Today’s NEWS FEED

News Feed

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ตลาด BEV ในประเทศปี 2026 คาดเร่งขึ้นเหนีอ 2.1 แสนคัน โตเกิน 71%

86

 สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 6 พฤศจิกายน 2569 )----------•     การขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV นำเข้าของภาครัฐในครั้งนี้ น่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ค่ายรถ BEV บางส่วนหันมาลงทุนผลิตในไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี สำหรับปีนี้ตลาดรถยนต์ BEV ไทย จะยังถูกยึดครองด้วยรถยนต์ BEV นำเข้าเป็นหลัก โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายที่คาดว่าจะมีการเร่งนำเข้ารถยนต์ BEV จากจีน เพิ่มขึ้นอีก จากหลายค่ายรถ BEV ที่ทำตลาดในไทย ทั้งกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียว และกลุ่มที่มีการลงทุนในไทยแต่ยังต้องนำเข้ารถยนต์ BEV บางรุ่นมาทำตลาดเพิ่ม

•     ทั้งนี้ (1) การที่ไทยประกาศปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV นำเข้า จากเดิม 10% เป็น 35% โดยจะมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2570 อาจมีผลทำให้ราคาขายรถยนต์ BEV นำเข้าในปีหน้าเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยราว 25% ประกอบกับ (2) การที่จีนประกาศปรับลดอัตราคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (รวม BEV) จากเดิม 13% เหลือ 9% โดยจะเริ่มบังคับใช้ 1 เมษายน 2570 ทำให้รถยนต์ BEV ส่งออกจากจีนจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ผลที่ตามมาจากทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะทำให้ยอดขายรถยนต์ BEV ในปี 2569 มีโอกาสเร่งขึ้นไปยืนเหนือ 2.1 แสนคัน หรือโตมากกว่า 71% (YoY) เพื่อตอบรับกระแส "ซื้อปีนี้ก่อนแพงปีหน้า" ที่คาดว่าค่ายรถจะนำมาทำการตลาด

•     สำหรับมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV ใหม่นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดจะก่อให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างกันตามลักษณะการพึ่งพิงรายได้ของค่ายรถ BEV โดยกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มรถยนต์ BEV นำเข้ามาอย่างเดียวเพื่อจำหน่าย (ส่วนแบ่งประมาณ 23% ของยอดขายรถยนต์ BEV รวม) ซึ่งราคาขายรถยนต์ BEV กลุ่มนี้จะถูกปรับขึ้นสูงจนแข่งขันในตลาดได้ลำบาก แนวทางรับมือคาดว่าจะมีทั้งค่ายรถที่เริ่มพิจารณาตั้งฐานการผลิตและค่ายรถที่ถอนตัวออกจากตลาด  

•     กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรองลงมา คือ กลุ่มรถยนต์ BEV ที่บริษัทแม่มีการลงทุนในไทยแล้วแต่ยังต้องนำเข้าบางรุ่นมาทำตลาด (ส่วนแบ่งประมาณ 42% ของยอดขายรถยนต์ BEV รวม) ซึ่งกลุ่มนี้คาดว่าแผนการลงทุนเพิ่มจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับประเด็นเรื่องของโควต้านำเข้าที่กำลังรอความชัดเจนอยู่ รัฐฯ จึงจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องโควต้านำเข้าและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าอย่างรอบคอบ

•     กลุ่มสุดท้ายที่กระทบน้อย คือ กลุ่มรถยนต์ BEV ที่มีการผลิตแล้วในไทย (ส่วนแบ่งประมาณ 35% ของยอดขายรถยนต์ BEV รวม) ซึ่งระดับภาษีสรรพสามิตเท่าเดิมที่ 2% ทำให้นอกจากจะไม่ต้องปรับราคาขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสเจอสงครามราคาที่ลดลงด้วย เนื่องจากคู่แข่งบางรายเจอภาษีสูงทำให้ไม่สามารถตั้งราคาต่ำเพื่อแข่งขันได้มาก อย่างไรก็ดี ประเด็นสงครามราคาจะลดลงได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การตั้งราคาของค่ายรถคู่แข่งด้วย

•     สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้ ได้แก่ เกณฑ์ Local Content ที่ต้องทำอย่างรอบคอบ ทั้งการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่เหมาะสม เช่น จำนวน Local Content ที่ควรมากกว่า 40% เดิมอย่างมีนัยสำคัญ  โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์ BEV ใช้ชิ้นส่วนรถยนต์น้อยลงกว่ารถยนต์สันดาปภายใน (ICE) มาก นอกจากนี้วิธีการคิดก็ควรลงลึกไปถึงระดับชิ้นส่วน Tier 2&3 เพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวมถึงมีระบบติดตามต่อเนื่องในระยะยาวว่าค่ายรถยังคงรักษาระดับ Local Content ตรงตามข้อกำหนดหรือไม่

•     ประเด็นต้องติดตามต่อมา คือ สมการลงทุนของแต่ละสัญชาติค่ายรถที่น่าจะไม่เปลี่ยนหลังปรับภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยมีโอกาสที่ค่ายญี่ปุ่นจะยังคงลุยทำตลาดรถยนต์กลุ่ม HEV ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักและแข่งขันได้ในไทยต่อ ส่วนรถยนต์ BEV ของค่ายญี่ปุ่นจะยังคงผลิตจากฐานในต่างประเทศ เช่น จีนตามเดิม เนื่องจากทั้งเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิตรถยนต์ BEV ของค่ายญี่ปุ่น ยังแข่งขันลำบากเมื่อเทียบกับรถยนต์ BEV ค่ายจีน ส่วนค่ายจีน ซึ่งมีรถยนต์ BEV เป็นจุดแข็ง จะยังคงเน้นผลิต BEV ในไทย โดยผลิตรถยนต์ HEV, PHEV และ REEV เป็นรุ่นทางเลือก

•     ประเด็นสุดท้ายที่ต้องติดตาม คือ ความชัดเจนของโควต้านำเข้า ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดออกมาชัดเจน เนื่องจากยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ในกลุ่มค่ายรถ อย่างไรก็ดี โควต้านำเข้า จะมีผลแน่นอนต่อการกำหนดมูลค่าการลงทุนและจังหวะเวลาลงทุนของค่ายรถ BEV ซึ่งจุดนี้รัฐฯ จำเป็นต้องให้ความสำคัญ  

•     สำหรับอนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย แม้แรงหนุนจากการขึ้นภาษีสรรพสามิต จะเป็นผลบวกต่อการลงทุนผลิตรถยนต์ BEV ในไทย แต่การตัดสินใจลงทุนของค่ายรถยังขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข เช่น นโยบายการลงทุนและการขยายตลาดของค่ายรถด้วย ซึ่งค่ายรถจีนขนาดเล็กที่ยอดขายไม่สูงในไทยอาจจะยังคงเลือกผลิตในฐานหลักอย่างจีน ไม่เพียงเท่านั้น การที่ไทยไม่ได้เป็นฐานผลิตเดียวในภูมิภาค แล้วยังต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาดส่งออกกับรถยนต์ BEV ที่ส่งออกจากจีน และประเทศคู่แข่งในอาเซียนกับภูมิภาคอื่น ที่ผลิตรถยนต์ BEV สัญชาติจีนเช่นเดียวกับไทย ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยยังมีความท้าทายและต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการก้าวไปข้างหน้าต่อไป

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

พยายามสู้ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม มองบรรยากาศการลงทุน หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครต ชนะเลือกตั้งกลางเทอม .....

หลุด1500 By : แม่มดน้อย

เช้าที่ผ่านมาหุ้นไทย หลุด1500 จุด แรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานกดดัน หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงกว่า 9.3%สู่ระดับ 87.80....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้