Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

83

 


อัปเดตประเด็นสำคัญในต่างประเทศ Weekly Recap: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเห็น Sector Rotation แต่แรงกดดันต่อ AI ยังไม่คลี่คลาย

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผสมผสานในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย S&P 500 ลดลง 0.47% WoW และ Nasdaq Composite ลดลง 0.71% ขณะที่ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.41% และ Russell 2000 เพิ่มขึ้น 2.00% ส่วน S&P 500 Equal Weight ปรับขึ้น 1.13% สะท้อนการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นกลุ่มอื่นมากขึ้น แม้ว่าตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนทางด้าน AI และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม

แรงขายกระจุกตัวในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor และบริษัทที่มีการลงทุนด้าน AI Infrastructure สูง หลังตลาดเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการใช้จ่ายลงทุนจำนวนมาก แม้ว่าผลประกอบการของหลายบริษัทยังออกมาแข็งแกร่งก็ตาม โดย Nasdaq ร่วงลง 2.6% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน


สำหรับสินทรัพย์อื่น ราคาน้ำมัน WTI ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยกระดับขึ้น ขณะที่ US 10-Year Treasury Yield ปรับลดลงในภาพรายสัปดาห์ ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนความต้องการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อหลบความเสี่ยง ก่อนที่ Yield จะกลับมาขยับขึ้นในวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำกลับปรับลดลงประมาณ 4.1% WoW สะท้อนว่าสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเป็น Safe Haven อาจตอบสนองต่อความเสี่ยงเดียวกันแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยขับเคลื่อนของแต่ละสินทรัพย์


AI Investment Cycle ยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดเริ่มกังวล Financial Sustainability
แรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีในระยะนี้ไม่ได้เกิดจากการชะลอตัวของ AI Investment Cycle โดยตรง แต่เป็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการเงินและผลตอบแทนจากการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscaler ที่ยังเดินหน้าขยาย Data Center และกำลังประมวลผลอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางต้นทุนทางการเงินและ Credit Spread ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI บางแห่งที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านภาระหนี้ของกลุ่ม Neocloud


อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของหลายบริษัทใน AI Value Chain ยังคงสะท้อนความต้องการ Compute Capacity ที่แข็งแกร่ง โดยยังไม่ปรากฏสัญญาณการชะลอตัวของอุปสงค์อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดจึงเริ่มให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระและผลตอบแทนจากเงินลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพาการก่อหนี้เพื่อสนับสนุนการเติบโต

ดังนั้น ผลประกอบการของ Microsoft, Alphabet และ Amazon ในสัปดาห์นี้จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ Cloud, AI Monetization และ Capex Guidance สำหรับปี 2027 ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดว่าหุ้น AI จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ หรือยังต้องเผชิญการปรับ Valuation ลงเพิ่มเติมในระยะกลาง


Trump เตรียมพร้อมยกระดับปฏิบัติการต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
สำหรับความเสี่ยงในระยะสั้นที่ตลาดอาจยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่คือสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน โดยสหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีชุดที่ 3 พร้อมกำลังทหารเรือและนาวิกโยธินเพิ่มเติมประมาณ 10,000 นายเข้าสู่ภูมิภาค เพื่อเพิ่มทางเลือกในการปฏิบัติการ


ทางทหาร ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเตรียมตอบโต้การโจมตีรอบใหม่ ซึ่งอาจครอบคลุมเป้าหมายในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่กลุ่ม Houthi ได้ขยายการโจมตีมายังซาอุดีอาระเบีย จนสหรัฐฯ ต้องสั่งอพยพเจ้าหน้าที่การทูตบางส่วนและครอบครัวออกจากประเทศ
นอกจากนี้ การโจมตีเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังเพิ่มขึ้นทั้งในด้านความถี่และความรุนแรง สร้างความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานออกจากภูมิภาค ขณะที่ความพยายามกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูตยังเผชิญข้อจำกัดจากข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย
หากสถานการณ์ยกระดับขึ้นอีก ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้ง Risk Premium ที่เพิ่มขึ้นตามความไม่แน่นอนของสงคราม และ Inflation Risk จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้ Bond Yield ปรับสูงขึ้นและกดดันตลาดหุ้นโลกในระยะสั้น


เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความยืดหยุ่น แต่เงินเฟ้อเป็นความเสี่ยง
ในภาพรวม ผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ยังสะท้อนความแข็งแกร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูล LSEG ณ วันที่ 23 ตุลาคม ระบุว่ากำไรไตรมาส 3 ของบริษัทใน S&P 500 ที่รายงานแล้วกว่า 100 แห่ง เติบโตมากกว่า 32% YoY อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหลายบริษัทเริ่มกล่าวถึงแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบ Profit Margin ในระยะถัดไป โดยเฉพาะบริษัทที่มี Pricing Power จำกัด

ในทางกลับกัน หากบริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าได้ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกระจายจากภาคพลังงานไปยังสินค้าและบริการอื่นมากขึ้น จึงทำให้รายงานเงินเฟ้อ PCE เดือนกันยายนและการประชุม Fed ในสัปดาห์นี้มีความสำคัญมากขึ้น


แนวโน้มตลาดและกลยุทธ์: ระวังความผันผวนสูงและ Downside Risk ในระยะสั้น
สำหรับสัปดาห์นี้เราคาดว่าตลาดหุ้นโลกจะยังเผชิญความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงของการปรับฐาน โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อตลาดที่สำคัญ ได้แก่ การประชุม Fed วันที่ 27–28 ตุลาคม ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 3.75–4.00% แต่จะจับตาสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม ข้อมูล GDP ไตรมาส 3 และเงินเฟ้อ PCE วันที่ 29 ตุลาคม นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ของการยกระดับสงครามหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับทิศทางราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และ Bond Yield
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำให้ใช้จังหวะ Technical Rebound ทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อรอให้ตลาดสะท้อนปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นไปก่อน โดยเฉพาะหุ้นที่มีภาระหนี้สูงหรือยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีความเปราะบางต่อการปรับขึ้นของต้นทุนทางการเงิน

 

 

 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย คาดต่างชาติกลับมาซื้อ


ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้คาด จะพ้นจากกรอบ Sideway down ได้ โดยอาศัย 1) การ รีบาวด์ของราคาหุ้นธนาคาร หลังปรับฐานลงมาก่อนหน้านี้ คาดกระแสเงินลงทุนต่างชาติกลับมาหนุนหุ้นแบงก์ตัวแทนต่างชาติ 2) ราคาพลังงานโลก รีบาวด์ แรง จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทำให้อุปทานยิ่งตึงตัว บวกกับสต็อกสำรองยุทธศาสตร์ลดลงอย่างรวดเร็ว คาดหนุนราคาหุ้น น้ำมัน, โรงกลั่น ปิโตรเคมี ที่เชื่อมโยง


นอกเหนือจาก 2 กลุ่มหลักที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย คาดหุ้นรายตัวที่ราคากำลังรีบาวด์จาก Oversold จะหมุนขึ้นมาเล่นได้ดีกว่าตลาดต่อเนื่อง เช่น รพ. โรงไฟฟ้า นิคมฯ ค้าปลีก


ส่วนกลุ่มที่ควรระมัดระวัง (Underperform) คาด อิเล็กทรอนิกส์ จะมีแนวโน้มปรับฐาน ตามหุ้นเทคเมืองนอก และพอร์ต SET100 Smart tactical เราถอด CCET ออก


ซึ่งเราคาดปัจจัยหลักที่น่าจะหนุน บรรยากาศตลาดหุ้นไทย ยังคงมาจากการที่ นลท.ต่างชาติ เริ่มกลับลำมาซื้อสุทธิหุ้นไทย โดยเรามีข้อสังเกต ความแข็งแกร่งของหุ้นไทยรอบนี้ คือ ต่างชาติที่ขายหุ้นไทยไปร่วม 5 หมื่นลบ.จากต้นปีตอนนี้สะสมเหลือ 1.8 หมื่นลบ. แต่กดหุ้นไทยลงได้แค่ 100 กว่าจุด เราคาดว่าหากกลับลำซื้อจะพลิกหุ้นไทยกลับมาเป็น ขาขึ้นรอบใหม่ได้


ส่วนปัจจัยมหภาค เช่น ดอกเบี้ย (การประชุมธนาคารกลางหลายแห่งสัปดาห์นี้คาดไม่ได้การเปลี่ยนแปลง และไม่มีนัยยะเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทย) บอนด์ยิลด์สหรัฐฯที่ชะลอตัว และกำลังลดความร้อนแรงลง แม้ตลาดจะเริ่มกังวลเรื่อง เงินเฟ้อ ที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมัน กำลังส่งสัญญาณย้อนแย้ง บ่งบอกการกลับมาจัดน้ำหนักสินทรัพย์แต่ละประเภทรอบใหม่

มุมมองเทคนิค: SET Index ยังคงเคลื่อนที่อยู่ในโครงสร้างปรับฐาน Corrective Wave C ของคลื่นขาลง ทำให้การปรับตัวขึ้นจะเป็นเพียงการ "รีบาวด์” ภายหลังจากการปรับตัสวลงแรง" อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางเทคนิคหลายสัญญาณเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้:


แท่งเทียน Hammer (สัญญาณกลับตัวแม่นยำ): เมื่อปลายสัปดาห์แรงเทขายกดดัชนีลงไปแต่มี "แรงซื้อกลับอย่างแข็งแกร่งดันกลับขึ้นมาปิดสูงในภาพราย week

RSI Bullish Divergence: ดัชนีย่อตัวทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Momentum RSI ไม่ได้ทำ New Low ตาม ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนการเกิด Divergence ที่มีความแม่นยำสูง มักเป็นจุดเริ่มต้นของการดีดตัวกลับแรงๆ (Trend Reversal / Technical Rebound)
การทดสอบแนวรับสำคัญ (EMA 200 วัน & Fibonacci 23.6%): ดัชนีทิ้งตัวลงเข้าใกล้ เส้นเฉลี่ย EMA 200 วัน ซึ่งตรงกับระดับ Fibonacci Retracement 23.6% ก่อนจะมีแรงดีดกลับ (Rebound) ช่วยยืนยันว่าบริเวณนี้เป็นฐานแนวรับหลักที่แข็งแกร่ง
สรุป: ดัชนี SET มีโอกาสรีบาวด์ต่อเนื่องในระยะสั้นจากแรงส่งของ Hammer, RSI Divergence และแรงซื้อคืนที่ EMA 200 วัน + Fibo 23.6% แต่การจะเปลี่ยนผ่านจาก "การรีบาวด์สั้น" ไปเป็น "ขาขึ้นรอบใหม่" ต้องอาศัยแรงซื้อดันให้ดัชนีทะลุผ่านด่านสำคัญ 1,600 จุด ให้ได้เป็นสำคัญ (จับแนวต้านระยะสั้น 1,580 จุด ….ต้องผ่านไปให้ได้ก่อน)

 

 

 

 

SET Index

 

What to watch u

ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง 3.80 ดอลลาร์ 1) หลังกลุ่มฮูตีโจมตีซาอุฯ... 2) กระแสข่าวเปิดศึกระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน 3) ด้านปริมาณน้ำมันสำรองยังคงลดลง ปัจจุบันปริมาณน้ำมันในคลังสำรองสหรัฐ SPR ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2525 แล้ว หลังทรัมป์นำคลังสำรองออกมาใช้ในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน
u ตลท.ปรับเกณฑ์ซื้อขายตลาดหุ้นไทยใหม่ มีผล 16 พ.ย.นี้ เช่น ลดช่องราคาลง ฯลฯ
u คลัง-พลังงาน เห็นพ้องลดภาษีสรรพสามิต E20 B20 พยุงส่วนต่าง โดยหลักการ คือ พยายามช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาส่วนต่าง (Space) ของน้ำมัน B20 และ E20 ให้มีราคาถูกกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท หากเราไม่ช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็จะทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท
u ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)


รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse

เจาะทิศทางฟันด์โฟลว์ช่วงยีลด์สูง — จับสัญญาณหุ้นเป้าหมายต่างชาติ
แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับสูงและเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนเงินทุน แต่เรายังมองว่า เงินทุนต่างชาติมีโอกาสเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยต่อ เพราะทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแรง โดยกำไรสุทธิ SET ใน 1H26 เพิ่ม 22.2% YoY และ 17 จาก 26 อุตสาหกรรมมีกำไรดีขึ้น ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2026 ถูกปรับขึ้น 13.9% ในช่วง 3 เดือน และ 16.9% จากต้นปี อย่างไรก็ตาม เงินรอบนี้มีแนวโน้มไม่กระจายเข้าทั้งตลาด แต่จะเลือกหุ้นที่คุณภาพกำไรดีและมองเห็นการเติบโตได้ชัดมากขึ้น

แรงหนุนสำคัญยังมาจาก วัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลกที่อยู่ในขาขึ้น โดยหุ้นวัฏจักรโลกไม่รวมโรงไฟฟ้าคิดเป็น 35.2% ของมูลค่าตลาด และสร้างกำไร 36.2% ของ SET ใน 1H26 ขณะที่การส่งออกเกาหลีเดือน ก.ย. เพิ่ม 83.5% YoY และดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ อยู่ที่ 54.5 สูงกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 สอดคล้องกับสัญญาณเงินทุนต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันตัวชี้วัดทั้ง 6 ด้าน ทั้งกระแสเงินทุน ตลาดเกิดใหม่ กำไร SET วัฏจักรโลก และผลตอบแทนของตลาดไทยเทียบตลาดเกิดใหม่ ยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ยทั้งหมด โดยข้อมูลย้อนหลังพบว่าเมื่อเกิดเงื่อนไขนี้ เงินต่างชาติใน 3 เดือนถัดไปเป็นบวกถึง 89% และมีค่ามัธยฐานเงินไหลเข้าราว 3.4 หมื่นล้านบาท

บทเรียนจากรอบเงินทุนต่างชาติครั้งใหญ่ในปี 2016, 2019 และ 2021–23 ชี้ว่า การฟื้นของวัฏจักรโลกมักเป็นจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่จะทำให้เงินอยู่ต่อคือกำไร SET ต้องฟื้นตามและกระจายตัวมากพอ โดยรอบปี 2016 เงินต่างชาติสะสมต่อเนื่อง 8 เดือน หลังภาคการผลิตโลกฟื้นพร้อมกำไร SET พลิกกลับมาเติบโต ส่วนรอบปี 2021–23 ยาวถึง 18 เดือน เพราะทั้งวัฏจักรโลก กำไร และสัดส่วนอุตสาหกรรมที่กำไรดีขึ้นส่งสัญญาณบวกพร้อมกัน ขณะที่ปี 2019 เงินเริ่มเข้าแต่ไม่สามารถต่อยอดเป็นรอบใหญ่ได้ เพราะทั้งวัฏจักรโลกและกำไรกลับมาอ่อนตัวอีกครั้ง

ดังนั้น รอบนี้เราให้น้ำหนักกับหุ้นที่ แรงซื้อจากต่างชาติเร่งขึ้นพร้อมกับกำไรยังมีแรงส่ง มากกว่าการซื้อหุ้นเพียงเพราะมีเงินไหลเข้า โดย 5 หุ้นเป้าหมายหลัก ได้แก่ GULF, KBANK, CPN, CRC และ OSP ซึ่งอยู่ในกลุ่มแรงซื้อเร่งตัวและยังมีปัจจัยหนุนกำไรชัดเจน
กลุ่มที่ควรติดตามในลำดับถัดมา ได้แก่ CPALL ที่ยังมีแรงซื้อสะสมต่อเนื่อง, BDMS, GPSC และ CENTEL ที่เริ่มเปลี่ยนจากแรงขายกลับมาเป็นแรงซื้อ และ AWC, BJC และ BGRIM ที่ราคาเริ่มรองรับแรงขายได้ดีขึ้น ส่วน DELTA, BBL, THAI และ LH ยังเห็นแรงขายต่อเนื่อง จึงควรระมัดระวังจังหวะลงทุน

 

 

 

 

PTTGC x SCC (Idea)
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
ปูนซิเมนต์ไทย

จาก 2 ยักษ์ปิโตรเคมีไทย สู่ผู้ผลิตโพลีโอเลฟินส์ Top 10 โลก
การจัดตั้ง กิจการร่วมค้า (JV) ระหว่าง PTTGC และ SCGC มีแนวโน้มยกระดับธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ในไทยขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าจากการใช้วัตถุดิบ การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เรามองว่าดีลนี้เป็นบวกต่อการเติบโตระยะกลางถึงยาวของทั้ง PTTGC และ SCC


JV ใหม่จะรวมสินทรัพย์โอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ในไทยของทั้งสองฝ่าย รวมถึงเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าบางส่วน โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 11.2 ล้านตัน/ปี แบ่งเป็น PTTGC ราว 6.1 ล้านตัน/ปี หรือ 54.7% และ SCGC ราว 5.1 ล้านตัน/ปี หรือ 45.3% ทำให้บริษัทใหม่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกในกลุ่มโพลีโอเลฟินส์ โดย PTTGC มีน้ำหนักมากกว่าในธุรกิจต้นน้ำ โดยเฉพาะ เอทิลีน ขณะที่ SCGC มีสัดส่วนเด่นกว่าในผลิตภัณฑ์ปลายน้ำบางประเภท


สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น เราประเมินว่า PTTGC จะถือ 51–55% และ SCGC ถือ 45–49% ขึ้นอยู่กับวิธีประเมินจากกำไร สินทรัพย์ หรือกำลังการผลิต แม้ PTTGC มีโอกาสถือหุ้นเกิน 50% แต่คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะมีอำนาจควบคุมร่วมกัน จึงน่าจะรับรู้ผลประกอบการของ JV ด้วยวิธีส่วนได้เสีย มากกว่ารวมงบเต็มรูปแบบ

ในภาพการเงินปี 2027 เราประเมิน JV มีรายได้ประมาณ 3.44 แสนล้านบาท กำไรสุทธิ 2 หมื่นล้านบาท และสินทรัพย์ราว 3.43 แสนล้านบาท ภายใต้สมมติฐานส่วนต่าง HDPE และ PP เทียบแนฟทาที่ 420 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ส่วนสำคัญของดีลไม่ใช่แค่การรวมขนาดให้ใหญ่ขึ้น แต่คือ ประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงาน โดย PTTGC ช่วยเพิ่มความหลากหลายของวัตถุดิบ รวมถึงมีโรงกลั่นในประเทศที่สามารถจัดหาแนฟทาและ LPG ได้อย่างต่อเนื่องและมีต้นทุนแข่งขันได้ ขณะที่ SCGC เติมความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังประเมินผลบวกต่อ EBITDA ที่แน่นอนยังไม่ชัดเจน เราจึงทำกรณีจำลองโดยสมมติประโยชน์ร่วมอยู่ที่ 50–250 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้ EV/EBITDA 4–8 เท่า ซึ่งให้มูลค่าเพิ่มต่อหุ้น PTTGC ราว 0.82–8.22 บาท และ SCC ราว 2.53–25.27 บาท สะท้อนว่ายังมีมูลค่าเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นได้ หากการรวมธุรกิจทำได้ตามเป้าหมาย

Fundamental view: ดีลนี้ช่วยทั้งเพิ่มด้านขนาด และเติมจุดแข็งระหว่างกัน PTTGC เด่นด้านวัตถุดิบและฐานการผลิตต้นน้ำ ขณะที่ SCGC เด่นด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ จึงมีโอกาสยกระดับการเติบโตของทั้งสองบริษัทในระยะกลางถึงยาว คง ซื้อ PTTGC ราคาเป้าหมาย 60 บาท โดยปรับกรอบมูลค่าเป็น PBV 0.8 เท่า (จากเดิม 0.6 เท่า) และคงแนะ ซื้อ SCC ราคาเป้าหมาย 332 บาท

 

 

BH
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
คนไข้ไทยกลับมาช่วยหนุนต่อจากแรงส่งของผู้ป่วยต่างชาติ

เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 2.08 พันล้านบาท เพิ่ม 2% YoY และ 10% QoQ โดยรายได้ 3Q26 คาด 6.7 พันล้านบาท เพิ่ม 3% YoY และ 7% QoQ โดยรายได้ผู้ป่วยต่างชาติอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท หรือ 67% ของรายได้รวม และรายได้จากตะวันออกกลางคาดเพิ่ม 22% QoQ เป็น 1.8 พันล้านบาท สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้าไทยที่เพิ่ม 13% YoY โดยเฉพาะ UAE +30% และซาอุดีอาระเบีย +21% ทำให้สมมติฐานรายได้ต่างชาติของเรายังมีลักษณะระมัดระวัง

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือรายได้ผู้ป่วยไทยคาด 2.2 พันล้านบาท เพิ่ม 4% YoY และ 7% QoQ กลับมาเติบโต YoY หลังลดลงต่อเนื่อง 5 ไตรมาส จากโรคตามฤดูกาลช่วงหน้าฝน ขณะที่อัตราการใช้เตียงคาดเพิ่มเป็น 66.3% จาก 65.1% ในปีก่อน ดังนั้น คาดอัตรากำไรขั้นต้น 52.9% ทรงตัว YoY และดีขึ้นจาก 52.0% ใน 2Q26 จากสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติที่มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคสซับซ้อนและ มีมูลค่าการรักษาสูง ขณะที่ต้นทุนยังควบคุมได้ดี

แนวโน้ม 4Q26 คาดรายได้ยังเติบโต 3% YoY จากตรวจสุขภาพปลายปีและผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางใน 3Q26 ทำระดับสูงสุดสำหรับไตรมาส 3 ที่ 334,000 คน และตามฤดูกาลยังมีโอกาสเพิ่ม 16% YoY ใน 4Q26 เราจึงคงประมาณการกำไรหลัก ปี 2026 ที่ 7.8 พันล้านบาท และปี 2027 ที่ 8.2 พันล้านบาท

Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 220 บาท การกลับมาโตของผู้ป่วยไทยช่วยเติมแรงส่งให้ธุรกิจต่างชาติที่ฟื้นอยู่แล้ว ทำให้โครงสร้างการเติบโตของ BH แข็งแรงขึ้น ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 19 เท่า ยังต่ำกว่าราคาเป้าหมายที่อิง 21 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 28 เท่า

 

AAV
เอเชีย เอวิเอชั่น
แนวทางการลดเที่ยวบินกดดัน 3Q26 ขาดทุนหนักกว่าคาด

ใน 3Q26 คาดรายได้ 8.1 พันล้านบาท ลด 13% YoY และ 20% QoQ จากผู้โดยสาร 3.4 ล้านคน ลด 28% YoY หลังหยุดดำเนินการเที่ยวบินทั้งหมดที่บินจากสุวรรณภูมิ รวมถึงลดเที่ยวบินไปเกาหลีใต้ อินเดีย และฮ่องกง จำนวนที่นั่งลด 25% YoY และอัตราบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ 76% แม้ค่าโดยสารเฉลี่ยเพิ่ม 25% YoY เป็น 2,042 บาท/คน ช่วยชดเชยจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงบางส่วน ดังนั้น ผลจากกำลังการบินที่ลดลงและค่าใช้จ่ายคืนเครื่องบินก่อนกำหนด ทำให้เราคาด ขาดทุนหลัก 2.1 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 1.3 พันล้านบาทใน 3Q25 และ 1.8 พันล้านบาทใน 2Q26 ขณะที่ราคาน้ำมันเครื่องบินแม้ลดลง QoQ แต่ยังสูงกว่า 3Q25 ถึง 61% จึงยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อต้นทุน

แนวโน้มใน 4Q26 คาดจำนวนผู้โดยสารฟื้นเป็น 5.2 ล้านคน เพิ่ม 53% QoQ หลังกลับมาเปิดบางเส้นทางจากสุวรรณภูมิ และคาดกลับมามีกำไรหลัก 383 ล้านบาท แต่ลดลง 60% YoY จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ยังสูง ส่งผลให้เราปรับประมาณการปี 2026 เป็น ขาดทุนหลัก 1.9 พันล้านบาท จากเดิมคาดขาดทุน 801 ล้านบาท และลดประมาณการกำไรปี 2027 ลง 15% เหลือ 1.3 พันล้านบาท หลังลดสมมติฐานจำนวนผู้โดยสารและอัตราบรรทุกผู้โดยสาร

ทั้งนี้ ปี 2027 ยังมีภาพฟื้นตัวจากโครงข่ายเส้นทางที่กระชับและทำกำไรได้ดีขึ้น ต้นทุนดำเนินงานลดลง และผลจากการคืนเครื่องบิน 2 ลำ แต่ยังไม่เห็นปัจจัยเร่งราคาหุ้นที่ชัดเจนในระยะใกล้

Fundamental view: เราปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ (จากซื้อ) ราคาเป้าหมาย 0.85 บาท (จาก 1.00 บาท) หลังจะเผชิญแรงกดดันใน 3Q26 ที่ขาดทุนหนักขึ้น และแม้ธุรกิจจะกลับมามีกำไรใน 4Q26 แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยประมาณการทั้งปีที่อ่อนลง

 

 

GLOBAL
สยามโกลบอลเฮ้าส์
กำไรครึ่งปีหลังโตจาก Margin แต่ปี 2027 ยังขาดแรงส่งต่อ
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 495 ล้านบาท เพิ่ม 25% YoY แต่ลด 48% QoQ แม้รายได้คาดลดลง 2% YoY จากยอดขายสาขาเดิมที่อ่อนแอ แต่ถูกชดเชยด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดเพิ่มเป็น 27.8% จาก 26.5% ใน 3Q25 จากการปรับราคาสินค้าแบรนด์ของบริษัทบางรายการและสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตัวเองที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น

ยอดขายยังอ่อนแอ โดยคาดรายได้ 3Q26 ที่ 7.3 พันล้านบาท ลด 2% YoY และ 11% QoQ และยอดขายสาขาเดิมลดราว 6% YoY แม้มีสาขาเพิ่มเป็น 101 แห่ง จาก 93 แห่งใน 3Q25 เนื่องจากกำลังซื้ออ่อน ฝนตกหนัก และน้ำท่วมปลายเดือน ก.ย. กระทบทั้งจำนวนลูกค้าเข้าร้านและกิจกรรมก่อสร้าง

แนวโน้ม 4Q26 คาดยอดขายสาขาเดิมยังติดลบ แต่ดีขึ้นจาก 3Q26 จากความต้องการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดและฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่การขึ้นราคาสินค้าแบรนด์ของบริษัทและสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตัวเองที่สูงขึ้นจะช่วยหนุนอัตรากำไร ทำให้กำไรหลักมีโอกาสฟื้นทั้ง YoY และ QoQ

อย่างไรก็ตาม แม้กำไร 9M26 คิดเป็น 86% ของประมาณการทั้งปี และมีโอกาสเห็น Upside 5–7% ต่อกำไรปี 2026 แต่ภาพปี 2027 ยังไม่น่าสนใจ โดยเราคาดกำไรหลักทรงตัว YoY ภายใต้สมมติฐานยอดขายสาขาเดิมเพิ่มเพียง 1% และแม้อัตรากำไรขั้นต้นดีกว่าสมมติฐาน 50bps กำไรก็สูงกว่าประมาณการเพียงราว 5%

Fundamental view: เรายังไม่แนะนำกลับเข้าไปลงทุน (คงคำแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 6.60 บาท)

 

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

หุ้นส่งออก By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น พาณิชย์ แจ้ง การส่งออก ก.ย.โต 24% จากตลาดคาด 18% เห็นแบบนี้ ....

รอ หุ้นเอไอ-ชิป ฟื้น By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง รอหุ้นเอไอ หุ้นชิป ต่างประเทศ ฟื้นตัว หลังจากถูกขาย ถูกเท ส่งผลให้หุ้นชิ้นส่วนฯของไทย ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้