Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

121

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ

อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและทองคำ
สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนโดยรวมเคลื่อนไหวในเชิงบวก โดยสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่เราติดตามสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ นำโดยดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่ขยับขึ้น 0.3% ซึ่งได้รับแรงส่งสำคัญจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ปรับตัวขึ้น 1.7% โดยมีแรงซื้อกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมี (+8.1%), กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (+7.1%), กลุ่มสื่อสาร (+5.6%) และกลุ่มพลังงาน (+3.5%)


ทางด้านสินทรัพย์ทางเลือก กลุ่มโลหะมีค่าปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะโลหะเงิน (Silver) ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการพุ่งขึ้นถึง 12.9% ตามมาด้วยทองคำที่ปรับขึ้น 1.9% สวนทางกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7–10 ปี ที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.4%


ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นระลอกใหม่ กำลังตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) ครั้งสำคัญ ความมั่นคงได้ถูกยกระดับกลับมาเป็นแกนกลางของนโยบายรัฐ ส่งผลให้การเพิ่มงบประมาณกลาโหมไม่ใช่เพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่เป็นกระแสหลักที่ผลักดันหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ (Defense) และอากาศยาน (Aerospace) อย่างมีนัยสำคัญ


เปิดฉากปี 2026 โลกต้องเผชิญกับความตึงเครียดรอบด้าน ตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ท่าทีที่แข็งกร้าวเรื่องกรีนแลนด์ที่กระทบความสัมพันธ์ NATO ไปจนถึงความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน ที่ลุกลามสู่สงครามการค้าและการควบคุมสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ ปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนสถานะของความมั่นคง จากการเจรจาทางการทูต สู่การเตรียมความพร้อมป้องกันประเทศเพื่อความอยู่รอดทางยุทธศาสตร์
ข้อมูลจาก Stockholm International Peace Research Institute ชี้ว่า งบกลาโหมโลกแตะระดับ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องสู่ช่วง 4.7–6.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของโลก ไม่ใช่เพียงความผันผวนชั่วคราวจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
นักลงทุนตอบรับประเด็นนี้ด้วยการ Re-rating หุ้นกลุ่ม Defense และ Aerospace จากหุ้นวัฏจักรสู่หุ้นเติบโตที่มีรายได้ผูกพันกับงบประมาณรัฐ เช่น


เกาหลีใต้: หุ้น Hanwha Aerospace และ Korea Aerospace Industries ทะยานขึ้นเกือบ 40% ทิ้งห่างการปรับขึ้นของดัชนี KOSPI

จีน: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีความมั่นคงและอวกาศ เช่น China Aerospace Times Electronics ปรับตัวขึ้นเป็นเลขสองหลัก

ญี่ปุ่น: การฟื้นตัวของ Mitsubishi Heavy Industries และ Kawasaki Heavy Industries เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ดัน Nikkei ทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนบทบาทอุตสาหกรรมความมั่นคงในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีทากาอิจิ

สอดคล้องกับมุมมองของ BLS Wealth ที่ประเมินในรายงาน Cross Asset ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วไว้ว่า หุ้นกลุ่ม Defense จะเป็นหนึ่งในธีมที่มีโอกาส outperform ในปี 2026 อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางระยะยาวจะมีแรงหนุนชัดเจน แต่การปรับตัวขึ้นร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีอาจนำมาซึ่งแรงขายทำกำไรระยะสั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่สนใจสะสม ETF หรือหุ้นรายตัวในธีมนี้ คือการรอจังหวะย่อตัวเพื่อสะสมมากกว่าการไล่ราคา


แนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้

ภาพรวมตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกำลังกลับเข้าสู่ภาวะกระทิง โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับตัวขึ้นจากระดับ Neutral สู่ Greed และ Credit Spreads ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดของ S&P Global ที่พบว่าผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายทางการเงินและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง แม้จะยังมีความกังวลเรื่องระดับมูลค่าหุ้นและปัจจัยการเมืองอยู่บ้าง
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นโลกอาจเผชิญความผันผวนระยะสั้น จากกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าจาก 8 ชาติยุโรป (เดนมาร์ก, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, นอร์เวย์, สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์) โดยจะมีผลในวันที่ 1 ก.พ. 2569 และขู่จะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 หากการเจรจาเรื่องกรีนแลนด์ไม่เป็นผล อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะเป็นแรงพยุงสำคัญที่ช่วยให้ตลาดฟื้นตัวได้ในที่สุด


แม้ราคาทองคำจะสามารถรักษาโมเมนตัมขาขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เมื่อดัชนีทดสอบระดับจิตวิทยาที่ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เริ่มปรากฏแรงเทขายทำกำไรออกมาอย่างชัดเจน
ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำให้ใช้จังหวะที่ราคาดีดตัวขึ้นนี้ทยอยลดน้ำหนักการลงทุน (Trim Positions) เพื่อล็อกผลกำไรและบริหารความเสี่ยง เนื่องจากเครื่องมือ Momentum Tracker ได้ส่งสัญญาณ Overbought ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดเริ่มมีความเปราะบางและอาจเผชิญความผันผวนที่สูงขึ้นในระยะถัดไป


ทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มดีขึ้น โดยได้รับแรงส่งสำคัญจากการฟื้นตัวของหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นให้กลับมาคึกคัก ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำให้เน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว ที่มีแนวโน้มรายงานผลประกอบการออกมาดี หรือกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเป็นลำดับแรก
Quant Focus List (สัปดาห์นี้):
-Commercial Real Estate: CPN
-Electronics: DELTA
-Energy: TOP
-Food: CPF, OSP
-Healthcare: BH
-Transportation: AOT
-Utility: GULF, WHAUP

 

 

สรุปภาพตลาดวานนี้
หุ้นไทยบวกได้ต่อเนื่องปลายสัปดาห์ก่อน โดย DELTA ได้อานิสงค์บวกจากหุ้น Semiconductor ไต้หวันบวกรับงบฯ TSMC นอกจากนี้ ยังเห็นการหมุนกลุ่มมาเข้าโรงไฟฟ้า GULF GPSC EA บวกเด่นเพิ่มขึ้นมา หุ้นใหญ่อื่นๆ AOT BDMS OR รวมทั้งรับเหมาฯ CK STECON เก็งกำไรประเด็น ITD ส่วนแรงขายหลักๆ CPAXT MINT JTS ธนาคารบางราย BBL BAY เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้

Rotations; Sell Bank into strength.
หุ้นเด่นรายตัวรอบนี้ที่เราพาซื้อ บวกเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า 10% และ Sector rotation ยังคงดำเนินต่อไป ในภาวะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังดูจะให้ผลตอบแทนแย่กว่าตลาดหุ้นภูมิภาค


ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมในต่างประเทศดูจะมีหลายเรื่องที่คอยสร้างความประหลาดใจ เช่น ตลาดรอลุ้นเป็นระยะๆ ต่อคำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐฯ เคสภาษีตอบโต้; แต่สุดท้ายยังเลื่อน-ตามกำหนดเดิมคือ จะตัดสินภายใน เดือน มิย.2569 ซึ่งอาจจะมีข่าวลักษณะนี้ให้เรากังวลเป็นระยะ, กรณีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับกรีนแลนด์ และนาโต้, ความกังวลนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ของสหรัฐฯต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ตะวันออกกลาง-อิหร่าน ฯลฯ...


แต่หุ้นโลกก็ยังเล่นได้ดีตามปกติโดยไม่สะดุด ส่วนหุ้นไทยก็ยังเล่นได้ตาม Sector rotation ตามที่กลยุทธ์เน้นมาตลอดทางสำหรับรอบนี้

ดังนั้น Sector rotation รอบนี้ เราคงคำ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่ม สินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และพ่วงด้วยหุ้นภาคบริการ และเน้นไปที่การ ซื้อแล้วถือ และคอยเฝ้าพฤติกรรมราคาหุ้นที่เราแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามประเด็นที่มีผลบวกหรือลบ ต่อราคาหุ้นที่เราแนะนำ เพื่อตัดสินใจที่จะถือต่อ หรือ ขายตัดขาดทุน
ปัจจัยหลักในประเทศที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ คือรายงานผลการดำเนินงานกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ โดยวันอังคาร TTB (คาด -5% YoY, -9% QoQ), พุธ KBANK (-4% YoY, -26% QoQ) SCB (-13% YoY, -15% QoQ) KTB (-8% YoY, -34% QoQ) BBL (-9% YoY, -32% QoQ) KKP (-4% YoY, -19% QoQ)

ทั้งนี้เราพบว่าผลตอบแทนราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังรายงานงบประจำปี ช่วงเดือนมกราคม หลายๆปีที่ผ่านมาพบว่าราคาหุ้นในทางสถิติมักจะปรับฐานจากแรงขาย Sell into strength หลังจากรายงานงบ คือ จังหวะที่ดีในการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
SET Index รายสัปดาห์กลับขึ้นมาปิดเกือบ high ภายหลังจากถูกกดทำ low ที่ 1,232 จุด ส่งผลให้กราฟแท่งเทียน “Bullish Engulfing” เขียวปกคลุมแท่งแดงก่อนหน้า บ่งชี้สัญญาณกลับตัว นอกจากนี้ยังพบ Volume ขยับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ลุ้น MACD week ตัดขึ้น หากดัชนีเดินหน้าบวกต่อเนื่อง!ทะลุต้านสำคัญ 1,280 จะหักล้างภาพลบ “Bearish Megaphome” จับตาโมเมนตัมเส้น EMA 5&25 flat ออกข้างภายหลังสร้างฐานอยู่นานกว่า 8 สัปดาห์ เป็นการสะสมพลัง (รอเลือกข้าง)
สรุป: SET ระยะสั้นฟื้นได้ดี ทำให้ระยะกลางกำลังเกิดสัญญาณกลับตัว เป้าหมายรายเดือน 1,300 จุด กลับมามีความหวังกันอีกครั้ง!
ไฮไลท์หุ้น: ค้าปลีกตัวอื่นอาจจะแค่สู้ แต่ CPN คือ 'ผู้คุมเกม' / PTTGC & IVL กอดคอกันวิ่ง ขึ้นต่อไม่รอแล้วนะ/ GULF ไม่ได้แค่ให้แสงสว่าง แต่กำลังสร้างโลกดิจิทัล / PTTน้ำมันอาจจะมีวันหมด แต่กำไรปันผลจะอยู่กับเราตลอดไป / AOT พา Take off! / โกอินเตอร์ “DR01” ตัวเดียวจบ ครบทุกบิ๊กเทค…




What to watch
EU เรียกประชุมด่วนทูต 27 ชาติสมาชิก หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีบีบเดนมาร์กขายกรีนแลนด์
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า มาตรการภาษีในอัตรา 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ทรัมป์ยังเตือนว่าอัตราภาษีดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน และจะคงอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของโลก
*จับตา "ทรัมป์" เตรียมกล่าวสุนทรพจน์เขย่าโลกบนเวที WEF สัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ การประชุม WEF ถือเป็นเวทีที่ผู้เข้าร่วมการประชุมจะหารือกันเกี่ยวกับนโยบายและพัฒนาการที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลก โดยจะมีผู้เข้าร่วมการประชุมหลายพันคนจากทั่วโลก ซึ่งเป็นบุคคลระดับผู้นำทางการเมือง ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม
คมนาคมสั่งเบรก ITD 10 บิ๊กโปรเจกต์กว่า 1.13 แสนล้าน 15 วันสแกนความปลอดภัยถี่ยิบ
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่มี บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ [ITD] เป็นผู้รับจ้าง พบว่ามีจำนวน 14 สัญญา โดยให้ประสานกับบริษัทหยุดก่อสร้างเป็นเวลา 15 วัน เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด
และได้เรียกหน่วยงานในสังกัดที่มี ITD เป็นคู่สัญญารับจ้างงาน ได้แก่ กรมทางหลวง (ทล.) , กรมเจ้าท่า (จท.) , การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) , การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) , การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และ บมจ. ท่าอากาศยานไทย [AOT] หรือ ทอท. มีทั้งสิ้น 10 โครงการ จำนวน 14 สัญญา มูลค่ารวม 113,126.18 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างก่อสร้าง 12 สัญญา และอยู่ในขั้นตอนรอการลงนามสัญญา 2 สัญญา


หุ้นแนะนำวันนี้
PTTGC Valuation ยังเทรดอยู่ในโซนถูก PBV 0.34x รอบนี้เล่นเกาะไปกับโมเมนตั้ม หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ได้ดี, อานิสงส์ผลิตผลพลอยได้จากปิโตรเลียมผ่านการเพิ่มการกลั่นในสหรัฐฯจากวัตถุดิบเวเนซุเอลา คาดกดดัน ซัพพลายฝั่งเอเชีย
แนวรับ 23 ต้าน 24/25 Stop loss 20

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

BDMS
กรุงเทพดุสิตเวชการ
ประกัน Copay เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การทำลายดีมานด์
หลังจากพูดคุยกับ BDMS ที่ให้ข้อมูลชี้แจง กรณี Copayment ของบริษัทประกัน เราได้ข้อสรุป 5 เรื่อง
1) Copayment ควรถูกมองว่าเป็นพัฒนาการเชิงโครงสร้างของตลาดประกันสุขภาพไทย มากกว่าจะเป็นปัจจัยลบต่ออุปสงค์การรักษาโดยตรง เพราะผู้ป่วยไม่ได้ป่วยน้อยลง (ดีมานด์เป็น inelastic) เพียงแต่มีแนวโน้มที่จะหาความคุ้มค่ามากขึ้น
2) การถือครองประกันสุขภาพของคนไทยยังต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ในระดับ 80–90% ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่ยังมีอยู่อีกมาก
3) เบี้ยประกัน copayment คาดว่าจะถูกกว่าแบบคุ้มครองเต็มจำนวนราว 20-25% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงของผู้บริโภค และอาจสนับสนุนการขยายตัวของตลาดประกันในระยะถัดไป
4) ระยะสั้นกระทบจำกัด โดยผลกระทบต่อกำไรน่าจะค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 2 ปีข้างหน้า มากกว่าทันที โดยจะเป็นลักษณะประมาณว่าคนมาใช้บริการโรคง่ายลดลงเรื่อยๆ
5) BDMS พร้อมรับโครงสร้างการทำงานใหม่ จากผลกระทบดังกล่าว BDMS ได้พัฒนาระบบทบทวนการรับผู้ป่วยในและการคัดกรองการใช้บริการที่เป็นที่ยอมรับของบริษัทประกัน และการใช้ประโยชน์จากการมีโรงพยาบาลหลายระดับในเครือ เพื่อส่งต่อและบริหารจัดการความคุ้มค่า
Fundamental view: แม้จะเห็นแนวทางการรับมือ และเบาใจในแง่ของผลกระทบลง แต่โดยภาพรวม เราก็ยังคงชอบ BH มากกว่า BDMS เนื่องจาก 1) มีสัดส่วนการจ่ายเงินสด และผู้ป่วยต่างชาติ ที่กระทบจากประเด็นนี้สูงกว่า (พึ่งพารายได้ประกันในประเทศน้อยกว่า) 2) ผู้ป่วย BH สัดส่วนกระจุกที่การรักษาโรคซับซ้อนและมีความรุนแรงสูง (tertiary/quaternary) ซึ่งอำนาจการตั้งราคาขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์มากกว่ากลไกการเบิกค่ารักษา
ในระยะยาว เมื่อบริษัทประกันมีแนวโน้มเข้มงวดในการควบคุมต้นทุนมากขึ้น เราเชื่อว่าโรงพยาบาลที่พึ่งพารายได้จากประกันสูงจะเผชิญความเสี่ยงต่ออำนาจการตั้งราคาและปริมาณผู้ป่วยมากกว่า

 

CPALL
ซีพี ออลล์
ราคาหุ้นยังถูก ปันผลเด่น กำไรโตเฉลี่ยยังเหนือกลุ่ม
หลังจากเราได้ปรับลดกำไร CPAXT ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันนี้เราได้สะท้อนเข้ามา CPALL โดยปรับลดประมาณการกำไรปี 2026–27 ลงเล็กน้อย 1–2% จากการแข่งขันในค้าปลีกขนาดใหญ่ อย่างไร ก็ตาม หากมองกำไรเฉลี่ยปี 2025–26 ของ CPALL ที่ 6% ยังโดดเด่นกว่ากลุ่มค้าปลีก (ไม่รวม IT) ที่ทรงตัว จาก GM ร้าน 7-Eleven ที่ปรับขึ้นได้ดีกว่ากลุ่ม หนุนโดยกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง


ส่วนกำไรหลัก 4Q25 คาดที่ 6.98 พันล้านบาท (ลดลงจากคาดเดิมเล็กน้อย 3% จาก CPAXT) ยังทรงตัว YoY กดดันจาก CPAXT ที่เคยกล่าวไปในรายงาน และผลทางอ้อมจากมาตรการ คนละครึ่งพลัส, สถานการณ์น้ำท่วม และความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้ SSS ร้าน 7-Eleven หดตัวลึกขึ้นเป็น -2.5% (จาก -0.5% ไตรมาสก่อน) อย่างไรก็ดี การเพิ่มสินค้าใหม่และสินค้ามาร์จิ้นสูง (พร้อมดื่ม/พร้อมทาน) ช่วยหนุน กำไรร้าน 7-Eleven ยังเติบโต ชดเชยแรงกดดันจาก CPAXT ได้


Fundamental view: เราปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 58 บาท (จาก 60 บาท) ตามการปรับลดประมาณการกำไรลง อย่างไรก็ตาม เรามอง CPALL ต่างจาก CPAXT โดยปัจจุบันอยู่ในระดับน่าสะสม เชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบจากงบ 4Q25 ไปมากแล้ว และ PER ปี 2026 อยู่เพียง 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ 20.5 เท่า และต่ำกว่าระดับ ROE 19% (PER/ROE น้อยกว่า 1 เท่า) อีกทั้งอัตราผลตอบแทนเงินปันผลยังน่าดึงดูดที่ 3.6% (คาดจ่ายปี 2025 ที่ 1.5 บาท/หุ้น)


TU
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป
กำไร 4Q25 อ่อนกว่าคาด แต่ปี 2026 ยังโตได้
เราคาดกำไรหลัก 4Q25 อยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท ลดลง 9% YoY และ 17% QoQ ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 1.1 พันล้านบาท จากผลกระทบ FX และต้นทุน/ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากรายการเกี่ยวโยงกับ tariff โดยภาพรวมการดำเนินงานยังแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสินค้า ธุรกิจอาหารทะเลสำเร็จรูป (ambient seafood) ยังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคาและปริมาณขายสูงสุด ขณะที่แช่แข็ง (frozen seafood) และสัตว์เลี้ยง (pet care) ยังดูแข็งแรงกว่า จาก momentum การขายและ margin ที่มีความยืดหยุ่นกว่า
สำหรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์เริ่มสะท้อนชัดใน 2H25 ผ่านคำสั่งซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น การปรับเส้นทางการส่งออก และค่าใช้จ่ายด้านการขาย/การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น สำหรับในปี 2026 คาดยอดขาย ambient seafood เพียงทรงตัว YoY, frozen seafood เพิ่มเล็กน้อย 2% YoY ขณะที่ pet care (ผ่าน ITC) คาดโตเด่นสุด 5% YoY จากความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและ product mix

ในด้านความเสี่ยง FX มองจะลดลง โดยสมมติฐานค่าเงินอยู่ที่ 33 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงปี 2025 ขณะที่ต้นทุนจากโครงการ SONAR สิ้นสุดแล้วใน 4Q25 แม้ยังมีค่าใช้จ่าย SG&A ที่เกี่ยวกับ tariff และ การตลาด เพิ่มขึ้น ทำให้เราปรับสมมติฐาน SG&A/sales เป็น 14.1% และปรับลดประมาณการกำไรปี 2025 ลง 2.7% และปี 2026 ลง 5.2%


Fundamental view: แม้เราปรับลดประมาณการและราคาเป้าหมายสิ้นปี 2026 เหลือ 15.10 บาท (จาก 15.60 บาท) แต่ยังคาดกำไรหลักปี 2026 เติบโต 8% YoY และให้ dividend yield ราว 6.3% ซึ่งยังน่าสนใจในเชิงความเสี่ยง-ผลตอบแทน โดยมีธุรกิจ pet care เป็นตัวช่วยพยุงโครงสร้างกำไร เราจึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ

 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ปัจจัยเสี่ยง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองปัจจัยเสี่ยง จากภายนอก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ละซีก แต่ละขั้ว ล้วนกระทบกันและ....

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้