Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews: เทียบฟอร์มกำไรQ3/69 4 แบงก์ใหญ่ SCB, KBANK, BBL, BAY

143

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 21 ตุลาคม 2569 )--------- เทียบฟอร์มกำไรQ3/69   4 แบงก์ใหญ่ SCB,KBANK,BBL,BAY   นำโดย   เอสซีบีเอกซ์  เผยกำไรสุทธิไตรมาส 3/69    10,677 ล้านบาท ลดลง  4.0%   จากไตรมาสก่อน  หลังเจอผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้



 บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2569 จำนวน 10,677 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.0 จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวดีขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัวในระดับสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง และการตั้งสำรองปรับลดลงตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น สำหรับงวดเก้าเดือนแรกของปี 2569 กลุ่มมีกำไรสุทธิ 31,989 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและค่าธรรมเนียมยังมีเสถียรภาพ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเงินลงทุน

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 3.07 ขณะที่สินเชื่อขยายตัวร้อยละ 2.4 จากสิ้นปีก่อน สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตอย่างคัดสรร นำโดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อดิจิทัลของกลุ่ม Gen 2 รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 จากปีก่อน และเติบโตร้อยละ 12.8 ในงวดเก้าเดือนแรก ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปี ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม แม้กิจกรรมการลงทุนของลูกค้าชะลอลงจากระดับสูงเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีแรก ตามภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากความสัมพันธ์กับลูกค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการผสานศักยภาพภายในกลุ่ม รายได้จากการลงทุนและการค้าบันทึกผลขาดทุน 424 ล้านบาท เทียบกับกำไร 2,552 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้ ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น

รักษาวินัยด้านต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วย AI และระบบอัตโนมัติ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 16,363 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.0 จากไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 6.3 จากปีก่อน สะท้อนการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติตลอดกระบวนการทำงานของบริษัทในกลุ่ม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 42.5 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากการลงทุนลดลง มิได้เกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวสำหรับงวดเก้าเดือนแรกอยู่ที่ร้อยละ 42.1 สอดคล้องกับเป้าหมายทั้งปี

คุณภาพสินทรัพย์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ระดับสำรองและเงินกองทุนยังแข็งแกร่ง

คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ การขายสินเชื่อด้อยคุณภาพและการตัดหนี้สูญอย่างคัดสรร ตลอดจนการติดตามกลุ่มอุตสาหกรรมและลูกค้าที่มีความเปราะบางอย่างใกล้ชิด สินเชื่อด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หก มาอยู่ที่ร้อยละ 2.95 ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของกลุ่มอยู่ที่ร้อยละ 3.21 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 3.17 โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับพอร์ตสินเชื่อของ AutoX ซึ่งเป็นไปตามแผน การตั้งสำรองลดลงร้อยละ 13.8 จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.37 ขณะที่ Coverage Ratio และอัตราส่วนเงินกองทุนตามกฎหมายยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 159.4 และร้อยละ 18.5 ตามลำดับ

 นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

"ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนว่าความผันผวนได้กลายเป็นบริบทสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป ทั้งจากตลาดการเงินและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงกระจุกตัวในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดัน อย่างไรก็ดี ธุรกิจหลักของกลุ่มยังมีเสถียรภาพ ภายใต้สามแนวทางสำคัญที่เรายึดมั่น ได้แก่ การเติบโตอย่างมีคุณภาพ การขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก

ขณะเดียวกัน เราได้เตรียมความพร้อมเชิงรุกเพื่อรองรับภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการนำ AI มาใช้ยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งกลุ่ม ตลอดจนการเตรียมเปิดให้บริการธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพของระบบและประสบการณ์ของลูกค้า

ควบคู่กันนี้ เรายังคงยืนเคียงข้างลูกค้าที่เผชิญความท้าทาย ทั้งครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูงและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" และการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้าที่มีศักยภาพในการฟื้นตัว รวมถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างทันท่วงที เพราะเราเชื่อว่าการช่วยให้ลูกค้าและผู้ประกอบการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

สำหรับการเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ในวันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยเราได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง พร้อมสานต่อทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย"






KBANK   ผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2569 กำไร 40,635 ล้านบาท - NIM อยู่ที่ 2.89% 



นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวยังคงไม่กระจายตัวทั่วถึง (K-Shaped Recovery) โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับวัฏจักร AI (Artificial Intelligence) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และภาคครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดจากค่าครองชีพและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 คาดว่ามาตรการกระตุ้นการบริโภคต่อเนื่องของภาครัฐอาจช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บางส่วน อย่างไรก็ดี ผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ยังมีจำกัด เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทำได้จำกัดกว่าช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังมีความเปราะบางและเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบจากน้ำท่วม ประกอบกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานในตลาดโลกและต้นทุนการผลิตในส่วนอื่นทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง



ธนาคารกสิกรไทยยังคงมุ่งเน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ควบคู่กับกลยุทธ์ "ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง" ด้วยการให้ความสำคัญกับการเป็นธนาคารที่ให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อลูกค้า และพร้อมเคียงข้างเพื่อก้าวผ่านความท้าทายภายใต้บริบททางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยธนาคารยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว  


ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 12,720 ล้านบาท ลดลงจำนวน 527 ล้านบาท หรือ 3.98% ส่วนหนึ่งเกิดจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ลดลงจากภาวะตลาดที่มีความผันผวน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่มีจำนวน 9,841 ล้านบาท ลดลงจำนวน 550 ล้านบาท หรือ 5.29% เกิดจากภาวะตลาดในไตรมาสนี้ และการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานใหม่ของการเก็บค่าธรรมเนียม ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,602 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,892 ล้านบาท ลดลงจำนวน 858 ล้านบาท หรือ 4.14% สะท้อนผลจากการดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 41.75% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจำนวน 10,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 310 ล้านบาท หรือ 3.09% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 177.90% สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 173.90% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด



ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 9 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,348 ล้านบาท หรือ 3.43% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 39,311 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน


รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 94,992 ล้านบาท ลดลงจำนวน 9,247 ล้านบาท หรือ 8.87% จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รวมทั้งธนาคารมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.89% แต่ธนาคารสามารถชดเชยได้จากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่มีจำนวน 51,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 9,185 ล้านบาท หรือ 21.51% จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า การจัดการกองทุน การลงทุน และการบริการประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น



ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 59,922 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,899 ล้านบาท หรือ 3.07% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 40.79% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI (Artificial Intelligence) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายตามปัจจัยฤดูกาลของการดำเนินธุรกิจ


นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองฯ จำนวน 30,171 ล้านบาท ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถรองรับความไม่แน่นอนของปัจจัยต่าง ๆ โดยมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 ที่ 1.40% - 1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย



ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,614,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 55,768 ล้านบาท หรือ 1.22% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่เกิดจากเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของธนาคารภายใต้การมุ่งเน้นขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทางการพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ 3.18% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 177.90% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.77%





BBL เปิดงบรวม9เดือนแรกปีนี้ มีกำไร 29,981 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
 ส่วนใหญ่จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร



ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2569 จำนวน 29,981 ล้านบาท

ในไตรมาส 3 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพและต้นทุนของภาคธุรกิจ สำหรับภาคบริการได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่านนโยบายการคลัง ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมได้กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ


ท่ามกลางบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลต่อการค้าโลก ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากอุทกภัยและปรากฏการณ์เอลนีโญ ธนาคารกรุงเทพพร้อมยืนเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยยังคงมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม พร้อมสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายทางธุรกิจ ที่ส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีส่วนสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost เพื่อสร้างโอกาสให้ SME พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน


ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2569 จำนวน 29,981 ล้านบาท

ธนาคารกรุงเทพ BBL และบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2569 จำนวน 29,981 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.47 ทั้งนี้ การขยายตัวของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคารและชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลงส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์จากกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 4.6 และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 48.2 สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงร้อยละ 13.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการที่ธนาคารมีการตั้งสำรองภายใต้หลักความระมัดระวัง
อย่างต่อเนื่อง


ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่า ด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 322.1 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการ ตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 จำนวน 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 83.6 ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 21.5 ร้อยละ 17.1 และร้อยละ 17.1 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด





กรุงศรี เผยผลกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 25.57 พันล้านบาท 
ตอกย้ำผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่อง


กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 สะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธนาคารท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในอาเซียน การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ตลอดจนการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ภาวะตลาดสินเชื่อยังคงเผชิญความท้าทาย แต่สินเชื่อรวมยังขยายตัว 0.8% สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพของธนาคาร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของสินเชื่อธุรกิจ
ขนาดใหญ่และอาเซียน ซึ่งขยายตัว 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการหดตัวของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อรายย่อยในประเทศ


สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569:

• กำไรสุทธิ ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2569 จำนวน 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% หรือจำนวน 960 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของสินเชื่อ นำโดยกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มลูกค้าที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR นอกจากนั้น การบริหารต้นทุนทางการเงิน และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพที่ต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรและความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงาน

• เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.8% หรือจำนวน 15,382 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพในปีนี้ของธนาคาร โดยการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มอาเซียนซึ่งเติบโต 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการหดตัวของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อรายย่อยในประเทศ

• เงินรับฝาก ลดลง 1.7% หรือจำนวน 29,380 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยการเติบโตของเงินฝากออมทรัพย์ สอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารงบดุลและโครงสร้างเงินทุนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากอย่างต่อเนื่อง


• ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.58% เทียบกับ 4.28% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR ตลอดจนการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุกและรอบคอบระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ผ่านโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ

• รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 3.7% หรือ 1,444 ล้านบาท จากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งและการกระจายตัวของฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคาร รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานที่มีความท้าทาย

• อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 45.6% จาก 46.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยกรุงศรียังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

• อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.19% จาก 3.26% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 231 เบสิสพอยท์ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 143.1%

• อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.46% เทียบกับ 20.69% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ กรุงศรี กรุ๊ป ส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยการเติบโตของธุรกิจในประเทศได้รับการขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมการลงทุนที่ยังคงเดินหน้าในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ขณะที่สินเชื่ออาเซียนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมหลายประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานโดยรวมของกรุงศรี กรุ๊ป”


นายเคนอิจิให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจว่า “ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง การส่งออกที่ขยายตัวตามวัฏจักร ขาขึ้นของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากอุทกภัย และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง อาจชะลอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ภายใต้บริบทดังกล่าว กรุงศรีประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการลงทุนและอุปสงค์จากต่างประเทศ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย”

ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.94 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.71 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.62 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 339.51 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.46% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.23%



----จบ----   

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

พยายาม สู้-เด้ง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่งปรับตัวลดลง หุ้นไทย ก็ ลง เช่นกัน ลึกสุด 1,532.71 จุด จากนั้น.....

QUICK ฉลองเทรดวันแรกในตลาด mai ราคาพุ่งเหนือจอง 8%

QUICK ฉลองเทรดวันแรกในตลาด mai ราคาพุ่งเหนือจอง 8%

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้