Market Wrap-Up
- SET วันที่ 22 ม.ค.69 ปิด -5.92 จุด อยู่ที่ 1,311.64 จุด มูลค่าการซื้อขาย 72,724 ลบ.ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 1,701 ลบ.รายย่อยซื้อ 4,225 ลบ. สถาบันขาย 5,692 ลบ. และต่างชาติขาย 234 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 507 ลบ. ซื้อ BDMS,KTB,PTTEP,PTT,GULF และขาย TRUE,KBANK,DELTA,SCB,ADVANC มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 2,807 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CN23,CNSTAR5023,BJC โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Short ใน Index Futures จำนวน 2,174 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 70,949 สัญญา ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 4,222 ลบ
Market View
- DJIA +0.63%, S&P500 +0.55%, Nasdaq +0.91% หลัง ปธน.ทรัมป์ได้หารือกรอบข้อตกลงในประเด็นกรีนแลนด์กับเลขาธิการนาโตแล้ว และสั่งยุติแผนเก็บภาษีศุลกากรสินนำเข้าจาก 8 ชาติพันธมิตรยุโรป ส่งผลให้หุ้นกลุ่มบริการสื่อสาร +1.57%, สินค้าฟุ่มเฟือย +1.22% และหุ้นกลุ่ม Magificant 7 ปรับขึ้นนำโดย Meta Platform +5.7%, Tesla +4.2% อยู่ระหว่างรอการรายงานกำไรในสัปดาห์หน้า ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจ US GDP Q3/68 +4% ดีกว่าคาดที่ +4.3% QoQ และ US PCE พ.ย. ปรับขึ้นอยู่ที่ 2.8% & ต.ค. 2.7% YoY ค่ำวันนี้ติดตาม US PMI ภาคผลิต & บริการ, ม.มิขิแกนรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. และวันพุธหน้าติดตามผลการประชุม Fed ซึ่งคาดมีโอกาสคงดอกเบี้ยที่ 3.75%
- Stoxx600 ยุโรป +1.03% ฟื้นตัวหลัง ปธน.ทรัมป์เผยได้หารือกรอบข้อตกลงเบื้องต้นกับเลขาธิการนาโตแล้ว จึงสั่งยุติแผนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้านำเข้าจากยุโรป 8 ขาติ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มก่อสร้าง, ธนาคาร +2%, กลุ่มยานยนต์ +2.3% นำโดย Volkswagen +6.5% ขณะที่กลุ่มกลาโหม -2% หลัง ปธน.ทรัมป์ได้หารือกับ ปธน.ยูเครน เพื่อปูทางสู่การยุติสงครามรัสเซีย – ยูเครน ส่วนค่ำวันนี้ติดตาม PMI ภาคผลิต & บริการยูโรโซน, อังกฤษ ม.ค.
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิเกอิ +1.73% หลังความกังวลต่อข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐ – ยุโรปในกรณีเกาะกรีนแลนด์ และได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ & AI ส่วน Kospi เกาหลีใต้ +0.87% ได้แรงหนุนจากหุ้น Samsung Electronics +1.87%, SK Hynix +2.03% หลังถ้อยแถลง CEO ของ Nvidia ในงาน WEF มีมุมมองบวกต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ +0.14% หลัง กลต.จีนได้สั่งปรับอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียรายหนึ่งเป็นเงิน 12 ล.ดอลลาร์สหรัฐในข้อหาปั่นหุ้น และยังเพิ่มเกณฑ์การควบคุม HFT & เพิ่มการวางเงินประกันขั้นต่ำสำหรับบัญชีมาร์จิ้น ข้อมูลเศรษฐกิจวันนี้ติดตามผลการประชุม BOJ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.75% และ CPI ญี่ปุ่น ธ.ค.
- SET +1.63% ปริมาณการซื้อขาย 8 หมื่น ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 2,666 ลบ. รายย่อยซื้อ 3.163 ลบ. สถาบันขาย 3,813 ลบ. และต่างชาติขาย 2,017 ลบ. โดยดัชนีปรับลดลงจากแรงขาย TRUE -14.5% หลัง Telnor ขายหุ้น TRUE ในสัดส่วน 24.95% ที่ราคาหุ้นละ 11.7 บาท มูลค่ารวม 1.0 แสน ลบ. ให้กับ Arise Venture Group ของกลุ่มเจียรวนนท์ ส่งผลให้นักลงทุนไม่มั่นต่อใจต่อแนวทางการบริหารงาน รวมถึงความสามารถในการจ่ายปันผลของ TRUE ในอนาคต จากประเด็นลบดังกล่าวส่งผลให้หุ้น Big Cap ในกลุ่มไอซีที, ค้าปลีก, ขนส่ง, พลังงาน และ รพ ถูกแรงขายทำกำไรไปด้วย.ขณะที่กลุ่มที่ช่วยหนุนดัชนี คือ อิเล็ก ฯ +3.5% ปรับขึ้นตามกลุ่มเทค ฯ ในตลาดเอเชียเหนือ และกลุ่มธนาคาร +0.8% เริ่มฟื้นตัว หลังรายงานกำไร Q4/68 ชะลอตัว QoQ ซึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง และกำไรจากเงินลงทุน & FVTPL ที่ปรับลดลงตามภาวะตลาดทุน & ตลาดเงิน โดยภาพรวมสัปดาห์เริ่มมีสัญญาณบวกของ Fund Flow ต่างชาติที่เริ่มซื้อสะสมหุ้นไทยในกลุ่มปิโตเคมี, พลังงาน, ค้าปลีก, รพ. ที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่เทรดอยุ่ในระดับ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สัปดาห์หน้าติดตามการรายงานกำไร Q4/68 ของกลุ่ม Real Sector
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,300 แนวต้าน 1,320 – 1,330 คาดดัชนีได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติที่ทยอยซื้อหุ้น Big Cap กลุ่มปิโตรเคมี, โรงไฟฟ้า,ค้าปลีก, รพ.,อสังหาฯ ที่เทรดใน P/E ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แนะนำทยอยซื้อ ADVANC,CPALL,CPN,GULF,BDMS,LH,SPALI
- TACC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 6.45 บาท) งวด3Q68 รายงานกำไรสุทธิ 90 ล้านบาท +14%QoQ, +48%YoY มีปัจจัยหนุนจากรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแผนการขยายสาขาของ 7-11 และร้านกาแฟพันธ์ไทย ด้าน GPM ทรงตัวในระดับ 32% แม้ต้นทุนเมล็ดกาแฟเพิ่มขึ้น QoQ เช่นเดียวกับ SG&A ที่ทรงตัวได้สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี แนวโน้ม 4Q68 คาดรายได้และกำไรเร่งขึ้นตาม seasonal ส่วนในปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 10-15%YoY ตามจำนวนร้านกาแฟพันธ์ไทยที่เร่งขยายสาขา ส่วน 7-11 จะเน้นเพิ่มสินค้าใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อขยายฐานลูกค้า คาดรักษา GPM 32% ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 310 ล้านบาท +26%YoY และ 334 ล้านบาท +8%YoY Div.Yield 9-10%
- KLINIQ (ซื้อสะสม / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) แม้กำไรสุทธิ 3Q68 กดดันจากการเร่งขยายสาขาและค่าใช้จ่ายในการปิด 2 สาขาที่ Underperformed ขณะที่ฝั่งรายได้มีปัจจัยลบจากคุณหมอศัลยกรรมลาคลอดเต็มไตรมาสอย่างไรก็ตาม คงมุมมองว่า 4Q68 จะเป็นจุดสูงสุดการดำเนินงานปี69 และ +YoY +QoQ โดยแม้จะมีการเปิดสาขาใหม่อีกราว3 แห่ง แต่การเปิดสาขายังน้อยกว่าใน 2Q68-3Q68 ขณะที่คาดว่ารายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ในช่วงก่อนหน้าจะเริ่มเร่งตัวขึ้น ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 428ลบ.(+19%YoY) ตามลำดับ
Daily Key Factors
Oil Update(-) WTI มี.ค. -$1.26 อยู่ที่ $59.36 / บาร์เรล, Brent มี.ค. -$1.18 อยู่ที่ $64.06/บาร์เรล หลัง ปธน.ทรัมป์เผยยังไม่ความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทางทหารกับอิหร่าน ขณะที่ ปธน.ทรัมป์ได้หารือกับ ปธน.ยูเครนเพื่อหาแนวทางยุติสงครามรัสเซีย – ยูเครน ส่วน EIA รายงานสต็อคน้ำมันดิบสหรัฐสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 3.6 ล.บาร์เรล สวนทางคาดจะลดลง 1.1 ล.บาร์เรล
Gold Update(+) Comex Gold ก.พ.+$75.90 อยู่ที่ $4,913.40/ออนซ์ โดยทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และได้แรงหนุนจาก Dollar Index อ่อนค่า -0.41% อยู่ที่ 98.359
Fund Flow(-) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ขายสุทธิ -81.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นไทย -7.46 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นอินโด -78.48 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +4.80 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้ทรงตัวอยู่ที่ 31.12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ทรงตัวอยู่ที่ 4.249 %
(-) ดัชนี BDI ปิด -42 จุด อยู่ที่ 1,761
(-) BitCoin เช้านี้ -0.48% อยู่ที่ 89,657 ดอลลาร์สหรัฐ
(+)CPI ญี่ปุ่น ธ.ค.ลดลงอยู่ที่ 2.4% & พ.ย. 3.0% YoY
Economic Calendar
ในประเทศ
30 ม.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย
สัปดาห์ที่3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
สัปดาห์ที่4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
สศค.รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค,
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
ต่างประเทศ
19 ม.ค. CNดัชนีจีดีพี (GDP) ของจีน (ไตรมาส 4)
EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ปีต่อปี) (ธ.ค.)
22 ม.ค. US ดัชนีจีดีพี (ไตรมาสต่อไตรมาส) (ไตรมาส 3)
US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
US ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index (พ.ย.)
23 ม.ค. JP การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการ (ม.ค.)
US ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต (ม.ค.)
Theme Strategy
เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง
(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*
(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB
(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*
(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*
(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*
(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*
(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 35% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio January 2026: PYLON*, GULF, ADVANC, PTTEP, IVL
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th