Today’s NEWS FEED

News Feed

ดร.เอกนิติ เผยวิกฤติพลังงาน เป็นโอกาสเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อช่วยให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการขยายความร่วมมือในอาเซียนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในภูมิภาค

89

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(16 ตุลาคม 2569)------การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องวันที่ 15 ตุลาคม 2569ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (การประชุมประจำปีฯ) ปี 2569 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก (Development Committee Plenary) เวทีเสวนาDebate on the Global Economy การหารือนโยบายทางการเงินและการคลังของกลุ่มประเทศ G20 ตลอดจนการเปิดเผยรายงานประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook: REO)

 

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้


1. การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก (Development Committee Plenary) ครั้งที่ 114

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (ดร.เอกนิติฯ) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม Development Committee ครั้งที่ 114 ในฐานะผู้แทนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำกลุ่มธนาคารโลก Development Committee เป็นเวทีระดับรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการจาก 25 ประเทศทั่วโลก ประธานกลุ่มธนาคารโลก กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยวาระหลักของการประชุมครั้งนี้คือการระดมทุนภาคเอกชนเพื่อการพัฒนา (Private Capital Mobilization) ทั้งนี้ กลุ่มออกเสียงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีถ้อยแถลงในประเด็นดังกล่าวว่า การระดมทุนเพื่อการพัฒนาต้องมีประชาชนเป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่มุ่งเพียงเพิ่มปริมาณเงินลงทุน แต่ต้องสร้างงานที่มีคุณภาพ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ เพิ่มศักยภาพของประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจโดยรวม และเปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ดังนั้น กลุ่มธนาคารโลกจึงควรเปลี่ยนองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้เป็นนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการสนับสนุนประเทศรายได้ปานกลางให้สามารถยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินโครงการพัฒนา

 

2. Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future


ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีเสวนาระดับโลก “Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ร่วมกับ Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ Luis Caputo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาร์เจนตินา Kyriakos Pierrakakis รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกรีซ และ Olayemi Cardoso ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย โดย ดร.เอกนิติฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือเล็กที่ต้องเผชิญกับคลื่นลมจากความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนบทบาทของ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับผลกระทบจากความท้าทายดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง


ส่วนวิกฤติพลังงานก็เป็นโอกาสอันดีในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อช่วยให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการขยายความร่วมมือในอาเซียนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในภูมิภาค ทั้งการส่งเสริมการค้าระหว่างกันและความร่วมมือด้านพลังงานผ่านโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ตลอดจนการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านดิจิทัลภายใต้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI

 

นอกจากนี้ ดร. เอกนิติฯ ยังระบุอีกว่า ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ “เปลี่ยนทุนเป็นทักษะ” (Turning Capital into Capability) เพื่อเปลี่ยนเงินลงทุนจากต่างประเทศในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI เป็นกำลังคนทักษะสูง (High-Skilled Human Capital) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่
และประเทศไทยจะเดินหน้าปฏิรูปกฎเกณฑ์ด้านการประกอบธุรกิจเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอีกครั้ง


3. World Economic Forum Dinner: Global Capital in a Fragmented World


ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ World Economic Forum (WEF) Dinner: “Global Capital in a Fragmented World” ซึ่งจัดขึ้นโดยรัฐบาลไทยร่วมกับ WEF ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารจากบริษัทพันธมิตรของ WEF รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางที่เข้าร่วมการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเงินทุนโลกท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความแตกแยกและแบ่งขั้วมากขึ้น


นอกจากนี้ การหารือยังมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาคและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnerships) เพื่อรับมือกับโอกาสและความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การขับเคลื่อนภาคการเงินสู่ความยั่งยืน
การเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ตลอดจนผลกระทบจากพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเสถียรภาพทางการเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก

4. การแสดงเอกลักษณ์มวยไทย Thai Cultural Show (Muay Thai)

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร (นายวิทัยฯ) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้แทนจากภาครัฐ เข้าร่วมชมการแสดงเอกลักษณ์มวยไทย โดย ดร. เอกนิติฯ ได้กล่าวปิดงานและเน้นย้ำว่า มวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นศิลปะการต่อสู้ที่สะท้อนเอกลักษณ์และคุณค่าของสังคมไทย ได้แก่ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม ระเบียบวินัย ความเคารพ และความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยเฉพาะประเพณีไหว้ครูที่แสดงถึงความกตัญญูและการให้เกียรติแก่ผู้ถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนให้เห็นว่าความเข้มแข็งสามารถดำเนินควบคู่กับความอ่อนน้อมถ่อมตนได้


นอกจากนี้ มวยไทยยังสอดคล้องกับแนวคิดหลักของการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ผ่านการพัฒนาศักยภาพ วินัย ความมั่นใจ และความสามารถในการปรับตัวเพื่อก้าวผ่านความท้าทาย พร้อมทั้งเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรมผ่านกีฬาและมิตรภาพ โดยหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี และไมตรีจิตของไทย ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


5. รายงานประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook: REO)

IMF ได้เผยแพร่รายงาน Regional Economic Outlook (REO) ซึ่งประเมินว่าเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกค่อนข้างมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ การค้าในภูมิภาค และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจภายในภูมิภาคมีความแตกต่างกันมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนด้าน AI กระจุกตัวในเพียงบางประเทศ ขณะที่หลายประเทศยังเผชิญต้นทุนพลังงานสูงและแรงกดดันต่อค่าเงิน ในระยะข้างหน้า IMF ประเมินความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกว่าจะมาจากเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงความเสี่ยงจากการปรับฐานการลงทุนและมูลค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี สำหรับการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป IMF มองว่านโยบายการเงินยังคงต้องมุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่ไปกับการสื่อสารที่ชัดเจนบนฐานของความเป็นอิสระของธนาคารกลางขณะที่นโยบายการคลังควรเร่งฟื้นฟูพื้นที่การดำเนินนโยบายผ่านการรักษาวินัยทางการคลังอย่างรอบคอบและใช้มาตรการเฉพาะจุดที่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานโดยเฉพาะด้าน AI การเสริมความแข็งแกร่งของระบบประกันสังคมและความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านการค้าภาคบริการระหว่างกันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึงมากขึ้นในระยะยาว


6. การหารือทวิภาคี (Bilateral Meeting)


ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือทวิภาคีผู้แทนประเทศในระดับรัฐมนตรีและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ดังนี้
6.1 Masato Kanda ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) พร้อมร่วมพิธีแลกเปลี่ยนสัญญาเงินกู้โครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข) โดยการหารือมุ่งเน้นการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดประชุม Finance in Common Summit 2027 ณ กรุงเทพมหานคร และการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

 

6.2 Åsmund Grøver Aukrust รัฐมนตรีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของนอร์เวย์ พร้อมลงนามอนุสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรนอร์เวย์เพื่อการขจัดการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และการป้องกันการหลบหลีกและการหลีกเลี่ยงรัษฎากร ซึ่งเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านภาษีระหว่างสองประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งลดปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ้อน สร้างความชัดเจนและความแน่นอนทางภาษีให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุน ตลอดจนส่งเสริมการค้า การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับนอร์เวย์ ทั้งนี้ อนุสัญญาฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและการโยกย้ายกำไรข้ามพรมแดน (Base Erosion and Profit Shifting: BEPS) ตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และกลุ่ม G20 พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษีของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมของระบบภาษี โดยไทยพร้อมประสานงานกับนอร์เวย์เพื่อเร่งดำเนินกระบวนการภายในประเทศให้อนุสัญญามีผลใช้บังคับโดยเร็ว อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและขยายโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว


6.3 Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ โดยเน้นย้ำบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรสำคัญที่มีส่วนร่วมพัฒนาฐานอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมผลักดันแนวคิด “Made with Thailand” เพื่อยกระดับความร่วมมือจากฐานการผลิตสู่การลงทุนคุณภาพสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการลงทุนและการขยายธุรกิจของญี่ปุ่นสู่ภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังหารือถึงแนวทางส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ทั้งความร่วมมือด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานสะอาด และการพัฒนาตลาดคาร์บอน โดยฝ่ายไทยเสนอขยายความร่วมมือภายใต้ Partnership On Wide Energy and Resources Resilience (POWERR) Asia Initiative เพื่อสนับสนุนการระดมทุนและการลงทุนด้านพลังงานยั่งยืน พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และมาตรการภาษีที่ส่งเสริมการผลิตในประเทศ ตลอดจนแนวทางการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (Japan–Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA)
ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

6.4 Muhammad Aurangzeb รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปากีสถาน ในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ปากีสถาน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร อาหารแปรรูป และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด พร้อมสานต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ปากีสถาน ตลอดจนขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ อุตสาหกรรมฮาลาล และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันและเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคเอเชียใต้

ในระยะยาว ในโอกาสนี้ ฝ่ายปากีสถานได้แสดงความชื่นชมต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ของไทย พร้อมแจ้งกำหนดการเป็นเจ้าภาพการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation: SCO) ในเดือนสิงหาคม 2570 ซึ่งจะมีผู้นำประเทศสมาชิกเข้าร่วม และได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยเข้าร่วมการประชุม SCO ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน 2570


6.5 Jozef Síkela กรรมาธิการยุโรปด้านหุ้นส่วนระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ภายใต้ยุทธศาสตร์ Global Gateway ของสหภาพยุโรป โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย โดยเฉพาะโครงการป้องกันอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตลอดจนการพัฒนาระบบพลังงานและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือการส่งเสริม ความร่วมมือด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) ทั้งการพัฒนาตลาดพันธบัตรสีเขียว การระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเงินที่ยั่งยืน พร้อมขยายโอกาสความร่วมมือด้านโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือทวิภาคี 2 คณะ ได้

แก่ (1) Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) และ (2) Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเงิน และหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองธนาคารกลางทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การเสวนาประเด็นความมั่นคงทางอาหาร (Food Security in an Age of Shocks) การแลกเปลี่ยนแนวทาง
การตัดสินใจและการสื่อสารของธนาคารกลาง (How Central Banks Decide) การเสวนาด้านการสร้างภูมิคุ้มกันทางการคลังในโลกที่ผันผวน (Building Fiscal Resilience in a Shock Prone World) ซึ่งสามารติดตามรายละเอียดการประชุมฯ ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ w.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

จับตามุมมองประธานเฟดบนเวที IMF By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าที่ผ่านมา SET ย่อลงมากกว่าวันก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวันหยุดพิเศษ คือการจัดประชุม IMF

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้