สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(4 ตุลาคม 2569)--------สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
• เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนฟื้นตัวได้เล็กน้อยท้ายสัปดาห์
เงินบาททยอยอ่อนค่าตามสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ร่วงลงหลุดแนว 4,200 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นตามสัญญาณกังวลเงินเฟ้อจากเจ้าหน้าที่เฟด การปรับสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ประกอบกับยังมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และข้อมูล PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย.) ที่ออกมาค่อนข้างดี และหนุนแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้า
เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือนที่ 33.71 บาทต่อดอลลาร์ฯ (อ่อนค่าสุดนับตั้งแต่ 27 ก.ค. 2569) ก่อนจะฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์หลังราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง ประกอบกับแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วนก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ
• ในวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.58 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 28 ก.ย.-2 ต.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 26,769 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 9,853 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 9,848 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 5 ล้านบาท)
• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 5-9 ต.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.20-33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ย. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางบอนด์ยีลด์ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคบริการ ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนก.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนต.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และบันทึกการประชุมเฟดเมื่อ 15-16 ก.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ย. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษด้วยเช่นกัน