สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 1 ตุลาคม 2569 )--------'บมจ.อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์' หรือ TIPAK หนึ่งในผู้นำการพัฒนา ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย โชว์ผลตอบรับจากนักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO คึกคัก ตอกย้ำศักยภาพเป็นหุ้นกลุ่มบรรจุภัณฑ์รับเมกะเทรนด์โลกด้านความยั่งยืนและมีดีมานด์พื้นฐาน จากหลากหลายอุตสาหกรรมช่วยหนุน ประกาศปรับนโยบายจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 50 พร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) วันที่ 5 ต.ค.นี้ วางแผนลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มศักยภาพของโรงงาน มุ่งบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่า (High Value) ก้าวสู่ผู้นำให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรของประเทศไทย ขานรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษเติบโต
นางสาวนลิน วิริยะเสถียร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม เปิดเผยว่า หลังจากเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ "บมจ.อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์" หรือ TIPAK จำนวน 143,683,270 หุ้น ที่ราคาเสนอขาย 1.85 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 25, 28-29 กันยายนที่ผ่านมา ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุน และเตรียมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 5 ต.ค. 2569 โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ "TIPAK"
วัตถุประสงค์การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ TIPAK จะนำเงินไปลงทุนปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพ ชำระเงินกู้สถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทฯ โดย TIPAK นับว่าเป็นหุ้นในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่มีความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์เป็นฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการขนส่งสินค้าแทบทุกประเภท จึงมีอุปสงค์พื้นฐาน (Base Demand) จากหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
นางสาวนันทรัตน์ แสงสุวรรณนุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น IPO ของ TIPAKที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน สะท้อนถึงความมั่นใจในธุรกิจและศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดย TIPAK เป็นหนึ่งในผู้นำการพัฒนา ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์จากกระดาษคราฟท์ (Kraft paper) รายใหญ่ในประเทศไทย มีฐานการผลิตและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีฐานลูกค้าอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูง นอกจากนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษมีศักยภาพเติบโตที่ดี จากกระแสเทรนด์รักษ์โลกและการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) คาดว่าจะผลักดันตลาด Sustainable Paper Packaging ในภูมิภาค APAC ปี 2567–2572 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 8.0% ต่อปี จึงทำให้ TIPAK เป็นหุ้นเมกะ
เทรนด์โลกด้านความยั่งยืน และมีศักยภาพที่จะก้าวสู่ผู้นำให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทย
นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "TIPAK") กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพและฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Operational Excellence) และกำลังการผลิตของโรงงานด้วยเทคโนโลยีการผลิตและระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย โดยบริษัทฯ มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า (High Value) ภายใต้วิสัยทัศน์ "Solutions Unfold ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้า" ก้าวสู่ผู้นำการให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทยและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีแผนการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ในปี 2570 ดังนี้
1) โครงการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและระบบอัตโนมัติ โดยโรงงานสมุทรสาครและโรงงานปราจีนบุรีจะลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานสายการผลิตแผ่นและกล่องกระดาษลูกฟูกไปสู่ระบบอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบ เพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มความรวดเร็ว (Speed Losses) ในการผลิต อาทิ การลงทุนระบบจัดตำแหน่งกระดาษอัตโนมัติ (AUTOMATIC SINGLE FACER PAPER ALIGNMENT), ปรับเปลี่ยนชุดทากาว (GLUE MACHINE) ที่มีความแม่นยำสูง, การติดตั้งชุดป้อนวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตและจัดเรียงสินค้าสำเร็จรูปบนพาเลทแบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์, การปรับปรุงสายการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก ฯลฯ
2) โครงการนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยจะลงทุนวางรากฐานการบริหารโรงงานเชิงวิเคราะห์ด้วยข้อมูล ในโรงงานสมุทรสาครและโรงงานปราจีนบุรี (BOI) เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ประกอบด้วย โครงการระบบบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์เชิงรุก (PRODUCTION SCADA PdM) โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดพารามิเตอร์ทางกายภาพ (Vibration Sensors, Thermal Sensors, Electrical monitors) และโครงการระบบติดตามประเมินผล OEE แบบเรียลไทม์ (OEE MONITORING REALTIME) เชื่อมข้อมูลของเครื่องจักรเข้าสู่ศูนย์ควบคุมหลักแสดงผลผ่านแดชบอร์ด เพื่อช่วยแก้ปัญหากระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว
3) โครงการควบคุมคุณภาพและเสริมสร้างเสถียรภาพการผลิต โดยในโรงงานสมุทรสาคร จะลงทุนห้องแลกเปลี่ยนและควบคุมความชื้นกระดาษ (PAPER MOISTURE EXCHANGE ROOM) และติดตั้งระบบตัวกรองฮาร์มอนิกส์ชนิดแอกทีฟ (Active Harmonic Filters) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้วยข้อมูลและการบำรุงรักษาแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะป้องกันความเสียหายและการหยุดทำงานฉุกเฉินของระบบ
นอกจากนี้ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 มีมติอนุมัติปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และทุนสำรองตามกฎหมายในแต่ละปี เพื่อเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
"ด้วยรากฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของเราครอบคลุมทุกมิติของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (High Value) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดการสูญเสียเป็นศูนย์ (Zero Defect) พร้อมทั้งวางแผนบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน" นายวีรชัย กล่าว