Today’s NEWS FEED

News Feed

SCB EIC อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างชัดเจน เมื่อรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักทั้งภาคการผลิตและตลาดรถยนต์ในประเทศ

74

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 12 ตุลาคม 2569 )--------ตลาดรถยนต์ไทยปี 2027 มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างไม่ทั่วถึง

ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2027 คาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped recovery) โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) ขณะที่รถยนต์สันดาปภายใน และ รถกระบะยังคงมีแนวโน้มซบเซา เพราะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบางและข้อจำกัดด้านสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม แม้ตลาด xEV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะรถ PHEV และ BEV ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศในระดับต่ำ สะท้อนความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้ครบวงจร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศให้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า

 

ตลาดรถยนต์ไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยคาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2027 จะอยู่ที่ประมาณ 7.3 แสนคัน ขยายตัวราว 6.6% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นของตลาดรถยนต์ไทยใน 2 ด้านสำคัญ ดังนี้

          1. ตลาดรถกระบะมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2027 คาดว่ายอดขายจะทรงตัวอยู่ที่ราว 1.8 แสนคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากกำลังซื้อที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคเกษตรและธุรกิจ SME รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันไปเลือกใช้รถยนต์ประเภท SUV ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และมีตัวเลือกรุ่นย่อยในหลายระดับราคา

          2. รถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดรถยนต์ไทย โดยคาดว่า ยอดขาย xEV ในปี 2027 จะอยู่ที่ประมาณ 4.6 แสนคัน หรือคิดเป็น 64% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด นอกจากนี้ ภายในปี 2028 รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) จะก้าวขึ้นมาเป็นประเภทรถยนต์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ การเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของผู้ผลิตที่มีเครือข่ายศูนย์บริการ มาตรฐานการดูแลหลังการขาย ความพร้อมด้านอะไหล่ และระบบนิเวศที่รองรับการใช้งานได้อย่างครบวงจรมากขึ้น

 

แม้ไทยยังสามารถยืนหยัดเป็นฐานการผลิตยานยนต์หลักของภูมิภาคได้ แต่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยการผลิตได้ก้าวไปสู่กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) มากขึ้น ขณะที่ภาคส่งออกเผชิญความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น SCB EIC ประเมินว่าปริมาณการผลิตยานยนต์ของไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายได้สู่ระดับ 1.5 ล้านคัน สูงสุดในรอบ 4 ปี โดยราว 75% ของกำลังการผลิตทั้งหมดจะมาจากกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ ควบคู่กับการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อส่งออกยานยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าไทยจะสามารถส่งออกรถยนต์ได้ราว 8.6 แสนคันในปี 2027 กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยหลังจากหดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปีปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลัก หลังผู้ผลิตหลายรายทยอยกลับมาส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะ หลังปรับปรุงโมเดลรถให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ภาพรวมการส่งออกจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายตลาดคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

 

ในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่ ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้

          1) มาตรการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2027 เป็นต้นไป SCB EIC มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดการเร่งซื้อและเร่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ยังไม่มีฐานการผลิตในไทย ก่อนอัตราภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ ขณะที่ในระยะกลาง-ยาว มาตรการดังกล่าวนี้ จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถเร่งลงทุนในประเทศ พัฒนาห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น

          2) มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 Excess Capacity อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการค้าและ ความผันผวนของการส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยางล้อ หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 อาจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 19% จากอัตราภาษีเดิมภายใต้มาตรการด้านแรงงานบังคับ (Forced Labor) ที่ 12.5% และอาจถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากมาตรการ Excess Capacity อีกอย่างน้อย 7%

โดยสรุป อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากฐานการผลิตที่พึ่งพารถยนต์สันดาปเป็นหลัก สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์พลังงานทางเลือกที่มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญความท้าทายจากกฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตต่างประเทศ ดังนั้น การเร่งยกระดับฐานการผลิต ชิ้นส่วน และพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด “1 ประเทศ 2+ ระบบเครื่องยนต์” จะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันให้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ชั้นนำของโลกในระยะยาว

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้