Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส ชี้แรงกดดันคู่ "น้ำท่วม-ฟันด์โฟลว์ไหลออก" กดดัน SET – ชู 5 หุ้นเด่นรับมือตลาดผันผวน ชูไฮไลต์ CAPEX AI พุ่ง 116% หนุนห่วงโซ่เทคฯ โลก

75


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 6 ตุลาคม 2569)--------------บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนและกลยุทธ์การลงทุนภายใต้ธีม "DOUBLE PRESSURE … FLOOD IN FLOW OUT" สะท้อนแรงกดดันสองเด้งจากวิกฤตมวลน้ำภาคเหนือ-ภาคกลางที่ทะลักสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และการชะลอตัวของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ท่ามกลางส่วนต่างดอกเบี้ยเฟดและค่าเงินบาทอ่อนค่า อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นโลกยังได้รับแรงหนุนจากประมาณการกำไรไตรมาส 3 กลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน ตลอดจนเม็ดเงิน CAPEX AI ของกลุ่ม Hyperscalers ที่เติบโตถึง +116% YoY พร้อมแนะนำกลยุทธ์ตั้งรับผ่านหุ้นไทยและตราสารต่างประเทศ (DR) ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเด่นชัด

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล ตลาดหุ้นโลกได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หลังดัชนีภาคบริการ (ISM Services) เดือนกันยายนของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 54.9 (ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 55.0) ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ย่อตัวลงมาใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) อายุ 2 ปี ปรับตัวลดลงสวนทางกับอายุ 10 ปี ช่วยผ่อนคลายความกังวลเรื่องภาวะ Inverted Yield Curve ได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกยังต้องติดตามความผันผวนของ Bond Yield ในฝั่งยุโรปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสในสัดส่วนสูงที่สุด (Overweight) ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หาก Bond Yield ของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นจนดึงดูดเงินทุนกลับประเทศ อาจกดดันให้เกิดแรงขายพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและผลักดันให้ Bond Yield ฝรั่งเศสพุ่งขึ้นรอบใหม่

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญความกังวลเรื่องส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 ปี กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มลดแคบลง ซึ่งมักเป็นสัญญาณนำไปสู่การปรับฐานของตลาดหุ้น ตลอดจนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Default Swaps) ของกลุ่ม Hyperscalers อย่าง Oracle, Meta, Alphabet และ Microsoft ที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากภาระหนี้สินและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาล ในส่วนของทิศทางกำไร บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 ขยายตัวแกร่ง โดยคาดการณ์ EPS เติบโตถึง +27% YoY นำโดยกลุ่มพลังงานที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นราว 50% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และกลุ่มเทคโนโลยีที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นราว 40% จากการเร่งพัฒนาโมเดล AI โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากเม็ดเงินลงทุน CAPEX ของกลุ่ม Hyperscalers ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง +116% YoY ในไตรมาส 3 ผสานกับยอดค้างรับชำระบริการคลาวด์ (Cloud Backlog) ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่ทำสถิติสูงสุดใหม่และเติบโตเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ +55% YoY ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่ม AI Supply Chain ทั้งหมวด Optical, CPU & AI Server, Semi Equipment, Cloud และ Power

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันแบบสองทาง (Double Pressure) จากทั้งปัจจัยการเงินต่างประเทศและภัยธรรมชาติในประเทศ โดยส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 ปี กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังทรงตัวในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่าตลาดยังไม่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ยของไทยอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายการเงินของ FED ยังคงกดดันค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยหากอัตราดอกเบี้ยปลายทางของ FED อยู่ที่ระดับ 4.5% คาดว่าจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่าในกรอบ 35–37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (อ่อนค่าจากปัจจุบันราว 4%–10%) ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยต่างชาติ (BH, BDMS, BCH, PR9), กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, THAI, CENTEL) และกลุ่มส่งออก (TU, ITC, CPF) ด้านภัยธรรมชาติ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศทรงตัวอยู่ในระดับสูงจนเข้าขั้นวิกฤตหลายแห่ง เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ปริมาณน้ำ 110% ของความจุ), เขื่อนหนองปลาไหล (105%) และเขื่อนแก่งกระจาน (102%) ผนวกกับมวลน้ำจากแม่น้ำสายหลักในภาคเหนือ (ปิง วัง ยม น่าน) ที่ไหลมารวมกัน ณ แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาพุ่งแตะ 2,500 ลบ.ม./วินาที (จากความจุสูงสุด 2,840 ลบ.ม./วินาที) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบสะเทือนต่อภาคการเกษตร การอุปโภคบริโภค และระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง


ในมิติกรรมสิทธิ์และการเคลื่อนย้ายเงินทุน นักลงทุนต่างชาติยังคงมีอิทธิพลสูงต่อตลาดหุ้นไทย โดยมีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยรวม NVDR อยู่ที่ 36.5% ของมูลค่าตลาด (ถือครองทางตรง 30.6% และถือผ่าน NVDR 5.9%) แม้ยอดซื้อสุทธิสะสม YTD ของต่างชาติจะลดลงจากจุดสูงสุดที่ 7.5 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.8 หมื่นล้านบาท หลังเผชิญแรงขายสุทธิกว่า 5 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และถูกขายสุทธิต่อเนื่อง 3.7 หมื่นล้านบาทในรอบ 10 วันทำการล่าสุด อย่างไรก็ดี ในการซื้อขายวันล่าสุด ต่างชาติยังคงเลือกสลับเข้าซื้อสุทธิผ่านช่องทาง NVDR สูงถึง 2.66 พันล้านบาท สะท้อนการเลือกสะสมหุ้นรายตัวที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2569 เติบโตดีตามการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอย

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบคัดสรรเน้นหนัก (Selective Investment) โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 2 ทิศทางหลัก:


1. กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน AI สากล: เลือกลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อิงกับหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกใน 5 ธีมโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ กลุ่ม Optical (LITE01, COHR80, MRVL06), กลุ่ม CPU & AI Server (INTEL80, AMD80, DELL19), กลุ่ม Semi Equipment (ASML01, AMAT01, LRCX23, KLAC01), กลุ่ม Cloud (GOOGL01, MSFT80, AMZN80) และกลุ่ม Power (BE03, GEV23, PWR80)


2. กลุ่มหุ้นไทยตั้งรับได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่าและ High Season: มุ่งเน้นหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและลุ้นดีล M&A, หุ้นกลุ่มสื่อสารและโรงพยาบาลที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 ขยายตัวแกร่งทั้ง QoQ และ YoY พร้อมคาดหวังเงินปันผลระหว่างกาลและอานิสงส์การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงปลายปี

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน


• SHOP06 : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 มีแนวโน้มแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ได้รับแรงหนุนจากการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม (แนวรับ 2.66 บาท / แนวต้าน 2.80 บาท / จุดตัดขาดทุน 2.60 บาท)


• MRVL06 : ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากงาน Investor Day ที่จะจัดขึ้นในคืนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่และเปิดเผยเป้าหมายการเติบโตระยะยาว (แนวรับ 9.10 บาท / แนวต้าน 9.70 บาท / จุดตัดขาดทุน 8.90 บาท)


• ITC : ได้รับประโยชน์โดยตรงจากธีมค่าเงินบาทอ่อนค่า พร้อมลุ้นความคืบหน้าการปิดดีล M&A ในช่วงไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะช่วยเปิด Upside การเติบโตเพิ่มเติม (แนวรับ 16.30 บาท / แนวต้าน 16.90 บาท / จุดตัดขาดทุน 15.90 บาท)


• TRUE : คาดการณ์กำไรงวดไตรมาส 3/2569 ขยายตัวโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY พร้อมคาดหวังการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลราว 0.15 บาท และรับผลบวกต่อเนื่องเข้าสู่ High Season ในไตรมาส 4/2569 (แนวรับ 12.80 บาท / แนวต้าน 13.40 บาท / จุดตัดขาดทุน 12.30 บาท)


• BH : รายได้และจำนวนผู้ป่วยจากภูมิภาคตะวันออกกลางในงวดเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2569 ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหุ้นยังมี Upside สูงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน (แนวรับ 188.00 บาท / แนวต้าน 195.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 180.00 บาท)

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ลงซื้อ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เมื่อ ต่างชาติ ขายหุ้นไทย ต่อเนื่อง แบบนี้ ราคาลง ลงมา ก็ ลงซื้อ ห้วงเวลาไหน ราคาเด้ง ก็ขาย ทำรอบ ทำกำไร ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้