Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

ปี '68 ธุรกิจตั้งใหม่ยังมีแรง เติบโตใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต่างชาติลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี ด้านสกัดนอมินีบัญชีม้ายังเข้ม ปี '69 ใช้เทคโนโลยีสกรีนกลุ่มเสี่ยงแบบพุ่งเป้า เดินหน้าสร้างธุรกิจไทยโปร่งใส

117

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (20 มกราคม 2569 )-----กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ธ.ค. 68 และตลอดปี 68 โดย ธ.ค. 68 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 5,187 ราย เพิ่มขึ้น 18.51% เมื่อเทียบกับช่วง ธ.ค. 67 ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในไทยตลอดปี 2568 มีเงินลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี และกรมฯ พร้อมยืนยันเดินหน้าปราบปรามนอมินีและนิติบุคคลบัญชีม้าอย่างเข้มข้น ควบคู่การยกระดับมาตรการเชิงรุกในปี 2569 เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม

          นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนธันวาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 5,187 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (5,554 ราย) ลดลง 367 ราย คิดเป็น 6.61% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)    เดือนธันวาคม 2567 (4,377 ราย) เพิ่มขึ้น 810 ราย คิดเป็น 18.51%

          ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 13,385 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (14,860 ล้านบาท) ลดลง 1,475 ล้านบาท คิดเป็น 9.92% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนธันวาคม 2567 (22,895 ล้านบาท) ลดลง 9,510 ล้านบาท คิดเป็น 41.54%

          ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 1,168 ราย เพิ่มขึ้น 771 ราย คิดเป็น 194.21% ทุนจดทะเบียน 799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26 ล้านบาท คิดเป็น 0.26% 2) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด มีจำนวน 1,410 ราย เพิ่มขึ้น 462 ราย คิดเป็น 48.73% ทุนจดทะเบียน 13,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,440 ล้านบาท คิดเป็น 263.64% และ 3) ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร   มีจำนวน 1,961 ราย เพิ่มขึ้น 449 ราย คิดเป็น 29.70% ทุนจดทะเบียน 2,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 567.37 ล้านบาท คิดเป็น 23.55%

            ภาพรวมการจัดตั้งใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับ      ปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับ   ปี 2567 (285,745 ล้านบาท)

          การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวน 6,112 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM)      เดือนพฤศจิกายน 2568 (2,494 ราย) เพิ่มขึ้น 3,618 ราย คิดเป็น 145.07% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)   กับเดือนธันวาคม 2567 (6,065 ราย) เพิ่มขึ้น 47 ราย คิดเป็น 0.77%

            ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 17,797 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (10,979 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6,818 ล้านบาท คิดเป็น 62.10% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนธันวาคม 2567 (35,102 ล้านบาท) ลดลง 17,305 ล้านบาท คิดเป็น 49.30%

ภาพรวมการจดทะเบียนเลิกตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับ          ปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท)

          (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,050,079 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.88 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 967,210 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.42 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 769,590 ราย คิดเป็น 79.57% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.37 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,115 ราย คิดเป็น 20.28% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,505 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.62 ล้านล้านบาท

          สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดคือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 525,178 ราย ทุนจดทะเบียน 13.69 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 316,894 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,138 ราย    ทุนจดทะเบียน 7.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.30%, 32.76% และ 12.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

 

การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 และตลอดปี 2568

            การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนธันวาคม 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 105 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว28 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 12,986 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ

           สำหรับตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 1,078 ราย  โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย เงินลงทุน          รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564 - 2568)

            โดยการอนุญาตฯ ตลอดปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (954 ราย) และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (228,106 ล้านบาท)

            ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท 2) สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท        3) จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท 4) สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท 5) ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย         เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 312 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท

            การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 (301 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท

 

ผลการดำเนินงานปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 2568 และแผนการดำเนินงานการป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้าปี 2569       

          1) ผลงานปี 2568 เดินหน้าปราบปรามนอมินี–บัญชีม้าเชิงรุก

              กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเฉพาะด้านครอบคลุมการป้องกันการจดทะเบียน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และด้านกฎหมาย พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รวม 17 หน่วยงานหลัก มุ่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม          ตามแผนงานที่ตั้งไว้ประจำปีที่มีเป้าหมายกว่า 46,918 ราย ได้แก่ 1) ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์   3) e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6) ก่อสร้างทั่วไป ประกอบกับกรมฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมตามข้อร้องเรียนจากประชาชนและติดตามความเคลื่อนไหวจากข่าว พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินีและการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหลายกรณี อาทิ การพบผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจถือครองที่ดิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และยังได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชลบุรี และภูเก็ตด้วย ทั้งนี้ กรมฯ ได้ส่งข้อมูลผู้เข้าข่ายกระทำความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

          2) ภารกิจเร่งด่วนปราบนอมินีบัญชีม้ารอบ 3 เดือน (ต.ค. - ธ.ค. 68) ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี      สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน "กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย"           และแต่งตั้งคณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน     ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย ให้มารับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยลงพื้นที่ตรวจสอบใน 12 พื้นที่สำคัญ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ซึ่งพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย พร้อมส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย ขณะเดียวกันได้จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานมหกรรม "รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า" เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้นักบัญชีเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย รวมทั้งออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพจดทะเบียนนิติบุคคลและนำไปเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อป้องกันนอมินีคนไทยให้การช่วยเหลือสนับสนุนชาวต่างชาติกระทำความผิด

          3) ยกระดับมาตรการปี 2569 เพิ่มการใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทาง        กรมฯ จะใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศแบบเชิงลึกและพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งมีเป้าหมาย 21,459 ราย และตรวจสอบบัญชี-      งบการเงิน และกลุ่มเสี่ยงนอมินีและกลุ่มบุคคลในบัญชีม้า HR03 จำนวน 4,554 ราย รวมถึงสำนักงานรับทำบัญชีและให้คำปรึกษาธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อระบุพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายนอมินีบัญชีม้า        "ทั้งนี้ กรมฯ จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการเข้ม '4 คำสั่ง 2 ประกาศ' ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และบุคคลเสี่ยงสูง เพื่อสร้างระบบธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา" อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เงินไหลเข้า By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ บาทแข็ง เงินไหลเข้าตลาดหุ้น ต่อเนื่อง เช้าวันนี้ เงินนอก คงไหลเข้าต่อเนื่อง นักลงทุน ....

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้