สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 3 พฤศจิกายน 2569)--------------บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI และราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณอ่อนแอทั้งด้านเทคนิค กระแสเงินสด และความเสี่ยงด้านเครดิต ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนยังมีความไม่แน่นอน โดยมองดัชนี SET มีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,495–1,500 จุด พร้อมแนะนำให้นักลงทุนเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดี โดยเลือก SAWAD, BGRIM และ BJC เป็นหุ้นเด่นประจำวัน
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากโครงสร้างดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศรวมประมาณ 24.8% ขณะที่กลุ่มที่อิงราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์มีสัดส่วนอีก 26.9% รวมกันประมาณ 52% ของมูลค่าตลาด ทำให้การอ่อนตัวของราคาน้ำมันและความกังวลต่อหุ้นเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อดัชนี SET ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 15% ของดัชนี ยังอาจถูกกดดันจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI ล่าสุดปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 96.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังมีสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเริ่มลดส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานในราคาน้ำมัน ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ (SOX) ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยลดลง 7.2% ในวันที่ 30 ตุลาคม และอีก 3.4% ในวันที่ 2 พฤศจิกายน จากความกังวลว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่
สายงานวิจัยประเมินว่า ความกังวลต่อหุ้น AI เริ่มขยายวงจากปัจจัยด้านราคาหุ้นไปสู่ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด โดยจากการสำรวจหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวน 36 บริษัท พบว่ามี 30 บริษัท หรือ 83.3% ที่ราคาหุ้นปรับลดลงจากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์มากกว่า 20% ขณะที่ดัชนี NASDAQ 100 ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดราว 10% และหลุดเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วัน สะท้อนความอ่อนแอของแนวโน้มตลาดในระยะสั้น แม้อาจเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคได้เป็นระยะ โดยความกังวลดังกล่าวยังเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนหมุนเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด โดยเน้นหุ้นในกลุ่ม Anti-Commodity, Anti-Yield และ Defensive ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง รวมถึงธุรกิจที่มีฐานรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยหุ้นเด่นประจำวัน ได้แก่ SAWAD ซึ่งคาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทิศทาง Bond Yield ขาลงและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ พร้อมคาดกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ BGRIM มีโอกาสฟื้นตัวจากราคาหุ้นที่สะท้อนปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานไปมากแล้ว และคาดผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วน BJC คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติไตรมาส 3/2569 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลงซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ
นอกจากนี้ สายงานวิจัยยังแนะนำติดตามหุ้นที่มีลักษณะ Defensive และปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ได้แก่ CPN จากแนวโน้มกำไรปกติที่คาดว่าจะเติบโตตามจำนวนผู้ใช้บริการศูนย์การค้าและการเปิดโครงการใหม่ BH จากแนวโน้มกำไรปกติที่คาดว่าจะทำระดับสูงสุดของปี และ THAI ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของธุรกิจและราคาน้ำมันที่ปรับลดลง
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส มองว่า แม้ AI ยังเป็นธีมการลงทุนสำคัญในระยะยาว แต่ความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอาจทำให้ตลาดการเงินผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง และคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง ควบคู่กับการติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวของตลาดโลกอย่างใกล้ชิด