Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

114

 

Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯมิกซ์ ส่วนไทยอ่อนแอลง
KEY FINDINGS:


สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวดีขึ้น มาตรวัดเพิ่มขึ้นจาก 27 จุดสู่ 31 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่แย่ลงในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า


ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยอ่อนแอลง มาตรวัดปรับลดลงจาก 45 จุดสู่ 30 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากแรงขายหุ้นกลุ่ม Tech/AI ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาระหนี้ เงินเฟ้อ และ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มฟื้นตัวจากแรงซื้อกลับหุ้นเทคโนโลยี และความคาดหวังต่อผลประกอบการ ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% WoW ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวดีขึ้น WoW มาตรวัดปรับขึ้นจาก 27 จุดสู่ 31 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear หนุนจาก Net New 52-Week Highs/Lows และ McClellan Volume Summation Index ที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่แย่ลง โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish ปรับลดลงจาก 40.3% เหลือ 38.7% และสัดส่วนฝั่ง Bearish ปรับเพิ่มขึ้นจาก 39.0% สู่ 41.6% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก +1.3% เหลือ -2.9%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี SET ปรับตัวลง 1.3% WoW กดดันจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามแรงขายหุ้น Tech/AI ในตลาดโลก ขณะที่ดัชนี BLS Greed & Fear Barometer อ่อนแอลง มาตรวัดปรับลดลงจาก 45 จุดสู่ 30 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ ฉุดจากองค์ประกอบด้านดัชนี Bull-to-Bear ที่ปรับตัวลงจากระดับ 40.6% เหลือ 22.1% และดัชนี Volume Index ที่ปรับลดลง หลังจากทรงตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลาราว 5 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ดัชนี Momentum Strength และ Market Breadth ก็อ่อนแอลงเช่นกัน
IMPLICATION:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสเกิด Technical Rebound ในระยะสั้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสัญญาณทางเทคนิคที่เริ่มฟื้นตัว ทั้ง Net New 52-Week Highs/Lows และ McClellan Volume Summation Index ซึ่งยังมีพื้นที่ให้ปรับขึ้นได้อีก ขณะที่ Put/Call Ratio เริ่มปรับลดลงหลังจากเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเดิมในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2026 สอดคล้องกับความผันผวนของตลาดที่เริ่มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ทรงตัวในระดับสูง ทำให้ตลาดมีโอกาสเผชิญแรงขายสลับกับการฟื้นตัวเป็นระยะ จนกว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะเริ่มคลี่คลาย
สำหรับตลาดหุ้นไทย เราประเมินว่า SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อสร้างฐานในระยะสั้น โดยดัชนี Bull-to-Bear ที่ปรับลดลงจนเข้าใกล้เขต Oversold จะช่วยจำกัด
ความเสี่ยงด้านขาลงและสนับสนุนโอกาสเกิด Technical Rebound อย่างไรก็ตาม ดัชนี Momentum Strength และ Volume Index ที่ยังอ่อนแอและยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวอย่างชัดเจน สะท้อนว่าแรงซื้อยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในช่วง Consolidation มากกว่าการเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ในระยะสั้น


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย Confluence Zone จุดนัดพบสัญญาณรีบาวด์
ตลาดหุ้นไทย Sideway down เป็นไปตามมุมมองระยะสัปดาห์ โดยมีแรงขายกดดันในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเครมี และโรงกลั่น กอปรกับ ช่วงนี้อยู่ในช่วงการประกาศงบ 3Q26 หุ้นบางกลุ่มเริ่มเห็นสัญญาณเตือนแนวโน้มกำไรที่ลดลงกว่าคาด เช่น กลุ่มอาหาร CPF, GFPT
นอกจากนี้เรายังมีแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร TTB, BBL, KKP ภายหลังรายงานงบ 3Q26 ไปแล้ว Sell on fact ขณะที่ DELTA ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากภาพ Sideways down และมีอิทธิพลกดดัชนี SET เช่นกัน
แนวโน้มดัชนีระยะสั้น ล่าสุดหลุดโซนรับ base case 1,550-1,560 จุด...แต่เราให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยยังไม่น่าจะหลุดลงลึก เนื่องจากภาพ “Sector Rotations” เริ่มเห็นการหมุนกลุ่มมาพักเงินในหุ้นคาดการณ์กำไร 3Q26 กลัมมาฟื้นตัวโดดเด่น เช่น โรงพยาบาล BH & BDMS ค้าปลีก CPALL & OSP
To monitor: แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/2026 ภาพรวมเราคาดเติบโต 38% YoY แต่ลดลง 9% QoQ แรงหนุน YoY มาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น-ค่าการกลั่น-ส่วนต่าง ปิโตรฯ, ดีมานด์ AI/data center ที่ยังแข็งแรง, รายได้จากบริการมือถือ–อินเทอร์เน็ต, กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการ ฟื้นตัวของกำไรกลุ่มธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง แต่ยังโดนกดดัน YoY จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน ที่เพิ่มขึ้นกดดันกลุ่มสายการบิน และส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดตัวกดดันกลุ่มธนาคาร
มุมมองเทคนิค: จับตาสัญญาณทั้ง 4 รูปแบบในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นการเกิด Confluence Zone หรือ "จุดนัดพบของสัญญาณรีบาวด์"
Structural Support Zone: ดัชนีถอยลงมาเข้าใกล้ในโซน Fibonacci 23.6% ใกล้กับเส้น EMA 200 วัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นต้นทุนเฉลี่ยสะสมระยะยาว สะท้อนการเข้าสู่โซน "Bear Case Support Zone" หรือโซนรับสำคัญของโครงสร้างหลัก
แท่งเทียน Hammer: ระหว่างวันมีแรงเทขายกดดันลงไป แต่มี "แรงซื้อกลับอย่างแข็งแกร่งดันราคากลับขึ้นมาปิดใกล้ระดับสูงสุดของวัน
RSI Bullish Divergence: โมเมนตัมขัดแย้งเชิงบวก สะท้อน "แรงขายชะลอตัวลงแล้ว" แม้ราคาจะย่อตัว แต่โมเมนตัมฝั่งซื้อเริ่มสะสมกำลัง ส่งผลให้โอกาสเกิด Technical Rebound มีสูงมาก!
Trading Strategy: "เปิดสถานะซื้อ สะสมหุ้นแข็งแกร่ง” บริเวณฐานไส้เทียนของ Hammer หรือ โซนรับ EMA 200 วันบริเวณ 1,530 – 1,550 จุด โดยวางเป้าหมายการทำกำไรไว้ระยะสั้นไว้ที่โซนต้านแรกเส้น EMA 25-50 วัน 1,580 จุด & โซน High เดิม 1,600 จุด (ก่อนการปรับฐาน)
เงื่อนไข: หาก SET Index ปิดหลุดจุดต่ำสุดของแท่ง Hammer (Low of Hammer 1,532 จุด) ให้จำกัดความเสี่ยง ลดพอร์ตทันที เนื่องจากเป็นการล้มล้างสัญญาณ Bullish Divergence

 

 

SET Index


What to watch u
การทยอยประกาศงบการเงิน Q3/2569 หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยแจ้งงบออกมา เช่น TISCO, KKP, TTB, BBL, KBANK และ KTC ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดจับตาความสามารถในการทำกำไรและคุณภาพสินทรัพย์
u ตลท.ปรับเกณฑ์ซื้อขายตลาดหุ้นไทยใหม่ มีผล 16 พ.ย.นี้ เช่น ลดช่องราคาลง ฯลฯ
u มาตการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ: ครม.เห็นชอบอนุมัติงบส่วนกลางเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งการพักชำระหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐ ให้แก่ผู้ประสบภัยเป็นเวลา 3 เดือน – 1 ปี , ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการลดหย่อนภาษี
u การประชุมและการขับเคลื่อน Data Center: ประเด็นสรุปกติกาพื้นที่ผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า - น้ำ
u คาดธนาคารกลางอินโดนีเซียจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 6% เพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์
u กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. เห็นชอบโครงการเงินอุดหนุนติดตั้ง Solar Rooftop ภาคครัวเรือนครอบคลุมประชาชนประมาณ 1,000,000 หลังคาเรือนทั่วประเทศ
u จับตาการเข้ามาเป็นตัวกลางทางการทูตของปากีสถาน ในการเจรจาความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน
u ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Utilities Sector

PDP2026 ยังล่าช้า แต่ Direct PPA ชัดขึ้น
ผลหารือกับสำนักงาน กกพ. เมื่อ 19 ต.ค. ทำให้ภาพ PDP2026 แยกออกเป็นสองด้านชัดขึ้น คือ แผน PDP2026 มีความเสี่ยงล่าช้ามากขึ้น แต่ฝั่ง Direct PPA เริ่มชัดขึ้นเร็วกว่าตัวแผน โดย PDP2026 มีแนวโน้มไม่สามารถออกได้ภายในเดือน ต.ค. ตามที่เคยคาด ทำให้การเปิดประมูลกำลังผลิตครั้งแรกกลางปี 2027 ต้องกลับมาติดตามอีกครั้ง แต่ กกพ. ยังเดินหน้ากำหนดค่าใช้สายส่งและกติกาสำหรับ Data Center ต่อโดยไม่รอแผน

ประเด็นสำคัญคือ ค่าใช้สายส่ง (wheeling charge) ตั้งเป้าประกาศภายในสิ้นปี 2026 ที่ราว 1.40–1.50 บาท/หน่วย และอาจต่ำกว่านี้สำหรับ Data Center ที่รับไฟระดับ 230kV ขณะที่การเปิดให้บุคคลที่สามใช้โครงข่าย (TPA) จะเริ่มจาก Data Center ก่อน แล้วจึงขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม

ด้าน Data Center กติกาใหม่แบ่งโครงการออกเป็น 8 ระดับตามความต้องการใช้ไฟ โดยตั้งแต่ 10MW ต้องได้รับการยืนยันกำลังจ่ายไฟจากการไฟฟ้า, 50MW ขึ้นไปต้องผ่านการทบทวนในระดับประเทศ และ 200MW ขึ้นไปจะทยอยจัดสรรไฟเป็นช่วงๆ สะท้อนว่าความสามารถในการจัดหาไฟฟ้าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอนุมัติโครงการ และยิ่งเพิ่มความได้เปรียบให้ผู้พัฒนาที่สามารถมีแหล่งไฟของตัวเองผ่าน Direct PPA หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีโครงข่ายรองรับพร้อม
แม้อัตราค่าไฟสำหรับ Data Center (ในส่วนการซื้อไฟจาก Pool กลาง) ยังไม่ถูกกำหนด แต่ กกพ. ส่งสัญญาณว่า หากคิดตามต้นทุน LNG ส่วนเพิ่ม ค่าไฟอาจอยู่ที่ 5–9 บาท/หน่วย ขณะที่เราคาดค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center ที่ 4.5–5.5 บาท/หน่วย เทียบกับต้นทุนไฟ Solar ผ่าน Direct PPA ที่ประมาณ 3.00–3.10 บาท/หน่วย หลังรวมค่าใช้สายส่งแล้ว จึงถูกกว่าการซื้อไฟจากระบบประมาณ 1.4–2.5 บาท/หน่วย และช่วยให้ความเป็นไปได้ที่จะใช้บริการผ่าน Direct PPA ชัดเจนขึ้น
อีกประเด็นที่เด่นคือ Solar Rooftop ภาคประชาชนเพิ่มเป้าจาก 500MW เป็น 10,000MW หรือ 20 เท่า โดยรับซื้อไฟส่วนเกินที่ 2.20 บาท/หน่วย และขยายอายุสัญญาจาก 10 ปีเป็น 20 ปี ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนเรื่องระยะคืนทุน และเป็นโอกาสโดยตรงต่อธุรกิจ EPC และอุปกรณ์ของ GUNKUL

ส่วน BESS ระยะแรกจะเป็นการลงทุนของ EGAT, MEA และ PEA ก่อน ทำให้โอกาสของเอกชนในช่วงแรกยังอยู่ที่งาน EPC ระบบและอุปกรณ์ มากกว่าการลงทุนเต็ม ขณะที่ Smart Meter แม้หน่วยงานรัฐเตรียมงบลงทุนไว้แล้ว แต่จะเริ่มใช้เงินหลัง PDP2026 ได้รับอนุมัติ จึงเป็นส่วนที่มีความเสี่ยงด้านดีเลย์มากขึ้น

Fundamental view: คงมุมมองกลุ่มโรงไฟฟ้า มากกว่าตลาด โดย GULF และ GUNKUL เป็น Top picks เพราะได้ประโยชน์จากงานที่เดินหน้าโดยไม่ต้องรอ PDP2026 มากที่สุด GULF เด่นจากการเป็นทั้งผู้พัฒนา Data Center และผู้ผลิตไฟฟ้า ขณะที่ GUNKUL ได้พร้อมกันจาก Direct PPA, Solar Rooftop และงานระบบสายส่ง

ส่วน WHAUP, WHA และ AMATA เป็นผู้ได้ประโยชน์รอบถัดไปเมื่อ TPA ขยายเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ GPSC มี Upside สูงจาก Direct PPA/BESS แต่ต้องดูจังหวะการดีเลย์ในบางส่วนเพิ่มด้วย

 

 

Bank Sector

สรุปกำไรกลุ่มธนาคาร (ที่ BLS ให้คำแนะนำ)
ภาพรวมกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารใน 3Q26 อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยกำไรสุทธิ 3Q26 ลดลง 11% YoY (และทรงตัว QoQ) จาก NIM และกำไรจากเงินลงทุนลดลง KKP เป็นธนาคารที่รายงานกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นสุด YoY ในทางกลับกัน กำไรสุทธิของ BBL, KTB และ SCB กลับปรับลดลง YoY ส่วนกำไรของ KBANK, TISCO, และ TTB ค่อนข้าง ทรงตัว YoY

ทั้งนี้ เราเห็นปัจจัยบวกของกลุ่มธนาคาร 2 เรื่อง ได้แก่ 1) คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคาปรับตัวดีขึ้น และ 2) NIM ของกลุ่มธนาคารปรับเพิ่มขึ้น QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ส่วนปัจจัยลบเราเห็นคือ cost/income ratio ปรับเพิ่มขึ้นบ้างใน 3Q26

โดยเมื่อมองไปข้างหน้าใน 4Q26 เราคาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 4% YoY (สินเชื่อเติบโตและ credit cost ลดลง) แต่ลดลง 10% QoQ (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล) โดยเราคาดแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารน่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีใน 4Q26 เพราะได้เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมา 2 ปีแล้ว ทำให้สินเชื่อใหม่ๆ มีคุณภาพที่ดีขึ้น

Fundamental view: เราเลือก KKP, KBANK และ KTB เป็น top picks จากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และให้ dividend yield สูง

BTG
เบทาโกร
โครงสร้างกำไรแข็งแกร่งขึ้น จากสัดส่วนสินค้าพรีเมียมช่วย
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 1.23 พันล้านบาท ทรงตัว YoY และเพิ่ม 114% QoQ ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 1.5 พันล้านบาท จากราคาหมูและเนื้อสัตว์ในประเทศที่อ่อนลง ต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น และผลกระทบชั่วคราวจากน้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นคาดฟื้นเป็น 14.6% จาก 14.1% ใน 2Q26 จากสัดส่วนการขายที่ดีขึ้น แม้ยังต่ำกว่า 15.0% ใน 3Q25
แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญ มองจุดแข็ง คือ BTG ลดการพึ่งพาราคาปศุสัตว์ในประเทศลงต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินค้าพรีเมียม ซึ่งคิดเป็น 57% ของยอดขายปี 2025 และคาดเข้าใกล้ 60% ในปี 2026 โดยมีอัตรากำไรเกือบ 2 เท่าของสินค้าทั่วไป ขณะที่ยอดขายต่างประเทศเพิ่มเป็นราว 20% ของรายได้ จาก 17% ในช่วง 3 ปีก่อน และบริษัทตั้งเป้าเติบโตอย่างน้อย 20% YoY การเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นยังยืนแถว 14–15% ได้ แม้ราคาหมูในประเทศผันผวนมาก

แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรฟื้นต่อจากคำสั่งส่งออกไปยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่จองถึงสิ้นปี รวมถึงความต้องการช่วงเทศกาล ขณะที่ราคาหมูไทยเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังกลุ่มผู้เลี้ยงประกาศปรับราคาแนะนำหน้าฟาร์มขึ้น 4 บาท/กก. เป็น 64 บาท/กก. มีผล 19 ต.ค. ส่วนราคาไก่ลดลงจากจุดสูงสุด 45 บาท/กก. เหลือ 42 บาท/กก. แต่ BTG มีสัดส่วนขายผ่านค้าปลีกและร้านอาหารมากขึ้น จึงช่วยลดผลกระทบจากราคาหน้าฟาร์มได้บางส่วน

Fundamental view: แม้เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026–27 ลง 5% และ 4% ตามลำดับ จากราคาปศุสัตว์ที่อ่อนกว่าคาดและต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น แต่ภาพกำไรของ BTG ยังมีความทนทานต่อความผันผวนราคาเนื้อสัตว์กว่ารอบก่อน จากสัดส่วนสินค้ากำไรสูง ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 7.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 12 เท่า จึงยังมีโอกาสให้ Valuation ขยับขึ้น คง ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 24 บาท

 

 

 


STECON
สเตคอน กรุ๊ป

STECONviction …beyond the blueprints
ภาพการลงทุนของ STECON เริ่มเปลี่ยนจากการมองเพียง “ผู้รับเหมา” ไปสู่บริษัทที่มีทั้ง งานก่อสร้างใหม่และรายได้ประจำจากการลงทุน โดยระยะสั้นมีโครงการภาครัฐและเอกชนจำนวนมากทยอยเข้าสู่ช่วงประมูล ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนของ Backlog ขณะที่ระยะถัดไป หากโครงการ Data Center และธุรกิจลงทุนเริ่มสร้างกำไรจริง จะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดกล้าให้ Premium Valuation ที่สูงขึ้นได้อีกขั้น
ในฝั่งงานรับเหมาฯ ฝั่งงานภาครัฐ โครงการสำคัญเริ่มขยับเข้าใกล้การประมูลมากขึ้น ทั้งรถไฟทางคู่ภาคใต้ 3 โครงการรวม 1 แสนล้านบาท ที่คาดเปิดประมูลต้นปี 2027, รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เฟส 2 งานโยธา 2.37 แสนล้านบาท ที่น่าจะชัดเจนเดือน ธ.ค. 2026 รวมถึงมอเตอร์เวย์ M5 มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท, M9 มูลค่า 5.6 หมื่นล้านบาท และด้านน้ำ พบว่ามีโครงการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกของลุ่มเจ้าพระยารวมๆ 9.5 หมื่นล้านบาท แต่ Highlight และ Upside งานใหม่ STECON น่าจะมาจากงานเอกชนมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่มีมีโอกาสรับงาน EPC ราว 4–5 หมื่นล้านบาท และยังมีโครงการสามารถสร้างรายได้ประจำจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน ตัวอย่างที่ชัดคือ EWS ซึ่ง STECON ทำ JV กับ EASTW ปัจจุบันมีลูกค้า Data Center 3 ราย พร้อมสัญญาขายน้ำ 20 ปี คาดเพิ่มกำไรระยะยาวของ STECON ได้ราว 3–5% ขณะที่ BN1 Data Center ในชลบุรี และ Project Gold (โครงสร้างให้เช่า) เป็นโอกาสเพิ่มเติมในอนาคตเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นกดดันของกลุ่มฯ ช่วงนี้ นักลงทุนกังวลด้านต้นทุนที่เพิ่ม แต่จากการศึกษาข้อมูลพบว่าในรายละเอียดรอบนี้ยังต่างจากช่วงปี 2020–22 (หลังโควิด และช่วงรัสเซีย-ยูเครน) เพราะแม้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่ม 6.9% YTD แต่ต้นทุนที่ขึ้นหลักมาจากคอนกรีต +9.3% ขณะที่เหล็กเพิ่มเพียง 1.1% เทียบกับรอบก่อนที่ราคาเหล็กเคยพุ่งราว 59% ซึ่งในอดีตอัตรากำไรของผู้รับเหมามีความสัมพันธ์เชิงลบกับราคาเหล็กมากกว่าปูน-คอนกรีต ซึ่งบริษัทสามารถบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนได้มากกว่ารอบก่อน อย่างไรก็ตาม เราประเมินหากต้นทุนวัสดุที่เพิ่ม 1% และกรณีส่งผ่าน-บริหารจัดการไม่ได้ จะกดอัตรากำไรขั้นต้นปี 2027 ราว 37bps ดังนั้น จึงต้องจับตาวิธีการ และผลลัพธ์ของการจัดการเหล่านี้ด้วย

Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 21 บาท มองเป็นจังหวะทยอยสะสม แต่การจะ Re-rate Valuation ไปมากกว่าระดับ 1.2 เท่านั้น ต้องเริ่มมาจากความมั่นใจต่องานประมูลที่จะมาเป็นซีรีย์ต่อกัน แล้วตามด้วยความชัดเจนของโครงการลงทุนในการสร้างฐานกำไรที่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ เราได้เชิญผู้บริหารมาให้มุมมองทั้งด้านโอกาสการขยายธุรกิจจากแผน สู่การปฏิบัติเพื่อสร้างกำไรให้ได้จริง รวมทั้งแนวทางจัดการต้นทุนที่ปรับตัวขึ้นมา ในวันนี้ 14.00 น.

 


รายงานผลประกอบการวันนี้

KTB
ธนาคารกรุงไทย

 


(+) KTB รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท (สูงกว่าที่เราคาด 10% และเป็นไปตามที่ตลาดคาด) ลดลง 14% YoY (NIM และกำไรจากเงินลงทุนลดลง) แต่เพิ่มขึ้น 4% QoQ (credit cost และค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง) แนวโน้มกำไร 4Q26 จะอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ลดลง 7% YoY และ 20% QoQ กดดันจากกำไรจากเงินลงทุนลดลงและค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น แม้เราคาดกำไรสุทธิ ปี 2026 จะลดลง 4% YoY แต่คาดกำไรจะกลับมาเติบโตได้ 8% YoY ในปี 2027 จากสินเชื่อเติบโตและ credit cost ลดลง ยังแนะนำ ซื้อ


KBANK
ธนาคารกสิกรไทย


(0) KBANK รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท (เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด) ลดลง 2% YoY และ 4% QoQ จากกำไรจากเงินลงทุนลดลง สินเชื่อ ณ สิ้น 3Q26 อยู่ที่ 2.6 ล้านล้านบาท (ตามคาด) เพิ่มขึ้น 6% YoY (และ ทรงตัว QoQ) จากสินเชื่อองค์กรเติบโต ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ของ KBANK ปรับตัวดีขึ้น QoQ แนวโน้มเราคาดกำไรสุทธิ 4Q26 จะอยู่ที่ราว 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY (สินเชื่อเติบโตและ credit cost ลดลง) แต่ลดลง 16% QoQ (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น) เราคาดกำไรสุทธิปี 2026-27 จะเติบโต 3% YoY และ 2% YoY นอกจากนี้ ยังคาด dividend yield ได้ราว 6% ยังแนะนำ ซื้อ

 


SCB
เอสซีบี เอกซ์


(0) SCB รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท (เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด) ลดลง 11% YoY และ 4% QoQ กดดันจากกำไรจากเงินลงทุน สินเชื่อ ณ สิ้น 3Q26 เพิ่มขึ้น 2% YoY (และทรงตัว QoQ) จากสินเชื่อองค์กรและบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ของ SCB ปรับตัวดีขึ้น QoQ ในไตรมาสนี้ แนวโน้มเราคาดกำไรสุทธิ 4Q26 จะอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY (Credit cost ลดลง) แต่ลดลง 3% QoQ (ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น) เราคาด dividend yield ที่ 7% ต่อปี จึงยังแนะนำ ถือ เพื่อรับปันผล

 

 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

วันนี้ เด้ง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ นักลงทุน เลี้ยวรถ กลับมาซื้อหุ้นแบงก์ อีกครั้ง หลังประกาศงบไตรมาส3ปีนี้ออกมา....

PTG ผนึก ศิริราช – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมส่งต่อโลหิตผ่าน "Social Innovation" ปี 2 เพื่อสังคมไทย "อยู่ดี มีสุข"

PTG ผนึก ศิริราช – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมส่งต่อโลหิตผ่าน "Social Innovation" ปี 2 เพื่อสังคมไทย "อยู่ดี มีสุข"

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้