สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (30 ตุลาคม 2569 ) ---- เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและนวัตกรรมโซลูชันสีเขียวอัจฉริยะ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตประจำปี 2569 หรือ Delta SEAO Future Industry Summit 2026 เป็นครั้งแรก ณ ประเทศสิงคโปร์ ต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานอย่างต่อเนื่องถึง 7 ปีในประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2562 โดยงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เพื่อรองรับวิวัฒนาการของ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Advancing Regional Infrastructure for AI and Energy Transformation Evolution)" ซึ่งได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูงในภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 200 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโซลูชันที่ช่วยเร่งการประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงานที่ยั่งยืน รองรับการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย (SEAO)
นอกจากนี้ ภายในงาน เดลต้ายังได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS CDE) ผ่านการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ STDCT 2.0 Consortium ของสิงคโปร์ เพื่อร่วมส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ที่ยั่งยืน
นางสาวชาน ชาน กัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของระบบพลังงานไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงกลายเป็นวาระเร่งด่วนยิ่งขึ้น"
นางสาวชาน ชาน กล่าวเสริม "ตลอดระยะเวลา 55 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เดลต้ายึดมั่นในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการอนุรักษ์พลังงานมาโดยตลอด เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมแบ่งปันภารกิจสำคัญด้านความยั่งยืนของเดลต้าภายในงาน Delta SEAO Future Industry Summit ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานด้วยโซลูชันไมโครกริด (Microgrid Solutions) การสนับสนุนลูกค้าให้ก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยบริการที่ปรึกษาด้าน ESG ตลอดจนโครงการฟื้นฟูแนวปะการังของเราทั้งในสิงคโปร์และภูมิภาคอื่น ๆ เราพร้อมเดินหน้าเคียงข้างลูกค้าและพันธมิตร เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่อัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น"
นายเจสัน หยวน ประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า "ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เทคโนโลยี AI และการใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทพลิกโฉมภูมิภาคนี้ ด้วยการสั่งสมและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานและความร้อนมาอย่างยาวนาน เดลต้าจึงมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกที่ครอบคลุมทั้งระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน ระบบอัตโนมัติ และการจัดการพลังงาน จุดแข็งของเราคือการผสานขีดความสามารถเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอนาคต ซึ่งมีความเสถียร ขยายขนาดได้ มีประสิทธิภาพสูง และปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการของภูมิภาคได้เป็นอย่างดี นี่คือประเด็นสำคัญที่เราต้องการผลักดันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยการนำงานประชุมสุดยอดประจำปีระดับภูมิภาค SEAO มาจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์"
ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้บริหารระดับสูง และเวทีเสวนาเชิงลึกอีก 2 ช่วง ที่มุ่งเน้นประเด็นความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาค และบทบาทของระบบอัตโนมัติสำหรับอุตสาหกรรมและอาคารในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตที่ยั่งยืน การจัดงานที่สิงคโปร์ในครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของเดลต้าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ ณ เมืองยะโฮร์บาห์รู และจัดงานประชุม Solutions Day ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องของเดลต้าในภูมิภาค และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดจากการขยายตัวของ AI การใช้พลังงานไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่
งานประชุมสุดยอดครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลก จากผลการศึกษาของ IDC ที่จัดทำขึ้นโดยการสนับสนุนของเดลต้า พบว่า ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร่วมตอบแบบสำรวจ รายงานว่าความต้องการใช้พลังงานเติบโตขึ้น 26–50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอยู่ที่ 11-20% นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้กว่า 60% ยังได้เริ่มใช้งาน วางแผน หรืออยู่ระหว่างการประเมินระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (Direct Liquid Cooling) ซึ่งนับเป็นอัตราการนำไปใช้ที่สูงที่สุดในบรรดา 3 ภูมิภาคที่ทำการสำรวจ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาดังกล่าวยังระบุว่า 24-26% ของผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกำลังการจ่ายกระแสไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า ขีดความสามารถในการระบายความร้อน หรือความเสี่ยงด้านระยะเวลาจัดส่งอุปกรณ์ คือข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในการขยายขนาดธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ประเทศสิงคโปร์กำลังเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถด้านการวิจัยที่จำเป็นต่อการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ โดยได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการออกแบบและทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับภูมิอากาศเขตร้อน ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์เขตร้อนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Tropical Data Centre Testbed: STDCT) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ (CDE) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)
ความร่วมมือกับ NUS ขับเคลื่อนนวัตกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อความยั่งยืน
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าว เดลต้าจึงได้ประกาศความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างเป็นทางการกับ NUS CDE ภายในงาน Delta SEAO Future Industry Summit 2026 ผ่านการเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือโครงการศูนย์ทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์เขตร้อนเพื่อความยั่งยืน ระยะที่ 2.0 (STDCT 2.0 Consortium) โดยเดลต้าจะสนับสนุนโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์แบบคอนเทนเนอร์สำหรับ AI (AI Containerized Data Center) พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แก่ NUS CDE เพื่อใช้ในการวิจัยและทดสอบเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเขตร้อน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของเดลต้าในด้านระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ากับศักยภาพด้านการวิจัยของ NUS CDE ในการออกแบบและทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิอากาศเขตร้อน
ศาสตราจารย์ ลี โป เซ็ง ผู้อำนวยการโครงการ STDCT 2.0 และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าวว่า "เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนกรอบการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความหนาแน่นของพลังงานและภาระความร้อนที่สูงขึ้นมาก ซึ่งสร้างโจทย์ท้าทายใหม่ต่อประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ STDCT 2.0 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการคิดค้นนวัตกรรมและการนำไปใช้งานจริง โดยสภาพแวดล้อมการทำงานจริงที่สามารถนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่เข้ามาบูรณาการ ทดสอบ และตรวจสอบความถูกต้องภายใต้สภาวะการปฏิบัติงานในเขตร้อน"
ศาสตราจารย์ ลี โป เซ็ง กล่าวเสริม "เดลต้านำขีดความสามารถเชิงลึกทั้งในด้านเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเสริมทัพ ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เราสามารถศึกษาและต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ในระดับระบบ พร้อมทั้งพิสูจน์ผลลัพธ์การพัฒนาที่วัดผลได้จริง ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประสิทธิภาพการใช้น้ำ ความเสถียรของระบบ และความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายของเราคือการสร้างสรรค์โซลูชันและข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะช่วยเร่งการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นทั้งในสิงคโปร์และทั่วภูมิภาค"
ในขณะที่เทคโนโลยี AI และการใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังปรับเปลี่ยนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งาน Delta SEAO Future Industry Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมแพน แปซิฟิก ออร์ชาร์ด (Pan Pacific Orchard) จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับความต้องการของภูมิภาค