Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

90

 

 

อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow

นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นภูมิภาคต่อเนื่อง แม้ว่าแรงขายจะลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นภูมิภาคยังคงเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ โดยมียอดขายสุทธิรวม 9,061 ล้านดอลลาร์ แม้จะชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มียอดขายสุทธิสูงถึง 27,311 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2000 แต่แรงขายล่าสุดยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยเงินทุนไหลออกรายสัปดาห์นับตั้งแต่ต้นปีที่ 4,889 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติยังไม่คลี่คลาย
แรงขายส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไต้หวันที่เผชิญแรงขายสุทธิ 7,591 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แรงขายชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 8,329 ล้านดอลลาร์ สู่ 1,045 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้น TIP ยังคงเผชิญเงินทุนไหลออกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่เจ็ด โดยแรงขายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง สู่ระดับ 424 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แรงขายในตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 370 ล้านดอลลาร์ และ 144 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง ด้วยยอดซื้อสุทธิ 89 ล้านดอลลาร์


ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังไม่พบสัญญาณการสะสมหุ้นที่โดดเด่นและสอดคล้องกันในระดับภูมิภาค ภาพที่เกิดขึ้นเป็นการเผชิญแรงขายกระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ในหลายตลาด โดยกลุ่มที่เผชิญแรงขายสอดคล้องกันได้แก่ กลุ่ม Chemicals ในตลาดหุ้นไทยและเกาหลีใต้ และกลุ่มพลังงาน ในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์และไต้หวัน
สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ขนส่ง และ ICT มีแนวโน้มเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม


เกาหลีใต้และไต้หวันคิดเป็น 97% ของแรงขายสุทธิในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีรวม 209,926 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดขายสุทธิสะสมสูงถึง 140,870 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 67% ของยอดขายสุทธิทั้งหมด รองลงมาคือไต้หวัน ซึ่งมียอดขายสุทธิสะสม 63,460 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ส่งผลให้ทั้งสองตลาดมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 97% ของยอดขายสุทธิในภูมิภาค
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่รักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 604 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การกลับมาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง หลังจากที่เผชิญแรงขายมา 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจท่ามกลางภาวะที่ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับความผันผวน


Fund Flow ยังมีแนวโน้มระมัดระวัง ท่ามกลางความเสี่ยงจาก Fed และผลประกอบการหุ้นเทคโนโลยี
เรามองว่า แม้แรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคจะชะลอลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระดับเงินทุนไหลออกที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีเกือบสองเท่า สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังคงระมัดระวังต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียเหนือที่ยังเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัญญาณจาก Volume Flow Index ซึ่งยังไม่พบการกลับเข้าสะสมหุ้นอย่างชัดเจนในระดับภูมิภาค
สำหรับสัปดาห์นี้ เราประเมินว่าทิศทาง Fund Flow จะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การประชุม Fed และการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Microsoft, Alphabet และ Amazon ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการลงทุนด้าน AI หาก Fed ส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมครั้งถัดไป หรือผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีสร้างความผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของธุรกิจ Cloud และรายได้จาก AI ที่ต่ำกว่าคาด หรือแนวโน้มการใช้จ่ายลงทุน (CAPEX Guidance) ที่เพิ่มขึ้นโดยยังไม่เห็นความชัดเจนของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระและผลตอบแทนจากการลงทุน อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI และกดดันหุ้นกลุ่ม Technology


ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว เราจึงประเมินว่า Fund Flow ในตลาดหุ้นภูมิภาคยังมีแนวโน้มระมัดระวังกับการลงทุนต่อไป โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันที่มีน้ำหนักหุ้น Technology และ Semiconductor สูง


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย พ้นจากกรอบ Sideway down

เราคงคาดตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้คาด จะพ้นจากกรอบ Sideway down ได้ โดยอาศัย 1) การรีบาวด์ของราคาหุ้นธนาคาร หลังปรับฐานลงมาก่อนหน้านี้ คาดกระแสเงินลงทุนต่างชาติกลับมาหนุนหุ้นแบงก์ตัวแทนต่างชาติ และ

2) หุ้นน้ำมัน, โรงกลั่น ปิโตรเคมี อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบ และปัจจัยหนุนเฉพาะตัว เช่น กระแสบีบปันผลเพิ่มจากกลุ่ม ปตท.(รัฐวิสาหกิจ), ธุรกิจ JV ใหม่ในกลุ่มปิโตรเคมีของไทย PTTGC+SCGC


3) นอกเหนือจาก 2 กลุ่มหลักที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย คาดหุ้นรายตัวที่ราคากำลังรีบาวด์จาก Oversold จะหมุนขึ้นมาเล่นได้ดีกว่าตลาดต่อเนื่อง เช่น รพ. โรงไฟฟ้า นิคมฯ ค้าปลีก

ซึ่งเราคาดปัจจัยหลักที่น่าจะหนุน บรรยากาศตลาดหุ้นไทย ยังคงมาจากการที่ นลท.ต่างชาติจะเริ่มกลับลำมาซื้อสุทธิหุ้นไทย หลังจากขายสุทธิต่อเนื่อง 2 เดือน ไปร่วม 5 หมื่นล้านบาท ส่วนปัจจัยมหภาคคาดการคงดอกเบี้ยในการประชุม เฟด, กนง. และ ECB ในสัปดาห์นี้ เมื่อผ่านไปแล้วจะทิ้งช่วงไปอีก 45 วัน ซึ่งเรามองว่าจะไม่มีการปรับพอร์ตรับต้นทุนดอกเบี้ยเหมือนกับช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา


มุมมองเทคนิค: SET Index ลุ้นจบคลื่นขาลง!
ภาพรวมทางเทคนิคของ SET Index กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงจุดวัดใจครั้งสำคัญ (Turning Point) โดยมีสัญญาณการกลับตัวในหลายมิติ ดังนี้:
Bullish RSI Divergence: เกิดรูปแบบการขัดแย้งเชิงบวกระหว่างราคาและ Momentum อย่างชัดเจน โดยดัชนีทำจุดต่ำสุด แต่ RSI ยกฐานขึ้น สะท้อนถึงแรงขายที่เริ่มแผ่วลงและมีแรงซื้อหุ้นเข้ามาแทนที่

แนวรับแข็งแกร่ง (EMA 200 วัน + Fibonacci 23.6%): ดัชนีทิ้งตัวลงมาสู้ที่โซนแนวรับสำคัญบริเวณ เส้นเฉลี่ย EMA 200 วัน ซึ่งซ้อนทับพอดีกับระดับ Fibonacci Retracement 23.6% โดยสามารถยืนระยะตั้งฐานสู้ได้อย่างแข็งแกร่ง "ไม่หลุดระดับ 1,510 จุด" ยืนยันว่าเป็น ฐานแนวรับหลัก (Strong Support Zone)

Trend Reversal Confirmation: การจะเปลี่ยนผ่านจาก "การดีดตัวสั้น (Technical Rebound)" ไปสู่ "รอบขาขึ้นรอบใหม่ (New Bullish Trend)" ต้องจับตาเงื่อนไขสำคัญที่โซนวัดใจบริเวณ เส้นกด Downtrend Line 1,590 จุด + ปริมาณการซื้อขายต้องหนาแน่น ซัพพอร์ตการทะลุผ่าน (สูงกว่าค่าเฉลี่ย > 6-7 หมื่นล้านบาท/วัน)

สรุป: เงื่อนไขครบทุกข้อ" จะเป็นการยืนยันการจบคลื่นปรับฐานขาลง (Corrective Wave) และพร้อมเปลี่ยนโครงสร้างกลับเข้าสู่ เทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่ ทันที!

 

What to watch
ลูลา ชนะเลือกตั้ง ปธน.บราซิล โดยมีกำหนดจะเริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ซึ่งมีวาระ 4 ปี ในวันที่ 5 ม.ค. 2570 ลูลาสนับสนุนการเพิ่มบทบาทของรัฐบาล นโยบายทางสังคมที่เข้มแข็งขึ้น และการยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ส่วนในด้านนโยบายต่างประเทศ เขาให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศ โดยได้ผนวกความร่วมมือกลุ่ม BRICS และความร่วมมือแบบ South-South Cooperation เข้าไว้ในวาระนโยบายต่างประเทศฉบับปรับปรุงใหม่

u คลัง-พลังงาน เห็นพ้องลดภาษีสรรพสามิต E20 B20 พยุงส่วนต่าง โดยหลักการ คือ พยายามช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาส่วนต่าง (Space) ของน้ำมัน B20 และ E20 ให้มีราคาถูกกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท หากเราไม่ช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็จะทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท

u ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)


u ธปท.ขยายเกณฑ์ธุรกรรมเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ต้องรายงานตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน เริ่ม 1 พย.นี้ (คาดส่งผลบวกต่อธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ประกันชีวิต จากการย้ายจากแหล่งเงินฝากส่วนหนึ่ง และ การเพิ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพื่อความคล่องตัวในการรายงานแหล่งที่มาของรายได้)

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Econ

ส่งออก ก.ย. โตแรงเกินคาด
ตัวเลขการส่งออกไทยเดือน ก.ย. 2026 เพิ่ม 24.0% YoY และ 11.0% MoM เป็น 38,438.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดโต 17.4% ทำให้ 9M26 ส่งออกสะสมเพิ่ม 19.6% YoY เป็น 304,588.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่หากตัดทองคำ อัญมณี และเครื่องประดับออก การส่งออกสินค้าพื้นฐานยังโตแรงถึง 28.4% YoY โดยมีสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

การฟื้นของภาคการผลิตโลกเริ่มหนุนสินค้าอุตสาหกรรมกว้างขึ้น โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าโต 39.8% YoY คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ +59.4%, IC +45.9%, PCB +96.5% และโทรศัพท์และอุปกรณ์ +108.4% ขณะที่เหล็ก เคมีภัณฑ์ พลาสติก และเครื่องจักรก็ยังเติบโต อย่างไรก็ตาม รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปยังลด 12.0% YoY สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยังมีอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

ด้านการนำเข้าเพิ่มแรงกว่า โดยเดือน ก.ย. เพิ่ม 50.4% YoY เป็น 44,295.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเดือนเดียว 5,856.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และขาดดุลสะสม 9M26 สูงถึง 43,693.9 ล้านเหรียญสหรัฐ แรงส่งการนำเข้าหลักมาจากพลังงาน รวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ที่ใช้รองรับการลงทุนและการผลิต

ภาพนี้สอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศใน Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพส่งออกในอนาคต แต่ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มมูลค่าในประเทศและเชื่อมโยงการลงทุนต่างชาติเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิตไทย หากยังพึ่งชิ้นส่วนนำเข้าสูง การส่งออกที่โตแรงอาจไม่ได้ส่งผ่านเป็น GDP ในสัดส่วนเดียวกัน

Economist view: คงคาดการณ์ส่งออกไทยปี 2026 โต 16% YoY โดยอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงหลักจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่คาดการนำเข้าโตอย่างน้อย 30% YoY ทำให้การส่งออกสุทธิยังเป็นแรงกดดันต่อ GDP แม้ตัวเลขส่งออกโดยรวมจะแข็งแรง

 

Refining & Chemical Sector
3Q26 ยังแข็งแรง แต่ 4Q26 เริ่มชะลอ
คาดกำไรสุทธิ 3Q26 สำหรับโรงกลั่น 4 บริษัทที่ศึกษารวมที่ 4.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มราว 8 เท่า YoY และ 40% QoQ ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มราว 13 เท่า YoY แต่ลด 18% QoQ ทุกบริษัทมีกำไรหลักดีขึ้น YoY โดย TOP เด่นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่เมื่อเทียบ QoQ ส่วนใหญ่เริ่มชะลอจาก GRM/GIM ที่ลดลง และมีเพียง TOP ที่คาดกำไรหลักทรงตัว QoQ

ฝั่งปิโตรเคมี IVL และ PTTGC คาดกำไรสุทธิรวม 3Q26 ที่ 1.24 หมื่นล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ลด 32% QoQ และกำไรหลักรวม 9.9 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ลด 54% QoQ โดย PTTGC ฟื้นเด่นสุด YoY จากทั้งค่าการกลั่นและส่วนต่างปิโตรเคมีที่ดีขึ้น ขณะที่ QoQ ถูกกดดันจากส่วนต่างที่ลดลง

แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักรวมยังโต YoY ในบริษัทส่วนใหญ่ แต่ ลดลง QoQ ต่อ จากทั้งค่าการกลั่นและส่วนต่างปิโตรเคมีที่อ่อนลง โดยฝั่งปิโตรเคมี PTTGC ยังน่าจะฟื้น YoY เด่นสุด ตามด้วย IVL ขณะที่ฝั่งโรงกลั่น TOP เด่นสุด YoY และ SPRC เป็นรายเดียวที่คาดกำไรหลักลดลง YoY
Fundamental view: 3Q26 ยังเป็นไตรมาสแข็งแรง แต่จุดสูงของกำไรระยะสั้นเริ่มผ่านไป โดยเฉพาะโรงกลั่น จึงยังให้น้ำหนัก กลุ่มพลังงานเท่ากับตลาด และ กลุ่มปิโตรเคมีมากกว่าตลาด พร้อมเลือก IVL (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท) และ PTTGC (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท) เป็นหุ้นเด่น


Commodities Tracker
น้ำมันขึ้นต่อ แต่ค่าการกลั่นย่อลงแรง
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด นำโดยน้ำมันดิบ ตามด้วยถ่านหินและค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ แต่ค่าการกลั่นเป็นตัวที่ลดลงแรงที่สุด ทำให้ภาพการลงทุนยังเอียงไปทางปิโตรเคมีมากกว่าโรงกลั่น

ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่ม 4.11 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WoW เป็น 112.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลาง ขณะที่ Singapore GRM ลดลงอีก 2.25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหลือ 2.92 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากส่วนต่างผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่เริ่มแคบลง โดยเบนซินลดเหลือ 22.88 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และน้ำมันเครื่องบิน 64.66 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ดีเซลสวนทางเพิ่มเป็น 59.98 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ส่วนต่างปิโตรเคมีเคลื่อนไหวคละกัน โดย Ethylene เพิ่มเป็น 185 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ PP เพิ่มเป็น 460 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ Propylene ลดเป็น 305 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ HDPE ลดเป็น 360 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่เรายังมองว่าส่วนต่างปิโตรเคมีมีแนวโน้มทรงตัวได้ดีกว่าฝั่งค่าการกลั่นในปีหน้า
ราคาถ่านหินอิง Newcastle เพิ่ม 2% WoW เป็น 152.18 เหรียญสหรัฐ/ตัน สูงสุดในรอบ 34 เดือน ส่วนค่าระวางเรือเทกอง BDI ลด 2% WoW เป็น 2,634 จุด แต่ Supramax ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PSL และ TTA เพิ่ม 2% เป็น 1,877 จุด ขณะที่ World Container Index เพิ่ม 2% เป็น 4,585 จุด
Fundamental view: การอ่อนตัวของ GRM ตั้งแต่ต้น 4Q26 เพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นโรงกลั่น ขณะที่การปิดกั้นเส้นทางทะเลแดงและการอ้อมแหลมกู๊ดโฮปยังเปิดโอกาสเก็งกำไรหุ้นเดินเรือ แต่ในเชิงพื้นฐานเรายัง ชอบ IVL และ PTTGC มากกว่า

 


BJC
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
BigC เริ่มฟื้นพร้อมต้นทุนลง
เราปรับคำแนะนำ BJC ขึ้นจาก ซื้อเก็งกำไร เป็น ซื้อ และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 21.50 บาท หลังเริ่มเห็นทั้งยอดขาย BigC ฟื้นและโครงสร้างต้นทุนดีขึ้น ทำให้มีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของกำไรมากขึ้น โดยปรับประมาณการกำไรหลักปี 2026 และ 2027 ขึ้น 3% และ 13% ตามลำดับ
คาดกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่ม 181% YoY จากกำไรขายสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลตอบแทน ซึ่งถูกหักบางส่วนด้วยค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างพนักงาน หากตัดรายการพิเศษออก คาดกำไรหลัก 880 ล้านบาท เพิ่ม 39% YoY แต่ลด 28% QoQ ตามฤดูกาล โดยได้แรงหนุนจากยอดขายที่ดีขึ้น การควบคุมค่าใช้จ่าย และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ BigC ซึ่งยอดขายสาขาเดิมช่วง ส.ค.–ต.ค. กลับมาเพิ่ม 1–3% YoY แม้กำลังซื้อโดยรวมยังอ่อน จากการปรับสินค้าโดยเพิ่มสัดส่วนอาหารแห้งและอาหารสด ขณะที่การปรับโครงสร้างพนักงานคาดช่วยลดค่าใช้จ่าย SG&A ปี 2027 ได้ราว 1.0–1.2 พันล้านบาทต่อปี หากดำเนินมาตรการครบตามแผน

4Q26 มีโอกาสเป็น ไตรมาสดีที่สุดของปี จาก 3 แรงหนุน ได้แก่ ยอดขาย BigC ที่ดีขึ้นและการรวม MMVN ในเวียดนาม, คำสั่งซื้อขวดแก้วและกระป๋องอะลูมิเนียมที่แข็งแรงต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 และการเริ่มรับรู้ผลประหยัดต้นทุนจากการปรับโครงสร้าง ขณะที่การใช้จ่ายช่วงเทศกาลและนักท่องเที่ยวช่วยหนุน QoQ เพิ่มเติม

หลังปรับประมาณการ เราคาดกำไรหลักปี 2027 ที่ 5.81 พันล้านบาท เพิ่ม 20.3% YoY และหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 เพียงราว 13 เท่า เทียบค่าเฉลี่ยในอดีตราว 20 เท่า จึงยังมีโอกาสที่มูลค่าหุ้นจะปรับขึ้นหากการฟื้นของ BigC และการลดต้นทุนเป็นไปตามแผน

 

ITC
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
ปิดดีลซื้อ Phelps ปักฐานผลิตในสหรัฐฯ
เรามองบวกต่อการเข้าซื้อ Phelps มูลค่า US$160m (5.3 พันลบ.) แม้ PER ปี 2026 ที่ 11x EV/EBITDA สูงกว่าดีลใกล้เคียงที่ 9–10x แต่ถือเป็น Premium ที่สมเหตุสมผลจาก 4 ปัจจัย

1. ได้ธุรกิจที่โตเร็วกว่าตลาด: Phelps มีรายได้ปี 2025 โต 22% YoY เทียบกับตลาด Dog Treats โลกที่คาดโตเฉลี่ย 3% ต่อปี เราคาดรายได้ Phelps โต 12% ต่อปีใน 2026–27

2. ได้ฐานผลิตในตลาดหลักที่โตสม่ำเสมอ: Americas คิดเป็น 60% ของยอดขาย ITC ใน 1H26 และโตต่อเนื่อง 14–18% YoY ในช่วง 2024–1H26 โรงงานในสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มความใกล้ชิดลูกค้า ความคล่องตัวในการผลิต และลดความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปบางส่วน
3. มีโอกาสเพิ่ม Margin: Phelps มี GM 16.4% เทียบ ITC ที่ 24.3% ส่วนหนึ่งสะท้อนความแตกต่างด้าน Product Mix ระหว่าง Dry Treats กับ Wet Pet Food รวมถึงฐานลูกค้าและต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ขณะที่โรงงานใหม่ซึ่งเปิดในปี 2023 ใช้กำลังผลิตเพียง 50% จึงยังมี Operating Leverage รองรับ

4. ลูกค้าไม่ซ้ำกัน เปิดโอกาส Cross-selling: CEO ระบุว่าฐานลูกค้าทั้งสองบริษัททับซ้อนกันน้อย ทำให้สามารถนำ Wet Cat Food และ Premium Dog Treats ไปเสนอขายข้ามฐานลูกค้าได้ โดยเรายังไม่รวม Synergies เหล่านี้ในประมาณการ
ผลต่อกำไร: เราคาด Phelps เพิ่มกำไร ITC ปี 2027 ราว 236 ลบ. หรือ 6.2% จากประมาณการเดิม ทำให้กำไรเพิ่มเป็น 4.03 พันลบ. (+18.7% YoY) จากเดิม +11.7% YoY

Fundamental view: Premium ที่จ่ายไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการได้ธุรกิจที่โตเร็วกว่าตลาด ฐานผลิตในสหรัฐฯ และโอกาสเพิ่ม Margin ระยะยาว เราคาดกำไร ITC ปี 2027 โตเกือบ 19% โดยยังไม่รวม Synergies ทำให้หุ้นน่าสนใจทั้งด้านการเติบโตและ Valuation ด้วย PEG ต่ำกว่า 1x
คงคำแนะนำซื้อ ITC ราคาเป้าหมาย 22 บาท

 

 


Event
Head-up
SaaSpocalypse – AI Trend รอบถัดไปไม่ได้วัดว่า “ใครใช้ AI บ้าง” แต่คือ “ใครใช้ AI สร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้”
รายงานนี้เป็นการทำความเข้าใจ Thematic Event เพื่อ Head-up ก่อนงาน SaaSpocalypse วันที่ 28–30 ต.ค. ที่เราจัดขึ้น โดยภาพรวมประเด็นหลักจะไม่ได้สื่อให้เห็นแค่ว่าบริษัทมีการนำ AI มาใช้มากแค่ไหนแล้ว แต่คือ AI จะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้และกำไรของธุรกิจเทคโนโลยีอย่างไร และมูลค่าเหล่านั้น จะไปอยู่ตรงไหนของ Supply Chain เพราะรอบแรกของยุค AI เป็นช่วงทดลองและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งกำลังจะผ่านไป ขณะที่รอบต่อไปกำลังเข้าสู่การใช้งานจริง การสร้างรายได้ และการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ

แรงกดดันสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีไทย คือ AI อาจทำให้นักพัฒนาและที่ปรึกษาทำงานได้มากขึ้นด้วยคนน้อยลง ลดจำนวนวันทำงานที่เรียกเก็บเงิน ลดจำนวนผู้ใช้ที่ต้องซื้อระบบแบบคิดค่าบริการต่อคน และลดต้นทุนการเขียนโปรแกรม ส่งผลให้ความได้เปรียบอาจเปลี่ยนจาก “จำนวนคนและบริการติดตั้งระบบ” ไปสู่ด้าน ข้อมูล กระบวนการทำงาน การเชื่อมต่อระบบ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และความสามารถในการคิดค่าบริการตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้

ประเด็นนี้สำคัญกับหุ้นเทคโนโลยีไทย เพราะบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากยังอยู่ในธุรกิจวางระบบ บริการไอที การติดตั้ง และที่ปรึกษา ขณะที่บริษัทซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มที่มีขนาดใหญ่ยังมีไม่มาก คำถามจึงเป็นว่าบริษัทไทยจะสามารถขยับขึ้นไปสู่โซลูชันของตัวเอง รายได้ประจำ ทรัพย์สินทางปัญญา และบริการที่คิดค่าตอบแทนตามผลลัพธ์งานได้หรือไม่ หรือ AI จะทำให้ธุรกิจเดิมแข่งขันกันด้วยราคามากขึ้น

อีกด้านที่งานต้องการหาคำตอบคือ ความต้องการใช้ AI ของบริษัทไทยเริ่มเปลี่ยนจากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริงหรือยัง มีกรณีใดที่เริ่มวัดผลตอบแทนได้ และ AI ถูกใช้เพียงเพื่อลดต้นทุน หรือเริ่มสร้างสินค้า บริการ รายได้ และรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ขยายผลได้จริงแล้วหรือไม่

งาน 3 วันนี้ จึงจะไล่ตั้งแต่ภาพรวม AI ของไทยและโลก, รูปแบบธุรกิจที่เสี่ยงถูกเปลี่ยนแปลง, แหล่งรายได้ใหม่จาก AI ไปจนถึงความเสี่ยงด้าน Cybersecurity โดยมีทั้ง AWS, depa, ETDA และบริษัทเทคโนโลยีไทยเข้าร่วม เพื่อหาคำตอบว่า ใครถูกกระทบ เงินจะย้ายไปไหน และบริษัทไทยรายใด พอที่จะมีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านในยุคใหม่ได้บ้าง

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ขาขึ้น อีกแล้ว By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ตลาดหุ้นไทย สู่โหมด ขาขึ้น อีกแล้ว ตามแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลาง สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังไม่......

HotNews: โบรกฯเกอร์ พร้อมใจเชียร์ซื้อ "NER" คาดโชว์Q3/69 กำไรสุทธิ 500–534 ล้านบาท โต 52–58% แถมลุ้นปันผลครึ่งปีหลังยิลด์สูง

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) สุดแกร่ง!โบรกเกอร์พร้อมใจเชียร์ซื้อ คาดโชว์ไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิอยู่ที่ 500–534 ล้านบาท....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้