Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

72

 

อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow


นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นภูมิภาค แต่แรงขายชะลอลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ที่สอง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นภูมิภาคยังคงเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ห้า โดยมียอดขายสุทธิรวม 5,795 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแรงขายที่ชะลอลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยเงินทุนไหลออกรายสัปดาห์นับตั้งแต่ต้นปีที่ 4,910 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าแม้แรงกดดันจากการขายของนักลงทุนต่างชาติเริ่มผ่อนคลายลง แต่บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคยังคงเปราะบาง และยังไม่พบสัญญาณการกลับเข้าลงทุนอย่างชัดเจน
แรงขายส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไต้หวันที่เผชิญแรงขายสุทธิ 5,246 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แรงขายชะลอลงจาก 1,045 ล้านดอลลาร์ สู่ 389 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้น TIP ยังคงเผชิญเงินทุนไหลออกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่แปด แต่แรงขายชะลอลง สู่ระดับ 160 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แรงขายในตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ลดลงสู่ระดับ 168 ล้านดอลลาร์ และ 5 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม แต่แรงซื้อชะลอลงเหลือ 14 ล้านดอลลาร์


ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มที่เผชิญแรงขายสอดคล้องกันในระดับภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ซึ่งเกิดสัญญาณในทุกตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน) และกลุ่ม Chemicals ซึ่งเกิดสัญญาณในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย
ส่วนกลุ่มที่พบสัญญาณการสะสมหุ้นที่โดดเด่นและสอดคล้องกันในระดับภูมิภาค ได้แก่กลุ่มธนาคาร ซึ่งเกิดสัญญาณในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน
สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่ม ICT ขนส่ง และค้าปลีก มีแนวโน้มเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม

เกาหลีใต้และไต้หวันคิดเป็น 97% ของแรงขายสุทธิในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีรวม 215,721 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดขายสุทธิสะสมสูงถึง 141,258 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของยอดขายสุทธิทั้งหมด รองลงมาคือไต้หวัน ซึ่งมียอดขายสุทธิสะสม 63,707 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 32% ส่งผลให้ทั้งสองตลาดมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 97% ของยอดขายสุทธิในภูมิภาค

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่รักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 617 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การกลับมาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม หลังจากที่เผชิญแรงขายมา 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจท่ามกลางภาวะที่ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับความผันผวน

 

 

ความต้องการ Semiconductor ยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อาจต้องใช้เวลาสร้างฐานก่อนฟื้นตัว
เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ในระยะกลาง โดยมีอุตสาหกรรม Semiconductor โดยเฉพาะกลุ่ม Memory เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จากข้อมูลการส่งออกเกาหลีใต้เดือนตุลาคมที่ขยายตัวถึง 76.1% YoY หลังปรับผลกระทบจากจำนวน
วันทำงาน ขณะที่การส่งออก Semiconductor เพิ่มขึ้น 259% YoY สู่ระดับ 56,400 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับกำไรรายไตรมาสของ SK Hynix ที่เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า และแผนเพิ่ม CAPEX มากกว่า 60% ของ Samsung Electronics เพื่อรองรับความต้องการชิปขั้นสูงที่ยังสูงกว่ากำลังการผลิต สะท้อนว่า AI Investment Cycle ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนีหุ้นเกาหลีใต้


อย่างไรก็ตาม ตลาดยังอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ และความกังวลต่อความคุ้มค่าของ CAPEX ด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่ม Hyperscalers ซึ่งอาจกดดัน Free Cash Flow ขณะที่การสร้างรายได้เพื่อชดเชยเงินลงทุนยังต้องใช้เวลา ส่งผลให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับระดับ Valuation และผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของหุ้น Technology ทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้

ด้วยเหตุนี้ เรายังไม่แนะนำให้เร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน แต่ประเมินว่าการปรับฐานของตลาดจะช่วยให้ Valuation มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยรอจังหวะที่แรงขายเริ่มผ่อนคลายและ Global Sentiment ปรับตัวดีขึ้น ก่อนทยอยซื้อหรือเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในดัชนีหุ้นเกาหลีใต้


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย Wait and see
คาดตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงขาลง ที่ระดับต่ำกว่า 1,500 จุด โดยกรณีที่ลงหลุด 1500 คาดจะมีแรงขายซ้ำเติมลงแรง ลักษณะกึ่ง Panic sell แต่จะดึงตัวกลับเร็ว ซึ่งเรายังไม่แนะนำให้ นักลงทุนรีบเพิ่มหุ้นเข้าพอร์ต จนกว่าประเด็นลบที่เป็นกระแสจะ บรรเทาลงหรือความเสี่ยงสิ้นสุดลง


ได้แก่ เหตุความกังวลภัยสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน และคู่ขัดแย้งระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย รวมถึงความกลัวกรณีพิบัติภัยต่างๆ ที่ถูกหยิบขึ้นมาปั่นกระแส กลยุทธ์แนะนำให้รอคอยอย่างน้อย ให้ผ่านพ้นช่วงเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯไปถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ หากไม่มีเหตุการณ์โจมตีทางกำลังทหารที่น่ากังวลอย่างที่เป็นกระแส หรือ มีการเจรจาสงบศึกกันได้ลงตัว เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะรีบาวด์ทันที ที่มีความชัดเจนกลบกระแสความกลัว


กลยุทธ์หลักตอนนี้คือ การหยุดเก็งกำไรหุ้นตัวใหม่ ชะลอเพิ่มพอร์ต รอให้การปั่นกระแสเชิงลบหยุดและผ่านพ้นไปก่อน
นอกเหนือจากปัจจัยที่อยู่ความควบคุม เราเห็นว่างบการเงินที่บริษัททยอยประกาศรอบนี้ เริ่มเห็นการสร้างความผิดหวังต่อราคาหุ้น เช่น เมื่อวาน PTTEP (งบต่ำคาด) TRUE กำไรดีแต่หุ้นไม่ขึ้นตอบรับข่าว เป็นต้น เราจึงแนะให้ลดการเก็งกำไรดักงบการเงิน โดยแนะให้ไปรอช้อนซื้อหุ้นอีกครั้งหลังงบออกหมด หรือเลือกตัวหุ้นที่งบออกไปแล้วราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบเรียบร้อย เช่น กลุ่มธนาคาร, กลุ่ม Low beta, รายได้อิงจากในประเทศ แต่ก็ไม่ประมาท หากราคาลงเพราะเหตุสุดวิสัย-ผิดปกติ ควรตัดขาดทุนเมื่อเราให้สัญญาณ

 

มุมมองเทคนิค:
ภาพรวม SET Index เคลื่อนตัวอยู่ในกรอบ Corrective Wave (คลื่นปรับฐานย่อย) ซึ่งฟอร์มตัวอยู่ภายในโครงสร้างขาขึ้นระยะกลางแบบ Bullish Flag

จุดทับซ้อบ Confluence support: ดัชนีปรับตัวลงทดสอบเส้น EMA 200 วันซึ่งตรงกับตำแหน่งตัวเลข Fibonacci Retracement 23.6% บริเวณ 1,510 จุด พอดี ทำให้โซนนี้เป็นแนวรับทางเทคนิคที่มีนัยสำคัญ
RSI: การปรับตัวลดลงต่อเนื่องส่งผลให้ RSI เคลื่อนเข้าสู่ภาวะ Oversold สะท้อนถึงภาวะแรงขายที่เริ่มตึงตัวและเพิ่มโอกาสเกิด Technical Rebound ได้ทุกเมื่อ


Scenario Analysis:
Base Case (Bullish Flag Continuation) พักตัวจบในรูปแบบ Corrective Wave และสามารถตั้งหลักยืนเหนือแนวรับ 1,500 จุดได้สำเร็จ ก่อนดีดตัวกลับขึ้นไปทดสอบกรอบบนของ Bullish Flag
Bear Case (Downside Risk) แรงขายกดดันรุนแรงจนหลุดแนวรับสำคัญ 1,500 จุด หลุดกรอบล่าง Bullish Flag และสูญเสียโครงสร้างขาขึ้นระยะกลาง

Action: โครงสร้างทางเทคนิคยังคงให้น้ำหนักกับ Scenario base case การพักตัวเพื่อไปต่อ (Bullish Flag) ภายใต้เงื่อนไขการยืนเหนือ 1,500 จุดครับ


What to watch


เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แจ้งบางประเทศในตะวันออกกลางให้เตรียมพร้อมรับมือ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้า รวมถึงเตรียมรับมือการตอบโต้จากอิหร่านด้วย


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังเจรจากับอิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจมีปฏิบัติการทางทหารหลังการเลือกตั้งกลางเทอม


เลขาฯ สมช. นัดถก 4 พ.ย. เกาะติดสถานการณ์โลก เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต ยันแผนอพยพ-สำรองพลังงานพร้อม, จัดเตรียมข้อมูลเพื่อแจ้งประชาชนในห้วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลข่าวกรองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินจากการเคลื่อนกำลังของฝ่ายต่างๆ รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงของสถานการณ์


ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)


จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม 3 ฝ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยคาดว่าจะจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ปูตินเสนอให้ผู้นำทั้งสามประเทศพบกันในเดือนหน้า เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า การประชุมดังกล่าวจะมุ่งหารือเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก

BOJ เร่งระบาย ETF หวังเพิ่มกำไรนำส่งรัฐบาล รองรับแผนใช้จ่ายก้อนใหญ่ของญี่ปุ่น โดยจะเร่งทยอยขายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ โดยเพิ่มวงเงินขายต่อปีเป็น 8.6 แสนล้านเยน (5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่เดือน ม.ค. จากเดิม 3.3 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรส่วนเกินของธนาคารกลางและเงินที่นำส่งรัฐบาล ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มเติมสำหรับรองรับแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

BOJ ประกาศแผนดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดยคำนวณวงเงินขายจากมูลค่าตามบัญชี การปรับเพิ่มยอดขายจะทำให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการทยอยขาย ETF ทั้งหมดลดลงเหลือประมาณ 43 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ 112 ปี

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Aviation Sector
3Q26 เป็นจุดต่ำสุดของปีจากราคาน้ำมันสูง
เราคาด 3Q26 เป็นจุดต่ำสุดของกลุ่มการบินในปีนี้ โดยหุ้นที่เราศึกษา THAI-AAV ขาดทุนหลักสุทธิ 1.2 พันล้านบาท เทียบกับกำไรหลัก 4.1 พันล้านบาทใน 3Q25 และขาดทุน 568 ล้านบาทใน 2Q26 แม้รายได้รวมยังโต 8% YoY จากค่าโดยสารที่สูงขึ้น แต่จำนวนผู้โดยสารลดลง 15% YoY และต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นแรง ทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเหลือใกล้จุดคุ้มทุนจาก 11.4% ใน 3Q25


THAI ยังแข็งแรงกว่า AAV อย่างชัดเจน เพราะแม้ 3Q26 คาดกำไรหลักลดลงเหลือ 885 ล้านบาท ลดลง 84% YoY และ 27% QoQ จากค่าน้ำมันและผลกระทบน้ำท่วมราว 1 พันล้านบาท แต่จำนวนผู้โดยสารยังโต 2% YoY เป็น 3.97 ล้านคน และรายได้ต่อหน่วยยังเพิ่ม 16% YoY ขณะที่ AAV คาดขาดทุนหลักเพิ่มเป็น 2.1 พันล้านบาท จากจำนวนผู้โดยสารลดลง 28% YoY และค่าใช้จ่ายคืนเครื่องบินก่อนกำหนด แม้ค่าโดยสารเฉลี่ยจะเพิ่ม 25% YoY ก็ตาม

4Q26 ภาพจะดีขึ้นชัดเจนตามฤดูกาล โดยคาด THAI มีกำไรหลัก 3.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าจาก 3Q26 ขณะที่ AAV กลับมามีกำไรหลัก 383 ล้านบาท จากปริมาณผู้โดยสารและอัตราบรรทุกที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อมองปี 2027 ภาพยังแยกกันชัด โดยเราปรับกำไรหลัก THAI ขึ้น 9% เป็น 1.98 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 34% YoY จากฝูงบินที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนน้ำมันที่ลดลง ขณะที่ลดกำไร AAV ลง 15% เหลือ 1.3 พันล้านบาท

อีกประเด็นสำคัญคือ แม้แนวโน้มการบินช่วงฤดูหนาวยังมีแรงกดดันจากสงครามและเส้นทางตะวันออกกลาง แต่กำลังการบินระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิกยังเพิ่ม 5.2% จากปีก่อน และเส้นทางภายในเอเชียโตเกือบ 5% ขณะที่การลดเที่ยวบินเชื่อมต่อผ่านอ่าวเปอร์เซียอาจผลักผู้โดยสารยุโรป–ไทยบางส่วนเข้าหาเที่ยวบินตรงของ THAI มากขึ้น นอกจากนี้ AAV ยังมีความเสี่ยงจากค่าน้ำมันมากกว่า เพราะมีการป้องกันความเสี่ยงต่ำกว่า THAI

Fundamental view: น้ำหนักกลุ่มการบินยังอยู่ที่ เท่ากับตลาด โดยเลือก THAI เป็นหุ้นเด่นกว่า AAV

 


Commodities Tracker
น้ำมันขึ้นต่อ แต่ค่าการกลั่นทรุดลงต่ำ
ภาพสินค้าโภคภัณฑ์สัปดาห์ล่าสุดยังเคลื่อนไหวคละกัน โดย น้ำมันดิบปรับขึ้นแรงที่สุด ตามด้วยค่าระวางเรือเทกองและถ่านหิน ขณะที่ค่าการกลั่นลดลงแรงที่สุด


ราคาน้ำมัน Dubai เพิ่มอีก 3.37 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WoW เป็น 115.59 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากความกังวลว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และกระทบอุปทานน้ำมันเพิ่มเติม


ขณะที่ Singapore GRM ลดลงอีก 2.72 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหลือเพียง 0.20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน จากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ลดลงและค่าระวางที่สูงขึ้น โดยเบนซินลดเหลือ 21.84 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันเครื่องบินเหลือ 56.05 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และดีเซลเหลือ 53.12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มีเพียงน้ำมันเตากำมะถันสูงที่ดีขึ้นเป็น 13.80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ฝั่งปิโตรเคมี ราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังเพิ่มขึ้น แต่ ส่วนต่างส่วนใหญ่ถูกกดดันจากแนฟทาที่แพงขึ้น โดย Ethylene spread ลดเหลือ 172 เหรียญสหรัฐ/ตัน, HDPE เหลือ 327 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ PP เหลือ 457 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ Propylene สวนทางเพิ่มเป็น 322 เหรียญสหรัฐ/ตัน อย่างไรก็ตาม เรายังมองว่าส่วนต่างปิโตรเคมีมีแนวโน้มยืนได้ดีกว่าค่าการกลั่นในปีหน้า จึงยังชอบ IVL และ PTTGC มากกว่าโรงกลั่น


ราคาถ่านหิน Newcastle เพิ่มอีก 1% WoW เป็น 153.35 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 34 เดือน จากอุปสงค์ในภูมิภาคที่แข็งแรงและอุปทานตึงตัว ขณะที่ค่าระวางเรือเทกอง BDI เพิ่ม 1% WoW เป็น 2,662 จุด จาก Capesize ที่พุ่ง 7% ส่วน Supramax ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PSL และ TTA ทรงตัวที่ 1,877 จุด ขณะที่ World Container Index ลด 3% WoW เหลือ 4,429 จุด
สำหรับ กลุ่มเดินเรือ แม้ค่าระวางล่าสุดไม่ได้ขึ้นทั้งหมด แต่สงครามในทะเลแดงยังทำให้เรือจำนวนมากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ระยะเดินทางยาวขึ้นและเท่ากับลดอุปทานเรือในระบบ จึงยังเปิดโอกาสเก็งกำไรหุ้นเดินเรือได้เป็นช่วง ๆ ขณะที่ฝั่งโรงกลั่น เรามองว่าค่าการกลั่นที่อ่อนลงตั้งแต่ต้น 4Q26 จะกดดันราคาหุ้นมากกว่า

Fundamental view: คงมุมมอง กลุ่มพลังงานเท่ากับตลาด, กลุ่มปิโตรเคมีมากกว่าตลาด และกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์น้อยกว่าตลาด โดยในกลุ่มปิโตรเคมีเลือก IVL (คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท) และ PTTGC (คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท) ส่วนหุ้นโรงกลั่นยังควรระวังจากค่าการกลั่นที่อ่อนลงต่อเนื่อง

 

 

 



รายงานผลประกอบการวันนี้

TRUE
ทรู คอร์ปอเรชั่น

 

TRUE รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 6.67 พันล้านบาท (+324% YoY, +1.8% QoQ) หักขาดทุนพิเศษจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ 294 ล้านบาทแล้ว มีกำไรหลัก 6.96 พันล้านบาท (+51% YoY, +3% QoQ) ทำจุดสูงสุดใหม่และเป็นไปตามที่เราและตลาดคาด พร้อมประกาศปันผลระหว่างกาล 0.16 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield 1.3% ขึ้น XD วันที่ 13 พ.ย. โดยรายได้รวมลดลง 0.8% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2.1% QoQ ขณะที่รายได้ Mobile service เพิ่ม 2.8% YoY และ 0.8% QoQ จากจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น ส่วน OPEX ex-D&A ลดลง 9.5% YoY หนุน EBITDA เพิ่มขึ้น 5.7% YoY และ 0.6% QoQ แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ จากฤดูกาลของธุรกิจ Mobile และยอดขาย Device ที่ดีขึ้น ขณะที่ Net debt/EBITDA ลดลงเหลือ 3.6 เท่า เรายังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท และยังเลือก TRUE เป็น Top Pick กลุ่ม ICT


TU
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (0)

(+) TU รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.35 พันล้านบาท ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 1.46 พันล้านบาท (+22% YoY, +9% QoQ) สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 3% จากรายได้ที่ดีกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 3% YoY จากยอดขาย Ambient seafood และ Pet Care ที่เพิ่มขึ้น แม้ปริมาณขายรวมลดลง 2% YoY ขณะที่ GM เพิ่มเป็น 20.4% จาก 19.0% ใน 3Q25 จาก Margin ธุรกิจ Ambient seafood ที่ดีขึ้น ส่วน SG&A/Sales เพิ่มเป็น 14.5% จาก 13.8% ตามค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูงขึ้น แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ ตามฤดูกาล เรายังคงคำแนะนำซื้อ และราคาเป้าหมาย 15.60 บาท แต่ยังเลือก ITC เป็น Top Pick กลุ่มอาหาร

 

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PTG-ศิริราช เคลื่อนทัพรับบริจาคเลือด ณ วิทยาลัยดุสิตธานี เติมคลังโลหิตต่อชีวิตผู้ป่วย!

PTG-ศิริราช เคลื่อนทัพรับบริจาคเลือด ณ วิทยาลัยดุสิตธานี เติมคลังโลหิตต่อชีวิตผู้ป่วย!

SUEN โรดโชว์ขอนแก่น พบนักลงทุน เตรียมเสนอขายหุ้น IPO

SUEN โรดโชว์ขอนแก่น พบนักลงทุน เตรียมเสนอขายหุ้น IPO

NER รักษาแชมป์ธรรมาภิบาล รับ CGR 5 ดาวต่อเนื่องปีที่ 6 เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน!

NER รักษาแชมป์ธรรมาภิบาล รับ CGR 5 ดาวต่อเนื่องปีที่ 6 เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน!

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้