Today’s NEWS FEED

News Feed

Wonderfruit ชวนสัมผัส The Fields ในรูปแบบ 'หมู่บ้านที่มีชีวิต' พร้อมสำรวจสิ่งที่เชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน ต่อยอดการสร้างสรรค์กว่าทศวรรษด้วยแนวคิด Field Village ที่ศิลปินและผู้ร่วมงานต่างมีส่วนทำให้หมู่บ้านเติบโต เปิดจำหน่ายบัตร 3–9 พฤศจิกายนนี้

53

 

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (30 ตุลาคม 2569 ) ----Wonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต) เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติกำลังจะกลับมาอีกครั้งในปีที่ 11 โดยครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 ธันวาคม 2569 ณ The Fields สยามคันทรีคลับ จังหวัดชลบุรี พร้อมแนวคิด Field Village ชวนทุกคนสัมผัส "หมู่บ้านที่มีชีวิต" ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของจิตใจ (Mind) ธรรมชาติ (Nature) เสียง (Sound) ซึ่งเป็นหัวใจของงานมานับตั้งแต่ปีแรก และศิลปิน ผู้รังสรรค์กิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงผู้ร่วมงานหรือเหล่าวันเดอเรอร์ (Wonderer) จากทั้งไทยและหลากหลายประเทศนำประสบการณ์มาแบ่งปันกันที่ The Fields

ซึ่งการก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ในครั้งนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ชวนให้ทุกคนย้อนกลับมามองจุดเริ่มต้นและสิ่งที่เรามีร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ โดยถ่ายทอดผ่านดนตรี ศิลปะ อาหาร ภูมิปัญญา และการกลับมาดูแลผืนป่าและคืนความสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ เพื่อที่เราจะได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปพร้อมกันในปีต่อๆ ไป

Wonderfruit เปิดจำหน่ายบัตรรอบเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายบัตรล่วงหน้ารอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 3–9 พฤศจิกายน 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังจากช่วงนี้บัตรจะมีขายเฉพาะที่หน้างานในราคาที่แพงขึ้นอีก

●      5-Day Full Pass: บัตร 5 วัน สำหรับวันที่ 3–7 ธันวาคม 2569 ราคา 12,900 บาท

●      Weekend Pass: บัตร 3 วัน เข้างานได้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2569 ราคา 11,500 บาท

●      Intro Pass: สำหรับผู้ที่เข้าร่วม Wonderfruit เป็นครั้งแรก ราคา 4,500 บาท

●      Youth Pass: สำหรับผู้มีอายุ 20–24 ปี ราคา 3,900 บาท

●      Family Pass: สำหรับครอบครัว ราคาตามจำนวนผู้เข้าร่วม

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets

ธีม Field Village มอง The Fields เป็นหมู่บ้านที่ผู้คนมาพบปะและแบ่งปันความคิด ความรู้ และประสบการณ์ เพราะเมื่อมองดี ๆ แล้ว ทุกสิ่งที่พบได้ในหมู่บ้านล้วนมีอยู่ที่ Wonderfruit ทั้งดนตรี ศิลปะ อาหาร วีถึดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ พื้นที่สีเขียวที่ให้ร่มเงาและเป็นมุมพักผ่อน ตลอดจนผู้คนที่เข้ามาใช้เวลาร่วมกัน

พื้นที่สีเขียว

จนถึงตอนนี้ ความตั้งใจตั้งแต่ปี 2022 ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อทางงานได้ปลูกต้นไม้ใน The Fields ไปแล้วกว่า 100,000 ต้น แต่ละต้นต่างทำหน้าที่เป็นทั้งครัวที่มอบอาหาร เป็นแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยทั้งกายใจ เป็นครูให้ความรู้ และเป็นเพื่อนที่ให้ที่พักพิง

มาทำความรู้จักกับป่าทั้ง 4 ที่เป็นจุดกำเนิดและคอยหล่อเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ของเรากัน

Ancestral Forest ปลูกด้วยวิธีการแบบมิยาวากิ เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่และให้มนุษย์ได้มาใช้เวลาร่วมกัน ทั้งยังเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะและเสียงรูปแบบต่างๆ ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าทุกสิ่งที่กล่าวมาสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปพร้อมๆ กันได้ ขณะที่ Yang Na Forest ป่าที่เติบโตขึ้นมาจากลูกยางของต้นยางนาหรือ Mother Tree ของเรา ก็กำลังค่อยๆ เติบใหญ่อย่างแข็งขัน ซึ่งในอนาคตเราจะได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันแสนมหัศจรรย์ที่ยอดไม้จะไม่สัมผัสโดนกัน ซึ่งสะท้อนปรัชญาว่าเราได้ให้พื้นที่ต่างคนเพื่อเติบโตได้อย่างงดงามในแบบตนเอง ทางด้าน Medicinal Plant Village ที่นอกจากจะสามารถพบสมุนไพรอันมีสรรพคุณทางยาในกระท่อมไม้ทั้ง 6 แล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้ได้มาเรียนรู้การรักษาที่สืบทอดมาจากบรรพกาล และสวนสมรม หรือสวนแบบผสมผสานที่เป็นการรับเอาภูมิปัญญาจากภาคใต้ของไทย ด้วยการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใบ และพืชพรรณอื่นๆ ไว้ในพื่นที่เดียวกันให้พวกมันได้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ

อาหาร

 

หมู่บ้านย่อมมีอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาหารยังถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ ด้วย ปีนี้ Wonderfruit ชวนสำรวจภูมิปัญญาผ่านตำรับอาหารและวิธีการปรุงหลากหลายรูปแบบ โดยเปลี่ยนโต๊ะอาหารให้เป็นพื้นที่พบปะและส่งต่อเรื่องราว ที่ Wonder Kitchen พื้นที่รับประทานอาหารที่เชฟเผยเรื่องราวของผู้คน วัตถุดิบ และที่มาของแต่ละจาน ปีนี้ใช้แนวคิด The Grounded Kitchen ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยและบันทึกการลงพื้นที่เพื่อศึกษาวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบในจังหวัดชลบุรีและระยองที่พัฒนาร่วมกับสำรับสำหรับไทย โดยได้เชฟจากร้านอาหารชื่อดังอย่าง Pimali Foundation, Samuay and Sons, 80/20 และ SOMSAK มาร่วมนำเสนอแนวคิดนี้ผ่านมื้ออาหารในแบบของตัวเอง

สำหรับเชฟปริญญ์ ผลสุข และคุณมิ้น–ธัญญพร จารุกิตติคุณ พร้อมทีมสำรับสำหรับไทย นำวัตถุดิบตามฤดูกาลและวิธีเตรียมอาหารแบบดั้งเดิมของภาคตะวันออกมาถ่ายทอดผ่านมื้ออาหารและเวิร์กช็อป เริ่มจากมื้อพิเศษแบบ Chef's Table หลายคอร์สใน Samrub Burapha: Ecosystem of the East — The Dinner Experience ที่นำธรรมชาติและวัฒนธรรมอาหารภาคตะวันออกมาเล่าผ่านอาหารแต่ละจาน นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถลงมือทำ "กะราง" กับข้าวพื้นบ้านจากภูมิปัญญาการถนอมเมล็ดกระบก ที่คนภาคตะวันออกใช้คลุกข้าวสวยให้หอมมัน โดยเรียนรู้กับคนท้องถิ่นในเวิร์กช็อป Flavours of Eastern Nature: Krabok & Karang และทำความรู้จักสมุนไพรจากผืนป่าภาคตะวันออกที่ให้กลิ่นรสเฉพาะตัวแก่อาหารป่าในเวิร์กช็อป The Taste of the Eastern Forest

สุขภาพกายใจ

 

หมู่บ้านย่อมมีภูมิปัญญาและวิธีดูแลกายใจ เหมือนกับ Wonderfruit เราได้รวบรวมผู้ฝึกปฏิบัติและวิทยากรจากทั้งไทยและนานาชาติ ที่จะมาร่วมออกแบบ Journey หรือกิจกรรมแบบมีค่าใช้จ่ายที่ถูกออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ซึมซับ The Fields ในมิติที่ลึกล้ำเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นสามารถพบได้เช่นเดียวกับกิจกรรมที่ให้เข้าร่วมได้ฟรีที่ Wonderness พื้นที่แห่งความสงบที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ให้พักผ่อนและดูแลทั้งกายและใจ โดยปีนี้มาในแนวคิด Rooted in the Inner Axis ชวนค้นหาความสมดุลจากภายในและย้อนกลับไปสู่จุดศูนย์กลางของเราเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมพิธีเปิดก่อนเริ่มกิจกรรม

สำหรับเวิร์กช็อปในปีนี้ มีการเคลื่อนไหวที่นำความเชื่อเรื่อง "ขวัญ" ของไทยมาตีความใหม่ ชวนเรียกขวัญของตนเองกลับมาให้อยู่กับเนื้อกับตัวใน Re-calling the Khwan of All Things โดย Conscious Movement Collective รวมถึงเวิร์กช็อปที่ชวนใช้จินตนาการว่าตนเองเป็นต้นไม้ ตั้งแต่เมล็ดเล็ก ๆ จนเติบใหญ่ ใน If I Were a Tree: Exploring the Self and Nature Through Movement โดยนักออกแบบท่าเต้น สอง รวินันท์ ส่วนเวิร์กช็อป Ancient Resonance: Cacao & Animal Archetype Sound Expressions โดย Kokomary & Temp. in Sept ชวนอยู่กับปัจจุบันผ่านการฟังเสียงเครื่องดนตรีเซรามิกทำมือที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงโบราณ ผสานซาวด์สเคปแอมเบียนต์ร่วมสมัย และการฝึกลมหายใจ รวมถึงการฝึกโยคะด้วยท่วงท่าที่ลื่นไหลราวกับมหาสมุทร เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสายน้ำใน Superflow: Fluid Yoga to Honor the Oceans Inside and Out โดย Eoin Finn จาก Blissology

นอกจากนี้ ยังมีชุดกิจกรรม Dhyana ที่ชวนฝึกสติ ตระหนักรู้ และอยู่กับปัจจุบัน ผ่านเวิร์กช็อป การแสดง และคำสอนหลากหลายรูปแบบ พบกับ Tulku Ngawang Tenzin ผู้สืบทอดสายธรรมของพุทธศาสนาทิเบต ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดียเพื่อถ่ายทอดคำสอนเรื่อง "บาร์โด" หรือสภาวะเปลี่ยนผ่านระหว่างชีวิต ความตาย และการเกิดใหม่ ชวนให้ใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้มากขึ้น

ดนตรี

 

หมู่บ้านย่อมมีสรรพเสียง ทางฝั่งดนตรีในปีนี้ยังคงนำเสนอความหลากหลายด้วยการรวบรวมศิลปินหลากหลายทั้งไทยและทั่วโลกมาพบกันทั้ง Salin มือกลองที่ผสมผสานแอฟโฟร เวิลด์บีตเข้ากับซาวด์แบบไทยๆ ผู้ไปโลดแล่นในซีนแจ๊สแคนาดาพร้อมได้แสดงใน KEXP และเทศกาลดนตรีนานาชาติมาแล้ว Rasmee Isan Soul เจ้าของเสียงร้องชวนสะกดที่หยิบเอาหมอลำมาผสมผสานกับบลูส์ และอาร์แอนด์บี รวมทั้งมนุษย์ไร้กระดูก ตู้ ดิเรก ไอคอนเบรกแดนซ์เจ้าของต้นตำรับเพลงแร็ปแบบไทยๆ ในตำนานที่จะมาสร้างความตื่นเต้นที่ The Fields เป็นครั้งแรก วง Arp Frique & the Perpetual Singers ที่ผสานเสียงร้องกอสเปลเข้ากับฟังก์และดิสโก้ Tokio Myers นักเปียโนชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักจากการผสมเปียโนคลาสสิกกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ SILENT POETS โปรเจกต์ดนตรีแนวดั๊บและดาวน์เทมโปอันมีเอกลักษณ์จากญี่ปุ่น Jack Wyllie มือฟลุต แซ็กโซโฟน ที่ผลงานของเขาผสมผสานแอมเบียนต์ เพลงพื้นเมืองชนเผ่า อิเล็กทรอนิก้า และเพลงคลาสสิกสมัยใหม่เข้าด้วยกัน Nubya Garcia มือแซ็กโซโฟนและนักประพันธ์ที่ผสานรวมหลากหลายแนวเพลงทั้งแจ๊ส คลาสสิก ดั๊บ อาร์แอนด์บีออกมาได้อย่างกลมกล่อม Carl Stone ผู้บุกเบิกคอมพิวเตอร์มิวสิกที่นำหลากหลายเสียงที่เราคุ้นเคยมาซ้อนกันหลายมิติจนเกิดเป็นงานเพลงที่ผสมผสานป๊อปและอิเล็กทรอนิกที่คาดเดาไม่ได้ Ichiko Aoba นักร้องนักแต่งเพลงที่ถ่ายทอดบทเพลงอ่อนโยนแต่ทรงพลังทางอารมณ์ผ่านกีตาร์คลาสสิกและซินธิไซเซอร์ และ Sheherazaad ผู้ที่สร้างสรรค์แนวเพลงโฟล์กนัวร์อันโดดเด่นขึ้นมาจากการผสมผสานบทกวีฮินดี-อูร์ดู รวมทั้งความหลอนและดิบแบบกอธป๊อป

ขณะที่ Molam World จะยังคงนำเอาวัฒนธรรมอีสานมาสู่ใจกลาง The Fields แต่ปีพาคุณนี้เราจะก้าวข้ามพรมแดนเพื่อนำเสนอดนตรีพื้นบ้านจากทุกมุมโลกที่นี่ด้วย โดย Maft Sai ผู้ก่อตั้ง Zudrangma Records, Studio Lam และ Paradise Bangkok Molam International Band เป็นผู้ร่วมคัดสรรศิลปินเพื่อมาเติมเต็มเวทีนี้อีกเช่นเคย พบกับ Lorjhu' วงจากเกาะมาดูรา ที่นำดนตรีดั้งเดิมของชาวมาดูเรซมาผสานเข้ากับซาวด์ร่วมสมัย Thee Marloes วงสามชิ้นจากสุราบายา ผู้ผสมผสานโซล แจ๊ส และป๊อปเข้ากับกลิ่นอายดนตรีแบบอินโดนีเซียอันโดดเด่น ขณะที่ Sansae วงจากเกาหลีใต้ที่พรางเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมและแนวเพลง โดยหยิบกรูฟเบสและกลองแบบร็อก มาสอดประสานด้วยทำนองไซเคเดลิกอันไพเราะของซิตาร์

และในปีนี้ Wonderfruit เชิญชวนให้ผู้จัดเทศกาลและแพลตฟอร์มดนตรีต่างๆ มาร่วมคัดสรรโปรแกรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสร้างสรรค์และสนับสนุนวงการดนตรีในประเทศและภูมิภาคร่วมกัน อย่างที่เวที Ziggurat ก็ได้จับมือกับ Maho Rasop (มหรสพ) เทศกาลดนตรีนอกกระแสนานาชาติของกรุงเทพฯ โดยจะมีศิลปินไทยคุณภาพทั้ง Flure, H 3 F, YONLAPA, Supergoods และอีกมากมายขึ้นแสดง และเรายังสานต่อการสนับสนุนศิลปินอิสระในประเทศไทยผ่านโครงการ Intermission ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พัฒนาฝีมือและขึ้นแสดงที่เวทีเดียวกันนี้ โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกได้แก่ ZeitGeistS, DCNXTR, Mut Matthew, APICHIT, Nuwave Trio และ murrph.

นอกจากนี้ยังมี เทศกาลดนตรี BEATFOREST, Organik และ Rainbow Disco Club (RDC) ที่จะนำเสนอดนตรีในทิศทางใหม่ จากดนตรีแดนซ์ที่คุ้นเคยของแต่ละงาน มาเป็นแอมเบียนต์ที่เน้นบรรยากาศของเสียงและดาวน์เทมโปที่มีจังหวะช้าลง ร่วมด้วย KANGKAO (ค้างคาว) กลุ่มศิลปินไทยที่ร่วมกันขยายขอบเขตของศิลปะและดนตรี และ Bangkok Community Radio สถานีวิทยุที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักดนตรี และดีเจในกรุงเทพฯ ได้เผยแพร่ผลงาน

สำหรับศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ พบกับดีเจและศิลปินไทย Chalo, Payu, NOTEP และศิลปินนานาชาติ Loyboy, Marcel Dettmann, JakoJako และอีกมากมายที่นำเสนอดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แนวต่างๆ ในรูปแบบของตัวเอง

ภาพยนตร์

 

 

พิเศษสุดในปีนี้ได้นำเสนอแนวคิด Cinema & Sound ที่เป็นดังการโต้ตอบระหว่างภาพยนตร์และสรรพเสียง โดยมีโปรแกรม From Sound to Screen: The World of Nick Dwyer ที่ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ถ่ายทอดเรื่องราวของเสียง ผู้คน และวัฒนธรรมผ่านภาพยนตร์สารคดี 3 เรื่องที่จะถูกจัดฉาย 3 คืน 3 เวที ได้แก่ "The Insect Musicians," "A Century in Sound: Episode 4 'Nightingale'" และการฉาย "Geinoh Yamashirogumi" รอบพิเศษ ที่ร่วมอำนวยการผลิตโดย Wonderfruit Films

 

และยังมีโปรแกรมฉายภาพยนตร์พร้อมดนตรีประกอบสด ซึ่ง Wonderfruit ร่วมพัฒนากับ ROVR แพลตฟอร์มดนตรีที่ไม่สนอัลกอริธึม และโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ Dhutanga Cinema โดย LERT DEPT ท่ีจะฉายภาพยนตร์โดยปิดเสียงต้นฉบับ แล้วให้ศิลปินสร้างเสียงประกอบขึ้นใหม่สด ๆ จากแผ่นเสียง ซีดี และเทปคาสเซ็ต เพื่อตีความเรื่องราวบนจอในแบบของตัวเอง พร้อมด้วย Sala Saneha (ศาลาเสน่หา) โรงภาพยนตร์อิสระที่ร่วมคัดเลือกหนังสั้นจากในไทยและภูมิภาคมาฉาย

 

ศิลปะ

 

หมู่บ้านย่อมมีศิลปะและงานฝีมือ งานศิลปะที่ Wonderfruit ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และมีการพัฒนาขึ้นมาโดยคำนึงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อม (Site-Specific Installation) พร้อมชวนให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับงาน ปีนี้พบกับ อริญชย์ รุ่งแจ้ง กับผลงาน The Circle Upside Down โครงสร้างขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากไม้ โลหะ หิน เชือก และไม้ไผ่ ซึ่งได้อิทธิพลจากการเคลื่อนที่ของแสงแดดและสายลม ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปินที่ชวนมองสิ่งของธรรมดาในมุมใหม่ โดยเปลี่ยนรูปทรงสิ่งของในชีวิตประจำวันให้เป็นประติมากรรมทองเหลืองรมดำใน For Going Out or Gardening ชวนให้เห็นความมหัศจรรย์ในสิ่งของคุ้นตารวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่มีผลงานอยู่ในคอลเล็กชันของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนิวยอร์ก กับ Gathering Tables Wonderfruit ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ศิลปะ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ผลงานชิ้นนี้สร้างพื้นที่สำหรับการมาพบปะ โดยเหล่า Wonderer จะได้มาทบทวนถึงความหมายของกิจวัตรอันเรียบง่ายอย่างการรวมตัว การแบ่งปัน และการแลกเปลี่ยนที่งานศิลปะหน้าตาเหมือนโต๊ะที่ทุกคนคุ้นเคย

ขณะที่ศิลปินชาวฟิลิปปินส์ Isabel และ Alfredo Aquilizan นำเสนองานประติมากรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งนาฬิกาแดด และพื้นที่ให้ผู้คนมานั่งรวมตัวและชมพระอาทิตย์ตก สะท้อนแนวคิดว่าเวลาไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด แต่เป็นวัฏจักรที่เชื่อมโยงปัจจุบันเข้ากับความทรงจำในอดีตในผลงาน How Long After the Sunset Before It Gets Dark นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะจากไม้ไผ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากม้าหมุน ชวนให้ผู้คนเข้ามาเล่นร่วมกัน กับผลงานที่ชื่อ BamBoom! โดย Bamboo Studio Thammasat

ศิลปะยังชวนให้ตั้งคำถามกับกรอบความคิดและระบบสังคมที่สืบทอดกันมา ผ่านการแสดงและการเสวนาที่ Unconditional Space พื้นที่จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด Tropicality: New Beginnings ที่หยิบเรื่องราวและประวัติศาสตร์จากภูมิภาคเขตร้อนมาถ่ายทอด เพื่อเปิดมุมมองและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ร่วมกัน พบกับ Miss Alien Trophy Wive$$$ Pageant โดย SMZW การแสดงตลกเสียดสีสุดแคมป์และแปลกประหลาด ที่สำรวจบทบาททางสังคมของชาวเควียร์ ความเป็นหญิงอันไร้ที่ติ และซอฟต์พาวเวอร์ที่แฝงมาในคราบของการยอมจำนน ขณะที่ A Storm That Took Everything โดย มนธิการ์ คำออน ผสานภาพยนตร์และการแสดงในรูปแบบของหนังกลางแปลง ชวนมองความตาย ความโศกเศร้า และการสูญเสียว่าเป็นเส้นทางสู่อิสรภาพและการเกิดใหม่

และหมู่บ้านย่อมมีผู้คน ศิลปิน นักดนตรี เชฟ และผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาต่างนำสิ่งที่ตนเองหลงใหลมาแบ่งปันที่ The Fields แต่สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ มีความหมายขึ้นเมื่อผู้คนเข้ามารับฟัง แลกเปลี่ยน ลิ้มลอง เต้นรำ และใช้เวลาร่วมกัน เหล่าวันเดอเรอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ทำให้ The Fields ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่รวบรวมกิจกรรมไว้ด้วยกัน แต่เป็นหมู่บ้านที่ค่อย ๆ เติบโตจากประสบการณ์ที่ผู้คนนำมาแบ่งปันและสร้างร่วมกัน

 

 

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

Trick or Treat By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองดูบรรยากาศการซื้อขาย ก่อนถึงวันฮาโลวีน 2569 ในวันพรุ่งนี้ หุ้นไทยดิ่งลงต่อ DELTA ...

ของจริง By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วานนี้ SET ท้ายตลาดไหลง ด้วยทิศทางฟันด์โฟลว์ ยังไหลออก ส่วนรายย่อย ยังอุ้มหุ้นไทยกว่า 4 พัน....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้