สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 15 ตุลาคม 2569 )---------เทคโนโลยีโมดูลาร์ คือ นวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนพื้นที่งานก่อสร้างให้เป็นจุดประกอบอาคาร โดยชิ้นส่วนต่าง ๆ จะถูกผลิตสำเร็จรูป และตกแต่งอย่างสมบูรณ์จนเป็นโมดูล ที่พร้อมใช้งานตั้งแต่ในโรงงาน ทั้งงานโครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงงานตกแต่งภายใน จากนั้นจึงขนส่งมาติดตั้งที่หน้างาน ทั้งนี้โมดูลาร์จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคก่อสร้าง ทั้งช่วยยกระดับ Productivity จากการลดระยะเวลาการก่อสร้าง รวมถึงลดการใช้แรงงาน อีกทั้ง ยังลดของเสียจากการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นการผลิตมาจากระบบโรงงาน ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมปริมาณวัสดุ และกระบวนการผลิตได้แม่นยำ ซึ่งจะตอบโจทย์การลด Emission ได้เช่นกันตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง McKinsey ประเมินว่า รายได้ของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโมดูลาร์ทั่วโลกในปี 2022 อยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มแตะ 0.54 –1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2040 หรือเติบโตเฉลี่ย 6-10% ต่อปี โดยมีแรงขับเคลื่อนมาจากการขยายตัวของความเป็นเมือง นโยบายที่อยู่อาศัยราคาไม่สูงมากนักที่ภาครัฐและผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบและมาตรฐานซ้ำกัน นอกจากนี้ การขยายตัวของ Data center เป็นปัจจัยหนุน โดยการประกอบระบบต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีโมดูลาร์ในโรงงานจะช่วยลดความคลาดเคลื่อน รวมถึงสามารถทดสอบก่อนส่งมอบ อีกทั้ง การขยาย Data center ในเฟสต่อ ๆ ไป ก็ดำเนินการได้ โดยใช้โมดูลใหม่มาต่อพ่วง
การส่งเสริมให้เทคโนโลยีโมดูลาร์แพร่หลายในไทย ต้องสร้างความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้า และผู้บริโภค รวมถึงอาศัยการลงทุนจากผู้ประกอบการกลุ่มที่มีศักยภาพ และการส่งเสริมจากภาครัฐ การใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์ในไทยยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ขาดความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้า และผู้บริโภค ยังไม่เกิด Economies of Scale ที่จูงใจให้มีการลงทุนจากผู้ประกอบการ ขาดการส่งเสริมการลงทุนอย่างครบวงจร โดยข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ และภาครัฐ มีดังนี้
• ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ : กลุ่มที่มีโรงงาน Prefabrication และ Precast อยู่แล้ว สามารถต่อยอดไปสู่การผลิต และบริการติดตั้งโมดูลาร์ โดยอาจเริ่มต้นขยายธุรกิจแบบเฉพาะเจาะจงในกลุ่มอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ถนัด นอกจากนี้ การแสดงข้อมูลต้นทุนการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน เปรียบเทียบกับสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแบบดั้งเดิม พร้อมจัดทำแพ็กเกจบริการหลังการขาย การบำรุงรักษา และการรับประกันระบบ จะช่วยสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาวสำหรับลูกค้า และผู้บริโภคได้
• ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง : อาจขยายกำลังผลิตไปสู่สินค้ากลุ่มโมดูลาร์มากขึ้น โดยควบคุมทั้งการผลิตและบริการติดตั้งหน้างาน อีกทั้ง จำเป็นต้องสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงข้อได้เปรียบในการใช้สินค้ากลุ่มโมดูลาร์ให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภค โดยเฉพาะข้อมูลเชิงวิศวกรรม และมาตรฐานที่เป็นรูปธรรม เช่น การทดสอบโครงสร้าง ความทนทานต่อภัยพิบัติ การรับประกันโครงสร้างระยะยาว
• ภาครัฐ : อาจส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีโมดูลาร์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การลงทุนในโรงงาน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการสร้างตลาดผู้ใช้งาน โดยอาจอยู่ในรูปแบบมาตรการต่าง ๆ เช่น การยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักร สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุน งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนโครงการต้นแบบและขยายไปสู่การก่อสร้างเชิงพาณิชย์มากขึ้นในภาคเอกชน นอกจากนี้ อาจส่งเสริมการใช้โมดูลาร์ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยพิจารณารูปแบบมาตรการของสิงคโปร์ ที่กำหนดการก่อสร้างด้วยระบบการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบปริมาตร (Prefabricated Prefinished Volumetric Construction : PPVC) สำหรับโครงการ Government Land Sales (GLS) บางแปลง ทำให้อัตราการใช้แนวทางออกแบบเพื่อผลิตนอกสถานที่ (Design for Manufacturing and Assembly : DfMA) ในโครงการก่อสร้างใหม่เพิ่มจาก 61% ในปี 2023 เป็น 68% ในปี 2024
เทคโนโลยีโมดูลาร์ตอบโจทย์ความท้าทายภาคก่อสร้างไทยได้อย่างไร?
ภาคก่อสร้างไทยเป็นหนึ่งในสาขาเศรษฐกิจที่ Productivity อยู่ในระดับต่ำ จากข้อมูลผลิตภาพแรงงานรายสาขาปี 2011-2025 พบว่า ภาคก่อสร้างมีผลิตภาพแรงงานอยู่ในระดับต่ำในช่วง 130,000-220,000 บาท/คน/ปี และไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นจากในอดีตได้มากนัก ขณะที่สาขาอื่น ๆ อย่างการผลิต และการขนส่งมีผลิตภาพแรงงานอยู่ที่ราว 600,000-700,000 บาท/คน/ปี ซึ่งสูงกว่าภาคก่อสร้างราว 3-4 เท่า โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ภาคก่อสร้างยังพึ่งพาแรงงานเข้มข้น และยังไม่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity ในการดำเนินงานได้มากเท่ากับสาขาเศรษฐกิจอื่น ๆ
ภาคก่อสร้างมีแนวโน้มถูกซ้ำเติมจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และแรงกดดันในการลด Emission การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่ประชากรวัยแรงงานลดลง และประชากรสูงวัยเพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ที่ยังพึ่งพาแรงงานเข้มข้น ประกอบกับแรงงานมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายไปยังภาคบริการและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า และมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี หรือปลอดภัยกว่าอีกทั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลด Emission เป็นแนวโน้มสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเร่งดำเนินการ โดยภาคก่อสร้างและอาคาร มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมกว่า 37% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวม ขณะที่การผลิตและการใช้วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ และเหล็ก เป็นแหล่งสำคัญของการปล่อย Embodied carbon ของสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต รวมถึงลดของเสียจากการก่อสร้าง และมลภาวะอื่น ๆ ได้ ก็จะหนุนให้เกิดการลด Emission ในภาคก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญโมดูลาร์จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาช่วยยกระดับ Productivity ภาคก่อสร้าง และลด Emission
Box 1 : เทคโนโลยีโมดูลาร์ VS Prefabrication / Precast
เทคโนโลยีโมดูลาร์ คือ นวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนพื้นที่งานก่อสร้างให้เป็นจุดประกอบอาคาร โดยชิ้นส่วนต่าง ๆ จะถูกผลิตสำเร็จรูป และตกแต่งอย่างสมบูรณ์จนเป็นโมดูล (Modules) ที่พร้อมใช้งานตั้งแต่ในโรงงาน ทั้งงานโครงสร้าง งานระบบ เช่น ไฟฟ้า ประปา ไปจนถึงงานตกแต่งภายใน จากนั้นจึงขนส่งมาติดตั้งที่หน้างาน
ทั้งนี้เทคโนโลยีโมดูลาร์จะมีความสำเร็จรูปมากกว่าเทคโนโลยี Prefabrication และ Precast ซึ่งเป็นการผลิตชิ้นส่วนล่วงหน้า เช่น เหล็ก ไม้ ผนัง ชิ้นส่วนคอนกรีตต่าง ๆ แยกกัน แล้วจึงนำมาประกอบที่หน้างาน ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในภาคก่อสร้างไทย กล่าวคือ เทคโนโลยีโมดูลาร์เป็นรูปแบบการก่อสร้างที่พัฒนาไปอีกขั้นจาก Prefabrication และ Precast โดยเป็นการก่อสร้างโดยผลิตชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบนอกสถานที่ก่อสร้าง (Off-site Construction) ที่มีระดับการประกอบ และตกแต่งสำเร็จจากโรงงานจะสูงกว่า Prefabrication แบบชิ้นส่วนทั่วไป และยังไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากนักในภาคก่อสร้างไทย
SCB EIC มองว่า โมดูลาร์จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคก่อสร้าง ทั้งช่วยยกระดับ Productivity ภาคก่อสร้าง จากการลดระยะเวลาการก่อสร้างลง โดยเทคโนโลยีโมดูลาร์สามารถช่วยเร่งระยะเวลาการก่อสร้างได้ประมาณ 20–50% ขึ้นอยู่กับประเภทอาคาร ระดับการ Standardization และการบริหารจัดการโครงการ รวมถึงช่วยลดการใช้แรงงานในพื้นที่ก่อสร้างให้น้อยลงไปมาก ซึ่งจะตอบโจทย์ความท้าทายจากการขาดแคลนแรงงานในอนาคต อีกทั้ง เทคโนโลยีโมดูลาร์ยังช่วยลดของเสียจากการก่อสร้างได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นการผลิตมาจากระบบโรงงานที่มีมาตรฐาน ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมปริมาณวัสดุ และกระบวนการผลิตได้แม่นยำกว่าการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ซึ่งจะตอบโจทย์การลด Emission ได้เช่นกัน
โอกาสทางธุรกิจของเทคโนโลยีโมดูลาร์อยู่ตรงไหน?
ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง McKinsey ประเมินว่า รายได้ของบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน
โมดูลาร์ทั่วโลกในปี 2022 อยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 0.54 –1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2040 หรือเติบโตเฉลี่ย 6-10% ต่อปี โดยการขยายตัวของความเป็นเมือง นโยบายที่อยู่อาศัยในราคาไม่สูงมากนัก ที่ภาครัฐและผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความต้องการลดต้นทุน และระยะเวลาก่อสร้าง ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบและมาตรฐานซ้ำกัน จึงเอื้อต่อการผลิตชิ้นส่วนมาจากโรงงาน นอกจากนี้ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การขยายตัวของธุรกิจ Data center เป็นปัจจัยหนุนการใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์ การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ Data center นำมาซึ่งความต้องการการก่อสร้างที่รวดเร็ว และพร้อมเปิดใช้งาน โดยเทคโนโลยีโมดูลาร์สามารถตอบโจทย์ด้านการลดระยะเวลาการก่อสร้าง Data center ได้ อีกทั้ง Data center ประกอบไปด้วยระบบต่าง ๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบสำรองไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบควบคุมอาคาร โดยการประกอบระบบต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีโมดูลาร์ในโรงงานจะช่วยลดความคลาดเคลื่อน และควบคุมคุณภาพได้ดีกว่าการติดตั้งระบบต่าง ๆ ที่หน้างาน รวมถึงสามารถทดสอบก่อนส่งมอบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การพัฒนา Data center ยังมีรูปแบบการดำเนินการเป็นเฟส โดยการขยาย Data center ในเฟสต่อ ๆ ไป ก็ยังสามารถดำเนินการได้ โดยใช้โมดูลใหม่มาต่อพ่วงได้อีกด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้เกิดการใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์มากขึ้น
ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และมีผู้เล่นกระจายตัว โดยกลุ่มบริษัทโมดูลาร์ที่ดำเนินงานแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการติดตั้ง สามารถสร้างอัตรากำไรได้สูงกว่ากลุ่มบริษัทที่ผลิตเพียงอย่างเดียว ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ที่อยู่ในกลุ่มผู้นำตลาดของโลก ได้แก่ Daiwa House (ญี่ปุ่น), Goldbeck (เยอรมนี), Sekisui House (ญี่ปุ่น), Champion Homes และ Cavco (สหรัฐฯ) โดยผู้นำตลาดของโลกไม่ได้แข่งขันกันด้วยผลิตภัณฑ์โมดูลาร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการเปลี่ยนกระบวนการก่อสร้างให้เป็นระบบอุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตในโรงงาน การประกอบหน้างาน ไปจนถึงบริการหลังการขาย รวมถึงการดำเนินการซ้ำได้หลายโครงการ และหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิด Economies of Scale และความสม่ำเสมอของคุณภาพของสินค้าและบริการอีกด้วย
ทั้งนี้จากข้อมูลของ McKinsey ระบุว่า บริษัทโมดูลาร์กว่า 60-70% มีรายได้ต่ำกว่า 50 ล้านยูโร และส่วนใหญ่มากกว่า 60% ยังคงดำเนินธุรกิจในตลาดท้องถิ่น หรือในประเทศเป็นหลัก จึงสะท้อนว่าตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และมีผู้เล่นกระจายตัว นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทโมดูลาร์กว่า 700 แห่ง ใน 50 กว่าประเทศทั่วโลก พบว่า ค่าเฉลี่ย EBITDA Margin ของทั้งอุตสาหกรรมโมดูลาร์อยู่ที่ 7% โดยกลุ่มบริษัทที่มีการดำเนินงานแบบครบวงจร ซึ่งควบคุมทั้งการผลิตและติดตั้งโมดูลาร์เองมี EBITDA Margin เฉลี่ยที่ 15-20% ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดเป็นกลุ่มที่ผลิตโมดูลาร์อย่างเดียวมี EBITDA Margin เฉลี่ยเพียงราว 5%
ผู้ประกอบการไทยควรเริ่มต้นอย่างไร?
อัตรากำไรของกลุ่มบริษัทโมดูลาร์ที่ดำเนินงานแบบครบวงจร ที่สูงกว่ากลุ่มบริษัทที่ผลิตเพียงอย่างเดียว สะท้อนโอกาสทางธุรกิจสำหรับกลุ่มที่มีความพร้อม หรือสามารถต่อยอดจากฐานการผลิตสินค้าที่มีอยู่เดิมได้ ผู้ผลิต Prefabrication และ Precast เป็นกลุ่มมีความพร้อมในการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีโมดูลาร์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับโมดูลาร์ และมีศักยภาพในการขยับขยาย ทั้งโรงงานผลิตนอกสถานที่ ทักษะแรงงานในโรงงาน ระบบควบคุมคุณภาพ และห่วงโซ่อุปทานวัสดุก่อสร้างที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ ในไทยยังมีบริษัทที่เริ่มพัฒนาสินค้าในกลุ่มโมดูลาร์ไม่มากนัก โดยประกอบไปด้วยทั้งกลุ่มที่มีการพัฒนาต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้าง และระบบก่อสร้างสำเร็จรูป รวมถึงกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งเน้นการเจาะตลาดการก่อสร้างโดยใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม หรือต่อยอดจากฐานการผลิตสินค้าที่มีอยู่เดิมได้ จะมีจุดเริ่มต้นที่ได้เปรียบ เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีโรงงาน Prefabrication และ Precast อยู่แล้ว ที่มีฐานความสามารถต่อยอดไปสู่การผลิต และบริการติดตั้งโมดูลาร์ จะมีจุดเริ่มต้นที่ได้เปรียบ ทั้งองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพในโรงงาน ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เครือข่าย Supplier และฐานลูกค้า ซึ่งจะหนุนให้สามารถเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคก่อสร้างไทยยังไม่มีผู้นำตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์อย่างชัดเจน โดยการที่เริ่มเข้าสู่ตลาด และขยายการให้บริการครบวงจรไปจนถึงการติดตั้งได้ก่อน จะมีความได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้า สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในยุคแรกเริ่ม สร้างความรับรู้สู่ตลาด ไปจนถึงสร้างแบรนด์ในระยะยาวได้ก่อน
หากเทคโนโลยีโมดูลาร์แพร่หลายในไทยมากขึ้น จะเปลี่ยนความต้องการวัสดุก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ SCB EIC มองว่า ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่ปรับกลยุทธ์เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบสำหรับการผลิตโมดูลาร์ได้ก่อนคู่แข่ง จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และครองความได้เปรียบในตลาดในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเหล็กโครงสร้าง คอนกรีตสำเร็จรูป แผงฉนวน และวัสดุตกแต่งสำเร็จรูป ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหากไม่มีการปรับกลยุทธ์ เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ยังพึ่งพาการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่ไม่สามารถส่งมอบสินค้าเป็นโมดูลได้
ผู้บริโภคไทยเปิดใจรับการก่อสร้างแบบโมดูลาร์แค่ไหน?
ผลสำรวจจาก SCB EIC พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่สนใจ และยังไม่แน่ใจกับการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างสำเร็จรูป จากผลสำรวจ SCB EIC Residential Real Estate Survey พบว่า กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ราว 57% ยังไม่สนใจ และยังไม่แน่ใจกับการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างสำเร็จรูป โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่สนใจคิดเป็นสัดส่วน 31% และกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจคิดเป็นสัดส่วน 26% โดยเหตุผลหลักที่ทำให้ยังไม่สนใจ และยังไม่แน่ใจกับการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างสำเร็จรูป ได้แก่ ความกังวลด้านความยืดหยุ่นในการปรับแบบ ความคงทนและอายุการใช้งาน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ซึ่งนับว่ายังเป็นข้อจำกัดในการขยายตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ไปสู่ผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคกลุ่มที่มีงบประมาณในการสร้างบ้านไม่สูงมากนักเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มต้นที่มีศักยภาพสำหรับการก่อสร้างแบบโมดูลาร์ สำหรับกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจสร้างบ้านด้วยโครงสร้างสำเร็จรูป คิดเป็นสัดส่วน 41% ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่มีงบประมาณในการสร้างบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 52% ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มที่มีงบประมาณในการสร้างบ้านไม่สูงมากนักให้ความสนใจสร้างบ้านด้วยโครงสร้างสำเร็จรูป เนื่องจากมองว่าเป็นทางเลือกที่ช่วยควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ดีกว่าการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ทำให้สามารถกำหนดปริมาณวัสดุ และระยะเวลาในการก่อสร้างได้ชัดเจนแม่นยำขึ้น รวมถึงช่วยลดการสูญเสียวัสดุก่อสร้าง และควบคุมค่าแรงที่อาจเพิ่มขึ้นเกิดจากความล่าช้าหรือการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแผนกล่าวได้ว่า ผู้บริโภคกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลางลงมา หรือมีงบประมาณในการสร้างบ้านไม่สูงมากนักเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มต้นที่มีศักยภาพสำหรับการก่อสร้างแบบโมดูลาร์ แม้การควบคุมต้นทุนการก่อสร้างจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการสร้างบ้านในผู้บริโภคกลุ่มนี้ แต่ก็ยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมงบประมาณ และคุณภาพการก่อสร้าง โดยผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งการแข่งขันว่าบ้านที่ก่อสร้างแบบโมดูลาร์ เป็น “บ้านที่คุ้มค่าและควบคุมคุณภาพได้” มากกว่า “บ้านราคาถูก”
จะส่งเสริมให้เทคโนโลยีโมดูลาร์แพร่หลายในไทยได้อย่างไร?
การใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์ในไทยยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ขาดความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้าและผู้บริโภค ยังไม่เกิด Economies of Scale ที่จูงใจให้มีการลงทุนจากผู้ประกอบการ ขาดการส่งเสริมการลงทุนอย่างครบวงจร ดังนั้น การส่งเสริมให้เทคโนโลยีโมดูลาร์แพร่หลายในไทย ต้องสร้างความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้า และผู้บริโภค รวมถึงอาศัยการลงทุนจากผู้ประกอบการกลุ่มที่มีศักยภาพ และการส่งเสริมจากภาครัฐ โดยข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ และภาครัฐ มีดังนี้
ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ : โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโรงงาน Prefabrication และ Precast อยู่แล้ว ที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิต และบริการติดตั้งโมดูลาร์ โดยอาจเริ่มต้นจากการขยายธุรกิจแบบเฉพาะเจาะจงในกลุ่มอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ถนัด มากกว่าการกระจายงานก่อสร้างไปหลายกลุ่มพร้อมกัน จะทำให้มีจุดเริ่มต้นที่ได้เปรียบ ทั้งองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เครือข่าย Supplier และฐานลูกค้าทั้งนี้ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจพัฒนาสิ่งปลูกสร้างโมดูลาร์ที่รองรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการต่อเติม และการขยายพื้นที่ในอนาคต โดยมีระบบอาคารที่เป็นแกนหลัก และดำเนินการผลิตซ้ำได้หลายโครงการโดยไม่ต้องออกแบบใหม่ทุกครั้ง แต่สามารถเพิ่มทางเลือกด้านรูปแบบ วัสดุ และงานตกแต่ง เพื่อลดภาพจำหรือข้อกังวลว่าสิ่งปลูกสร้างโมดูลาร์มีข้อจำกัดด้านการปรับแบบนอกจากนี้ การแสดงข้อมูลต้นทุนการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน เปรียบเทียบกับสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแบบดั้งเดิม พร้อมจัดทำแพ็กเกจบริการหลังการขาย การบำรุงรักษา และการรับประกันระบบต่าง ๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาวสำหรับลูกค้าและผู้บริโภคได้
ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง : อาจเริ่มลงทุนขยายกำลังผลิตไปสู่สินค้ากลุ่มโมดูลาร์มากขึ้น โดยควบคุมทั้งการผลิต และบริการติดตั้งหน้างาน อีกทั้ง ยังจำเป็นต้องสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงข้อได้เปรียบในการใช้สินค้ากลุ่มโมดูลาร์ให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์อย่างแพร่หลายมากขึ้น และจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงจากการเกิด Economies of Scale โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลเชิงวิศวกรรม และมาตรฐานที่เป็นรูปธรรม เช่น การทดสอบโครงสร้าง ความทนทานต่อภัยพิบัติ การรับประกันโครงสร้างระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้า และผู้บริโภคที่ยังมีความกังวลด้านความคงทนและอายุการใช้งาน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้
ภาครัฐ : มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีโมดูลาร์ให้แพร่หลาย โดยปัจจุบันไทยยังไม่มีกรอบมาตรฐานเฉพาะที่ครอบคลุมกระบวนการออกแบบ ผลิต ขนส่ง และติดตั้งอาคารโมดูลาร์แบบปริมาตร (Volumetric Modular Building) อย่างครบวงจร รวมถึงภาครัฐอาจส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีโมดูลาร์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การลงทุนในโรงงาน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงการสร้างตลาดผู้ใช้งาน เพื่อส่งเสริมให้เกิด Ecosystem และ Economies of Scale โดยอาจอยู่ในรูปแบบมาตรการต่าง ๆ เช่น การยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักร สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุน งบประมาณสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนโครงการต้นแบบและขยายไปสู่การก่อสร้างเชิงพาณิชย์มากขึ้นในภาคเอกชน นอกจากนี้ ภาครัฐอาจส่งเสริมการใช้โมดูลาร์ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยพิจารณารูปแบบการดำเนินมาตรการของสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว โดยตั้งแต่ปี 2014 สิงคโปร์กำหนดให้โครงการบางประเภทที่ได้รับการจัดสรรที่ดินภายใต้ Government Land Sales (GLS) ต้องใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่เพิ่มผลิตภาพ โดยกำหนดการก่อสร้างด้วยระบบการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบปริมาตร (Prefabricated Prefinished Volumetric Construction : PPVC) สำหรับโครงการ GLS บางแปลง ซึ่งทำให้อัตราการใช้แนวทางออกแบบเพื่อผลิตนอกสถานที่ (Design for Manufacturing and Assembly : DfMA) ในโครงการก่อสร้างใหม่เพิ่มจาก 61% ในปี 2023 เป็น 68% ในปี 2024 และตั้งเป้าถึง 70% ในปี 2025
บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/Modular-Construction-141026