Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

102


ต่างชาติซื้อหุ้นไทยแล้ว ซื้ออยู่ หวังซื้อต่อ


HORIZON MARKET VIEW
• นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนหนัก อ่อนค่าราว -2.6%YTD ให้หลุด 95จุด จากปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากดดันรอบด้าน รายละเอียดดังนี้ 1. ค่าเงินเยน (มีสัดส่วนในตะกร้าดอลลาร์ 13.6% สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากยูโร) แข็งค่า 2.4% 2.ความเสี่ยง US GOVERNMENT SHUTDOWN ในวันที่ 31 ม.ค. 69 3. ปธน. ทรัมป์ไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์ 4. ความคาดหวังว่า FED จะปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งในปีนี้ หลังเปลี่ยนประธาน FED คนใหม่
• สัญญาณการเคลื่อนย้ายเม็ดเงิน DE-DOLLARIZATION หนุนให้ราคาสินค้าCOMMODITY ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ +19.9%YTD และราคาน้ำมันดิบ BRENT ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน +11.3%YTD มองเป็นบวกต่อGOLD19, GOLD03, OIL03, PTT, PTTEP, IVL เป็นต้น

 

REGION RADAR
• หุ้นกลุ่ม DEFENSE รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาแข็งแกร่ง นำโดย RTX CORP รายงานรายได้อยู่ที่ $2.42 หมื่นล้าน
+12% YOY ขณะที่ EPS อยู่ที่ $1.55 +1% YOY โดยบริษัทมีผลประกอบการแข็งแกร่งในทุก SEGMENT
• MICRON ประกาศลงทุนขยายโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำในสิงคโปร์ มูลค่า $2.4 หมื่นล้าน สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทว่าภาวะขาดแคลนอุปทานชิปหน่วยความจำจะดำเนินต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า แนะนำเก็งกำไร DR: MICRON01

 

THAI FOCUS
• ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ในสภาวะฟื้นตัวเปราะบางท่ามกลางเงินบาทแข็ง แม้จะมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่งและการลงทุนที่รอเม็ดเงินจริง
• การที่ GDP โตเพียง 2% และการส่งออกที่แทบไม่ขยายตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรัดกุม ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจซึมยาวไปมากกว่าน

HORIZON MARKET VIEW
หลายปัจจัยลุมเล้า กดดันดอลลาร์อ่อนค่า
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนหนัก อ่อนค่าราว -2.6%YTD ให้หลุด 95 จุด จากปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากดดันรอบด้าน รายละเอียดดังนี้

1. ค่าเงินเยน (มีสัดส่วนในตะกร้าดอลลาร์ 13.6% สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากยูโร) แข็งค่า 2.4% สู่ระดับ153.0 เยน/ดอลลาร์ หลังนายกฯ ญี่ปุ่นออกคำเตือนในวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลพร้อมดำเนินมาตรการแทรกแซงค่าเงินท่ามกลางเงินเยนอ่อนและ BOND YIELD ที่พุ่งสูง ซึ่งประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ความเสี่ยงที่ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นจะปั่นป่วน หลังรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเปิดประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 40 ปีในวันนี้โดยผลกระทบต่อ BOND YIELD อาจพุ่ง หาก DEMAND การซื้อพันธบัตรอ่อนตัวเสี่ยงกดดันเยนอ่อนค่า และอาจนำไปสู่การแทรกแซงค่าเงิน

2. ความเสี่ยง US GOVERNMENT SHUTDOWN ในวันที่ 31 ม.ค. 69(ผลโพลจาก POLYMARKET ให้น้ำหนัก 80%) หลังพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มจะไม่ให้ผ่านงบประมาณ หากรีพับลิกันไม่ตัดงบกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

3. ปธน. ทรัมป์ไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยให้สินค้าสหรัฐฯ มีราคาถูกขึ้นในต่างประเทศ และอาจลดการขาดดุลการค้า ขณะที่ค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลังของ DOLLAR INDEX อยู่ที่93.2 จุด

4. ความคาดหวังว่า FED จะปรับลดดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งในปีนี้ หลังเปลี่ยนประธาน FED คนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อว่าที่ประธาน FED ในสัปดาห์นี้ ซึ่งผลโพล POLYMARKET ให้โอกาส46% คาดนายริก รีเดอร์ (RIEDER) ผู้จัดการการลงทุนตราสารหนี้จากบริษัทแบล็คร็อค ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก จะเป็นตัวเต็ง ขณะที่แนวคิดเดินหน้านโยบายการเงินของ RIEDER ไปทาง สายกลาง–ระมัดระวัง (DOVISH)

 

สัญญาณการเคลื่อนย้ายเม็ดเงิน DE-DOLLARIZATION หนุนให้ราคาสินค้า COMMODITY ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ +19.9%YTD และราคาน้ำมันดิบ BRENT ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน+11.3%YTD อีกทั้งวานนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้ SENTIMENT เชิงบวกจากพายุฤดูหนาวขนาดใหญ่ได้พัดถล่มแหล่งผลิตน้ำมัน และกระทบต่อโรงกลั่นน้ำมันตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ (สูญเสียกำลังการผลิตราว2 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็นราว 15% ทั้งประเทศ) รวมถึงความล่าช้าของการกลับมาผลิตน้ำมันในแหล่งเทงกิซในคาซัคสถาน หลังหยุดไปชั่วคราวจากเหตุระบบกระแสไฟฟ้าขัดข้องอย่างรุนแรงสำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จาก COMMODITY พุ่ง มองเป็นบวกต่อ GOLD19, GOLD03, OIL03,PTT, PTTEP, IVL เป็นต้น


REGION RADAR
หุ้นกลุ่ม DEFENSE รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาแข็งแกร่ง
วานนี้หุ้นกลุ่ม DEFENSE ส่วนใหญ่รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาแข็งแกร่ง โดยมีรายได้และกำไรสูงกว่าคาด ด้าน RTX CORP รายงานรายได้อยู่ที่ $2.42 หมื่นล้าน +12% YOY (สูงกว่าคาด 7.1%) ขณะที่ EPSอยู่ที่ $1.55 +1% YOY (สูงกว่าคาด 5.7%) โดยบริษัทมีผลประกอบการแข็งแกร่งในทุก SEGMENT โดยเฉพาะPRATT & WHITNEY และ RAYTHEON แนวโน้มปี 2026 บริษัทคาดรายได้อยู่ที่ $9.2-$9.3 หมื่นล้าน สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์


NORTHROP GRUMMAN รายงานรายได้อยู่ที่ $1.17 หมื่นล้าน +10% YOY (สูงกว่าคาด 0.8%) ขณะที่ EPSอยู่ที่ $7.23 +13% YOY (สูงกว่าคาด 3.6%) หนุนจากธุรกิจ AERONAUTICS SYSTEMS +4% YOY และธุรกิจSPACE & MISSION SYSTEMS มีอัตราการทำกำไรแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ GUIDANCE รายได้อยู่ที่$4.37 หมื่นล้าน ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์เล็กน้อย

 

BOEING รายงานรายได้อยู่ที่ $2.39 หมื่นล้าน +57% YOY (สูงกว่าคาด 6%) ขณะที่ EPS พลิกกลับมามีกำไรอยู่ที่ $9.92 (ตลาดคาด $-0.46) โดยไตรมาสนี้บริษัทส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ได้สูงถึง160 ลำ เพิ่มขึ้นราว300% YOY ส่งผลให้กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ


MICRON ลงทุน $2.4 หมื่นล้าน ลงทุนในสิงคโปร์
MICRON ขยายโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำในสิงคโปร์ มูลค่า $2.4 หมื่นล้าน สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทว่าภาวะขาดแคลนอุปทานชิปหน่วยความจำ (MEMORY SUPPLY CONSTRAINTS) จะดำเนินต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ด้าน AI

แนะนำเก็งกำไร DR: MICRON01

 

THAI FOCUS
เจาะลึกเศรษฐกิจไทยต้นปี 2569 เมื่อเงินบาทแข็งค่าสวนทาง GDP ที่ชะลอตัว
ค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับ 33.00 บาท/เหรียญฯ ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 30.94 บาท/เหรียญฯ ในช่วงต้นปี 2569 (ปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่า 6.25%) สาเหตุหลักของการแข็งค่า สอดคล้องกับข้อมูล ยอดคงค้างบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) ของคนไทย ในเดือน ธ.ค.68 ที่มียอดลดลงกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท) การลดลงนี้สะท้อนว่านักลงทุนไทยมีการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกลับมาถือครองเงินบาท หรือนำเงินกลับเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งแรงเทขายดอลลาร์นี้เองที่เป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว


ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ภาคเศรษฐกิจจริงกลับส่งสัญญาณที่ต้องระมัดระวัง ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลง โดยมีสาระสำคัญดังนี้
• ปี 2568 (ปีที่ผ่านมา) : สศค. ปรับลดตัวเลข GDP เหลือโตเพียง 2.2% (จากเดิมคาดไว้ 2.4%) สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจในไตรมาส 3Q68 ที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด โดยอยู่ที่เพียง 1.2% เท่านั้น แม้ว่าในไตรมาส 4 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยพยุงไว้ก็ตาม

• ปี 2569 (ปีปัจจุบัน) : สศค. ประเมินการขยายตัวไว้ที่2.0% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับปานกลาง โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงฝากความหวังไว้ที่ ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น 7% หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35.5 ล้านคน

อย่างไรก็ตามมีความท้าทายที่น่ากังวลอยู่ 2 อย่าง คือ 1.ภาคการส่งออกแผ่วลงคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.6%(ลดลงอย่างมีนัยฯจากปี 2568 ที่คาดว่าจะโต 9.0%) สถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น เมื่อภาวะ "เงินบาทแข็งค่า"(หลุด 31 บาท/ดอลลาร์) ซึ่งจะทำให้รายได้ของผู้ส่งออกเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทลดลง และเสียเปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง 2.เงินเฟ้อต่ำผิดปกติคาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 0.3% (หลังจากติดลบ 0.1% ในปี 2568) ตัวเลขที่ต่ำแบบนี้ สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต


ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ในสภาวะ "ฟื้นตัวเปราะบางท่ามกลางเงินบาทแข็ง" แม้จะมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่งและการลงทุนที่รอเม็ดเงินจริง แต่การที่ GDP โตเพียง 2% และการส่งออกที่แทบไม่ขยายตัวประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรัดกุม ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจซึมยาวไปมากกว่านี้

 

SYNAPSE STRATEGY
ตักตวงหุ้นที่ต่างชาติทยอยซื้อเด่น
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเร็วในเดือนนี้ -2.6%MTD ทำให้เห็นเม็ดเงินกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ และนักลงทุนต่างชาติยังได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ ในมุมนักลงทุนต่างชาติ (สกุลเงิน USD) ในเดือนนี้ พบว่า ทองคำ +19.4%, ตลาดหุ้น EM +9%, น้ำมัน 7.7%, ตลาดหุ้นไทย7.3%, ตลาดหุ้นยุโรป +5.4%, ตลาดหุ้นฮ่องกง +4.6% ชนะตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500)1.2%


หรืออีกมุมเทียบผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ ในมุมนักลงทุนไทย (สกุลเงิน THB) ในเดือนนี้ พบว่า ทองคำ+13.2%, ตลาดหุ้น EM +7.6%, น้ำมัน 6.3%, ตลาดหุ้นไทย 5.9%, ตลาดหุ้นยุโรป +4.1%, ตลาดหุ้นฮ่องกง+3.3% ชนะตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) -0.1%


FUND FLOW ยังมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นในแถบเอเชีย รวมถึงไทยต่อ จากความกังวลเรื่อง DEDOLLARIZATION อยู่ในช่วงนี้ ดังนี้
▪ ความไม่แน่นอนเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ที่เกิดถี่ขึ้น
▪ ความหวังเร่งลดดอกเบี้ยสหรัฐ จากการรอทรัมป์ประกาศชื่อประธาน FED คนใหม่ ที่น่าจะ DOVISH ขึ้นต่างทิศทางกับบางประเทศที่เริ่มทรงๆ หรืออาจขึ้นดอกเบี้ย
▪ ความกังวลนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกืจได้น้อยลง ทั้งกังวลเรื่อง GOVERNMENTSHUTDOWN, การใช้งบทางการทหารเพิ่ม และศาลฎีกาอาจตัดสินเรื่อง TARIFF ในเดือน ก.พ.ขณะที่เดือนนี้FUND FLOW ยังไหลเข้าหุ้นในภูมิภาคอย่างชัดเจน


กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเอนเอียงน้ำหนักมาที่แถบเอเชีย ส่วนหุ้นไทยเลือกตักตวง 10 หุ้นที่ต่างชาติทยอยสะสมเด่นในปีนี้ คือ ADVANC, BDMS, TU, CPN, CENTEL, BCP, TTB, PTT, KTB, IVL

 



จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

หุ้นอินโด ดิ่ง7.34% By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็นเช้าวันนี้ ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปรับตัวลง 7.34% หลังจาก MSCI Inc. MSCI Inc. ....

ตามน้ำ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ชั่วโมงนี้ เล่นหุ้น ก็ต้องตามน้ำ มิควร ฝืนกระแส โฟกัสหุ้นใหญ่ พิมพ์นิยม แบงก์ ไอซีที ชิ้นส่วนฯ พลังงาน.....

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้