่อสร้างโครงการดาวเทียม THEOS ของ GISTDA และการรับรู้รายได้ 317 ล้านบาท จากคำตัดสินศาลฯ ขณะที่รายได้ธุรกิจดาวเทียมแตะ 933 ล้านบาท (+58% YoY, +87% QoQ) แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรหลักฟื้น YoY จากรายได้งานก่อสร้าง THEOS และ USO Phase-3 แต่ลด QoQ เพราะฐาน 4Q25 สูงกว่าปกติจากการรับรู้รายได้จากคำตัดสินศาลดังกล่าว สำหรับมุมมองที่บวกขึ้น และโอกาสที่จะมีการประมูล USO เฟส 3 และบทบาทด้านเทคโนโลยีอวกาศ/ความมั่นคงที่ชัดขึ้น หนุนโอกาสปรับประมาณการและ valuation ระยะสั้น คงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 10.60 บาท
GLOBAL
สยามโกลบอลเฮ้าส์
(0) GLOBAL รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 429 ล้านบาท ลดลง 18% YoY แต่ดีขึ้น 10% QoQ หากหักรายการพิเศษออก ตั้งสำรองน้ำท่วม 30 ล้านบาท กำไรหลักจะอยู่ที่ 471 ล้านบาท ลดลง 10% YoY แต่ดีขึ้น 19% QoQ กำไรหลักเป็นไปตามที่เราและตลาดคาด GLOBAL ประกาศจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.184 บาทต่อหุ้น คิดเป็น div yield ที่ 2.3% XD 25 กพ และจ่ายเป็นหุ้นปันผล 27:1 หุ้น เรายังมองกำไร 1Q26 ของ GLOBAL ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น QoQ เราแนะนำ let profit run ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 7.3 บาท
KCE
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์
(-) KCE รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 123 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 139 ล้านบาท ลดลง 31% YoY และ 55% QoQ ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ในช่วง 250-300 ล้านบาท จากทั้งรายได้และ GM ที่น้อยกว่าคาด ส่วนแนวโน้ม 1Q26 เงินบาทที่ยังแข็ง ต้นทุนทองแดงขึ้น กดดัน GM แต่ก็มีโครงการลดต้นทุนที่ช่วยกลบ และมองกำไรจะทรงตัว YoY, QoQ ได้ เราเคยปรับลดคำแนะนำสะท้อนประเด็นกดดันมาก่อนหน้านี้ และราคาลงมาต่ำแล้ว อย่างไรก็ดี คาดว่าการประชุมนักวิเคราะห์บ่ายวันนี้ น่าจะเป็นสารฯ เชิงลบมากกว่า (โดยเฉพาะประเด็นต้นทุน) เราจึงยังแนะนำ wait-and-see ไปก่อน
สรุปประเด็นจาก Quick take
PTTEP
ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ผลการดำเนินงาน 1Q26 มีแนวโน้มอ่อนตัวลง QoQ เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง ถึงแม้ว่าปริมาณขายปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นและต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง
View from fundamental: แม้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปี 2026 จะไม่น่าตื่นเต้น แต่ราคาหุ้นในระดับราคาไม่แพงและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น นอกจากนี้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นซึ่งจะช่วยหนุนกำไรให้ปรับเพิ่มขึ้น เราจึงคงคำแนะนำ ถือ
Tourism
นักท่องเที่ยวจีนเลือกไทยเป็น #1 ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 2-8 ก.พ. 2569 ชี้ว่านักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเร่งตัวชัดเจนแบบรายสัปดาห์ (WoW) อยู่ที่ 151,988 คน เพิ่มขึ้น 30.5% WoW
View from fundamental: การเร่งตัวของนักท่องเที่ยวจีนทั้งในเชิงจำนวนรายสัปดาห์ และความจุที่นั่งสายการบินจีน–ไทยที่ขยับขึ้น มองเป็นสัญญาณนำเชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวไทย เราชอบ AOT, CENTEL, ERW, AWC และ SPA (non-rated)
Commerce
มีมุมมองลบต่อแนวคิดยกเลิกมาตรการ ช็อปดีมีคืน
รมว.คลังเปิดเผยว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดนำมาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt กลับมาใช้ เนื่องจากมองว่ามาตรการลักษณะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางไปสู่มาตรการที่สร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า
View from fundamental: เรามีมุมมองลบต่อแนวคิดการยกเลิกใช้มาตรการลดหย่อนภาษีผ่านการบริโภค กระทบผู้ประกอบการที่ขายสินค้ามูลค่าสูงและชะลอการใช้จ่ายได้ (HMPRO, CRC, ILM ตามด้วยกลุ่มขายสินค้าไอที) ทั้งนี้ ที่ผ่านมามาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม SSS ในไตรมาสนั้นๆราว 0.5-2% ในขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกที่มียอดต่อใบเสร็จต่ำอย่าง CPALL(TP58), MRDIYT (TP10.6) จะได้ผลกระทบน้อย เรายังเลือกเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีก
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน