สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 28 มกราคม 2569 )--------BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร (Digital Enterprise Transformation) เปิดแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งยกระดับศักยภาพการดำเนินงาน เตรียมกำลังพลรองรับงานโครงการขนาดใหญ่ รุกตลาดที่มีศักยภาพ พร้อมยกระดับธุรกิจต่อยอดบริการ เพื่อปูทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นใจผลประกอบการปีนี้เติบโตแข็งแกร่ง 20% สวนทางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความต้องการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กรที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI), Virtual Bank และนโยบาย Cloud First Policy
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า นับจากปี 2569 เทคโนโลยีจะเปลี่ยนบทบาทจากปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรไปเป็นโครงสร้างหลัก (Core Infrastructure) ของการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัลเชิงโครงสร้างและมองภาพระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI เพราะองค์กรที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่องค์กรที่ปรับตัวล่าช้ามีแนวโน้มเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว
“เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างหลักของการดำเนินธุรกิจแล้ว การยกระดับองค์กรในระยะถัดไปจะเข้าสู่กระบวนการสร้างและเชื่อมต่อ Digital Ecosystem ที่ผสานข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และการทำงานข้ามภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและขอบเขตของเครือข่ายดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาด้านดิจิทัลยังคงเป็นกระแสหลักที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร สุขภาพ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ ด้วยเหตุนี้ บลูบิค จึงมุ่งมั่นกับการเตรียมความพร้อมขององค์กร เพื่อรองรับทิศทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้องค์กรลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านองค์กรได้อย่างราบรื่นและเป็นรูปธรรม” นายพชร กล่าว
สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 ของบลูบิค แบ่งออกเป็น 3 แกนกลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวและตอกย้ำความเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโกลบอล ได้แก่
1) Client Value & Marketing Innovation: กลยุทธ์ Upsell และ Cross-sell ขยายการให้บริการกับลูกค้ารายเดิม พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ อาทิ ภาครัฐ ธุรกิจการศึกษา สุขภาพ และพลังงาน รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาบริการและโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, Cloud Computing และความยั่งยืน (Sustainability)
2) Operational Excellence & Scalable Growth: ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานและคล่องตัวมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงาน 10% ในปีนี้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำ AI มาใช้ทั้งในกระบวนการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน
3) Strategic Expansion & Long-Term Growth: วางรากฐานการเติบโตในระยะยาวด้วยการเสริมแกร่งการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ กลยุทธ์ขยายตัวผ่าน M&A และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และรองรับการลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
“การเติบโตอย่างต่อเนื่องของบลูบิคกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และความไว้วางใจจากลูกค้าที่สะท้อนผ่านสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 80% ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าแผนธุรกิจในปี 2569 จะสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้ตามเป้าหมาย และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพชร กล่าวเสริม
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังกดดันให้องค์กรต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนและประสานการทำงานระหว่างคน กระบวนการ ข้อมูล และเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) อย่างเต็มรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “Intelligent Enterprise” — องค์กรที่ตัดสินใจและดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูล เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ ทำให้องค์กรไทยต้องมองให้ชัดว่าเทคโนโลยีและ AI จะส่งผลต่อธุรกิจในจุดใดก่อน และควรลงทุนในส่วนใด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด จากการวิเคราะห์ของบลูบิค เทรนด์เทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านขององค์กรไทยในปี 2569 สามารถจำแนกออกเป็น 3 เมกะธีมหลัก ดังนี้
ธีม 1 — Hyperefficient Operations and Value Chain
ปี 2569 องค์กรไทยจะเร่งใช้เทคโนโลยีที่ทำให้กระบวนการทำงานฉลาดขึ้น ลดงานซ้ำซ้อนและต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เร็วขึ้น โดยเฉพาะในฟังก์ชันระบบงานหลังบ้าน (Back-Office) ลูกค้าสัมพันธ์ IT/DevOps และซัพพลายเชน ซึ่งจะเป็นกลุ่มงานที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ควบคู่กับการวาง “Intelligent Architecture Foundation” อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานสำคัญก่อนขยายการใช้งาน AI ในระดับองค์กร
1.1) Autonomous Back-Office: ระบบ AI ที่รับ–ตรวจสอบ–ประมวลผลข้อมูลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อทดแทนงานเอกสารจำนวนมากที่พึ่งพาแรงงานมนุษย์ (Straight-Through Processing – STP)
กรณีศึกษา (Use Case):
O กลุ่มธนาคาร บริการทางการเงิน และประกันภัย (BFSI): AI ตรวจสอบเอกสารสินเชื่อและเอกสารเคลมประกัน ลดเวลาการอนุมัติจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที
O ภาครัฐ: AI ตรวจสอบแบบฟอร์มราชการจำนวนมาก เพิ่มความเร็วของกระบวนการให้บริการประชาชน
1.2) Multiple AI Models for Planning and Forecasting: ประสานการใช้ AI หลายตัว (Composite AI Strategy) ตามจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละโมเดล เช่น Time-Series Forecasting ทำงานร่วมกับ Optimization Algorithms เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของ AI ตอบโจทย์ความต้องการธุรกิจได้อย่างแม่นยำในทุกมิติ
กรณีศึกษา (Use Case):
o ภาคการผลิต/ระบบซัพพลายเชน: ผสานการทำงานของหลายโมเดล AI บน ERP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น
· AI สำหรับคำนวณปริมาณสินค้าคงคลังและการบริหารวัตถุดิบ
· AI สำหรับวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับดีมานด์และกำลังการผลิตของเครื่องจักร
· AI ที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเส้นทางขนส่ง เพื่อประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์
1.3) AI Workflow Orchestration: เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อการทำงานหลายขั้นตอนให้เป็น Workflow เดียวกัน โดยมี AI Agent เป็นตัวประสานงาน รับเรื่อง วิเคราะห์ ส่งต่อ และจบงานอย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งยังสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาพื้นฐานระหว่างทาง เพื่อลดปัญหาคอขวดได้อีกด้วย (Autonomous Decision Making)
กรณีศึกษา (Use Case):
O ธุรกิจประกันภัย: การใช้ AI Orchestration ครอบคลุมทั้งงานเคลมประกัน ตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบการโกง/ฉ้อฉล ตลอดจนการจัดคิวอนุมัติประกัน
o ภาครัฐ: การใช้ AI ประสานงานบริการประชาชน เช่น รับเรื่องร้องเรียน → วิเคราะห์ → ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอัตโนมัติ
ธีม 2 — Intelligent and Adaptive Customer Experience
องค์กรธุรกิจกำลังก้าวข้ามจาก “จุดเริ่มต้น/Pilot Project” ไปสู่ “การขยายขอบเขตการใช้งาน AI ในองค์กร” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์/บริการที่ตอบโจทย์ ความต้องการ และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญนี้ ได้แก่
2.1) AI Recommendation Engine: โซลูชัน Ready-to-Use AI จะเข้ามาช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานได้ทันที คุ้มค่า และแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน AI หรือระบบหลังบ้านขนาดใหญ่รองรับ เหมาะสำหรับงานเฉพาะด้าน อาทิ งานฝ่ายบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และงานธุรการ
กรณีศึกษา (Use Case):
O กลุ่มธนาคาร/การเงิน: ใช้ระบบ AI สำหรับการปล่อยสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending AI) เพื่อประเมินความสามารถทางการเงินของลูกค้าอย่างแม่นยำและโปร่งใส ทำให้อนุมัติได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ
o ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ใช้ระบบแนะนำสินค้าอัจฉริยะ (Product Recommendation AI) ที่ติดตั้งและใช้งานได้ทันที เพื่อเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพในการขาย
2.2) AI-Enhanced Customer Service: บทบาทของ AI จะขยับจากการเป็น “เครื่องมือ (Tool)” ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลักของธุรกิจ ทำให้องค์กรสามารถให้บริการและดำเนินงานแบบอัตโนมัติครบวงจร (End-to-End) พร้อมสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง
กรณีศึกษา (Use Case):
o กลุ่มธนาคาร/การเงิน: ระบบศูนย์บริการลูกค้าอัจฉริยะ (AI Contact Center) และระบบติดตามหนี้อัตโนมัติ ที่นอกจากติดตามหนี้แล้ว AI Collections ยังสามารถนำเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนที่ลูกค้าจะผิดนัดชำระหนี้ (Prediction-Based Action) ได้อีกด้วย
O ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ระบบช่วยเหลือคำสั่งซื้อ (AI Order Support) ตอบคำถามลูกค้า ติดตามสถานะพัสดุ และแก้ไขปัญหาตั้งแต่หน้าบ้านถึงหลังบ้านแบบอัตโนมัติ
2.3) Hyper-personalization: AI ที่ “เข้าใจและใส่ใจมนุษย์ (Empathy Engine)” ด้วยการผสานความสามารถของ Multimodal AI เข้ากับข้อมูลเชิงลึกจากระบบหลังบ้าน (CDP/CRM) เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงความต้องการ เป็นธรรมชาติ และใกล้เคียงมนุษย์ที่สุดในทุก Touchpoint
กรณีศึกษา (Use Case):
o บริการลูกค้าสัมพันธ์: จาก Chatbot สู่ AI Empathy Agent ที่วิเคราะห์โทนเสียงและบริบท เพื่อเลือกวิธีตอบสนองที่เหมาะสมที่สุด หรือพิจารณาส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ — ทำให้การบริการเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และเป็นมนุษย์มากขึ้น
o ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: การใช้ AI ยกระดับ CX Personalization ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลของระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติ ทำให้ส่วนงานบริการหน้าบ้านสามารถส่งมอบบริการดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย
o ธุรกิจประกันภัย: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าให้กับลูกค้า พร้อมเพิ่มโอกาสในการทำ Cross Selling ให้บริษัท เช่น การขายประกันเดินทางแบบรู้ใจผ่านการให้ข้อมูลการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) แก่ลูกค้าเฉพาะราย พร้อมนำเสนอบริการอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ธีม 3 — Digital Trust and Resilience
เมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการกำกับดูแลจึงกลายเป็นประเด็นที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูล ความโปร่งใสของโมเดล และผลกระทบทางกฎหมาย แนวโน้มสำคัญในปี 2569 ได้แก่
3.1) Zero-Trust AI Access: การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของโมเดล AI อย่างละเอียดในทุกระดับ (Layer) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่จำเป็นและลดความเสี่ยงด้านการละเมิดความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล
กรณีศึกษา (Use Case):
O กลุ่มธนาคารและการเงิน: ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและข้อมูลธุรกรรมการเงิน ในการนำไปเสริมการเรียนรู้ของโมเดล AI เช่น ระบบบัญชีหรือระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM)
3.2) AI-Powered Cyber Defense: ระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่ใช้ AI ตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองภัยคุกคามยุคถัดไปที่มีทั้งความเร็วและปริมาณมหาศาลแบบเรียลไทม์ พร้อมรับมือการโจมตีรูปแบบใหม่ เช่น Deepfake Phishing และการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ
กรณีศึกษา (Use Case):
o สถาบันการเงินและประกันภัย: ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติหรือพฤติกรรมเสี่ยงแบบทันที (Real-time Anomaly & Fraud Detection)
O องค์กรขนาดใหญ่: วิเคราะห์ทราฟฟิกเครือข่ายเพื่อป้องกันการบุกรุก (AI-Driven IDS/IPS)
O ค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ป้องกัน Bot Attack, Credential Stuffing และการปลอมแปลงคำสั่งซื้อ
3.3) AI Governance Framework: กรอบกำกับดูแลการใช้ AI เพื่อให้ระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานองค์กร โดยเฉพาะในกรณีการใช้ AI ตัดสินใจเชิงนโยบายหรือมีผลต่อผู้บริโภค
กรณีศึกษา (Use Case):
o กลุ่มธนาคารและการเงิน: การกำกับดูแลโมเดลสินเชื่อให้สามารถอธิบายเหตุผลการอนุมัติหรือปฏิเสธได้อย่างโปร่งใส
“การก้าวสู่ Intelligent Enterprise ไม่ได้วัดกันแค่การปรับใช้เทคโนโลยี แต่ต้องให้ความสำคัญกับ ขีดความสามารถในการสร้างระบบที่คิด วิเคราะห์ และเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้จริง องค์กรที่สามารถผสานการทำงานระหว่าง AI กับคน กระบวนการ และข้อมูลอย่างเป็นหนึ่งเดียว จะเป็นผู้กำหนดเกมในยุคถัดไป ซึ่ง บลูบิค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร ตระหนักถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ จึงมีการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในส่วนของกำลังพล เพื่อรองรับกับความต้องการในทุกมิติขององค์กรลูกค้า ” นายพชร กล่าว