บาทอ่อน ...FLOW ต่างชาติสะดุด
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงแรง โดยเฉพาะ WTI -3.5% หลุด 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุฯ ฟื้นการขนส่งน้ำมันผ่านท่อได้อย่างน้อย 50% อีกทั้ง JPMORGAN เผยว่าการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ประมาณ 17.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 98% ของระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว
• SUPPLY SHOCK น้ำมันที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ช่วงสั้นราคาน้ำมันย่อตัวลง แต่อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสงครามยังยืดเยื้อและกลับมาทวีความรุนแรง จนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หรือการขนส่งน้ำมันเกิดการติดขัด อาจผลักให้ราคาน้ำมันดีดตัวอีกครั้ง
• ตลาดยังมีความกังวลเงินเฟ้อที่ถูกฝังรากกมานานกว่า 7 เดือน เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันนโยบายการเงินเข้มข้นกว่า 3 ไตรมาสแรกของปี 2026
REGION RADAR
• TRUMP ได้จัดงาน “SUPER INTELLIGENCE LUNCHEON” เป็นการประชุมร่วมรับประทานอาหารกลางวันระดับผู้นำเทคโนโลยีที่จัดขึ้น ณ ทำเนียบขาว เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ
• กลุ่มหุ้นเรือสำราญปรับตัวขึ้นแรงในวานนี้ นำโดย CARNIVAL (CCLUS) +13% และ ROYAL CARIBBEAN CRUISES (RCL US) +7%หลัง CARNIVAL รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์และประกาศปรับเพิ่มประมาณการ EPS สำหรับปีน
THAI FOCUS
• ต่างชาติเร่งลดความเสี่ยงในไทย เห็น FLOW ทยอยไหลออก ทั้งBOND -3.7 หมื่นลบ.(QTD), หุ้นไทยขายเกือบ 2 หมื่นลบ. ช่วง 6 วันทำการและ TFEX SHORT สะสม 3.3 หมื่นสัญญา(2 วัน)ซึ่งแรงกดดันหลัก คือ US–THAI 10Y BOND YIELD SPREAD กว้างขึ้น หนุนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่องและทะลุแนว34 บาท/เหรียญฯ
• กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่า 1. ETRON: DELTA, HANA,KCE 2.อาหาร-เกษตรส่งออก:TU, ITC, CPF, GFPT, STA, NER 3.ท่องเที่ยว-การแพทย์: MINT, CENTEL, ERW, AOT, BH, BDMS
SYNAPSE STRATEGY
• ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 6 วันติด เกือบ 2 หมื่นลบ. จาก BONDYIELD สหรัฐฯ ที่เร่งขึ้น, น้ำท่วม, การเมืองร้อนขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าอย่างไรก็ตาม ยังเห็นหมุนสะสมในหุ้น LAGGARD ในกลุ่ม หรือมีSTORY เด่น แนะ PTT, SCB, BBL, BH, THAI, GULF, AWC
• สำหรับวันนี้เลือกหุ้นเด่นมีปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่ TRUE คาดกำไร3Q69 โต QOQ/YOY, GULF น้ำมันขาลง + DATA CENTER,PLANB ลุ้นปรับประมาณการกำไร 2570 + เข้า HIGH SEASON OOH
HORIZON MARKET VIEW
น้ำมันเริ่มย่อแล้ว แต่ความกังวลเงินเฟ้อยังไม่หมดไป
วานนี้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงแรง โดยเฉพาะ WTI -3.5% หลุด 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุฯ ฟื้นการขนส่งน้ำมันผ่านท่อ EAST-WEST PIPELINE ได้อย่างน้อย 50% (ราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) อีกทั้ง JP MORGANเผยว่าการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ประมาณ 17.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 98% ของระดับก่อนเกิดสงครามแล้วSUPPLY SHOCK น้ำมันที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ช่วงสั้นราคาน้ำมันย่อตัวลง แต่อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสงครามยังยืดเยื้อและกลับมาทวีความรุนแรง จนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หรือการขนส่งน้ำมันเกิดการติดขัด อาจผลักให้ราคาน้ำมันดีดตัวอีกครั้ง
ขณะที่ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยนเดือน ก.ย. 2026 แตะระดับ 95.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน +50%YOY ทำให้ตลาดยังมีความกังวลเงินเฟ้อที่ถูกฝังรากกมานานกว่า 7 เดือน เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันนโยบายการเงินเข้มข้นกว่า 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 สะท้อนจาก BOND YIELD สหรัฐฯ อายุ 30ปี พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002
REGION RADAR
TRUMP จัดงาน SUPER INTELLIGENCE LUNCHEON หารืออนาคต AI ของสหรัฐฯ
DONALD TRUMP ได้จัดงาน “SUPER INTELLIGENCE LUNCHEON” เป็นการประชุมร่วมรับประทานอาหารกลางวันระดับผู้นำเทคโนโลยีที่จัดขึ้น ณ ทำเนียบขาว เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ TRUMP ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (EXECUTIVE ORDER) เพื่อให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนการใช้คำว่า ARTIFICIALINTELLIGENCE (AI) เป็น SUPER INTELLIGENCE (SI) อีกทั้งได้ให้กลุ่ม CEO บริษัทเทคโนโลยีลงนามในข้อตกลงทางศีลธรรมเพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยของ AI ร่วมกัน โดยมีCEO บริษัท BIG TECH มากมายเข้าร่วม อาทิ NVIDIA, AMD, BROADCOM, MICRON และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเรามองประเด็นนี้เป็นบวกต่อการพัฒนา AI ในสหรัฐฯ และเชื่อว่าการพัฒนา AI จะยังไม่ชะลอตัวลงในระยะสั้นตามตลาดเคยกังวลก่อนหน้านี้ มองเป็นบวกต่อหุ้นที่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ และยังมีหุ้นที่ไม่ได้เข้าประชุมแต่เป็น SUPPLY CHAIN ที่สำคัญต่อการพัฒนา AI และกำลังอยู่ในช่วง BOTTLENECK อย่างมาก ได้แก่ DR: BE03 และ DR: LITE80
CARNIVAL ผลประกอบการแข็งแกร่งพร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรทั้งปี
กลุ่มหุ้นเรือสำราญปรับตัวขึ้นแรงในวานนี้ นำโดย CARNIVAL (CCL US) +13% และ ROYAL CARIBBEANCRUISES (RCL US) +7% หลัง CARNIVAL ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์และประกาศปรับเพิ่มประมาณการ EPS ทั้งปีสู่ระดับ $2.24 (จากเดิมคาด $2.22) โดยบริษัทระบุว่าแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นมาจากยอดเงินมัดจำการจอง (BOOKING DEPOSITS) ในไตรมาสที่สามซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $7.6 พันล้าน อีกทั้ง CEO ระบุว่า “ความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องที่เราเห็นจากเส้นทางการจองล่วงพื้นที่ทำสถิติใหม่ ซึ่งขยายตัวยาวนานออกไปอีก ช่วยตอกย้ำความมั่นใจในความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวเรือสำราญและศักยภาพการทำกำไรของธุรกิจ" จึงมองว่าหุ้นในกลุ่มเรือสำราญอย่างCARNIVAL และ ROYAL CARIBBEAN CRUISES จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งมากในช่วงครึ่งหลังของปี
THAI FOCUS
รับมือต่างชาติเทขาย จับตาเงินบาทอ่อนค่า และโอกาสทองของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น โดยต่างชาติได้ขายตราสารหนี้ไทยสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท(QTD)ส่งผลให้ยอดการซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมาติดลบที่ระดับ -7,952 ล้านบาท ส่วนในตลาดหุ้นไทยต่างชาติเทขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 วันทำการ นอกจากนี้ฝั่งของตลาดอนุพันธ์ (TFEX)ต่างชาติยังมีสถานะ SHORT สุทธิสะสม 2 วันมูลค่า 3.3 หมื่นสัญญา
ซึ่งปัจจัยที่กดดันให้ FLOW ต่างชาติไหลออกจากประเทศไทย คงหนีไม่พ้นส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BOND YIELD) อายุ 10 ปี ระหว่างสหรัฐฯและไทย ซึ่งช่องว่างของผลตอบแทนนี้ห่างขึ้นเรื่อยๆและทำจุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปีเป็นแรงส่งให้แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยมีโอกาสที่เงินบาทจะทะลุระดับสูงสุดเดิม34 บาทต่อเหรียญฯ ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤตเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่อ่อนตัวยังคงมีโอกาส สำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ได้แก่
• กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ : เช่น DELTA, HANA, KCE
• กลุ่มส่งออกอาหารและการเกษตร: เช่น TU, ITC, CPF, GFPT, STA, NER
• กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์: เช่น MINT, CENTEL, ERW, AOT, BH, BDMS, PR9
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์" ที่ได้รับข่าวดีจากการที่บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ไฟเขียวยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรก ภายใต้ธง “ชิปไทย” (CHIP MADE IN THAILAND) ตั้งเป้าหมายดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 2.5ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายระยะสั้นในการดึงเงินลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี นโยบายนี้จะเน้นไปที่เทคโนโลยี 3 กลุ่มหลักที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ โฟโตนิกส์, ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า และเซนเซอร์ พร้อมทั้งเร่งพัฒนาการออกแบบวงจรรวมและการประกอบชิปขั้นสูง รัฐบาลคาดหวังว่ายุทธศาสตร์นี้จะดันรายได้อุตสาหกรรมทะลุ 5 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างงานได้กว่า 2.3 แสนตำแหน่ง
SYNAPSE STRATEGY
หาหุ้นต่างชาติแอบซื้อสวนทางภาพรวมขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ใน 6 วัน
ทิศทาง FLOW ต่างชาติขายสุทธิ 6 วันทำการติดต่อกัน รวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท แรงกดดันจาก BONDYIELD สหรัฐ เร่งขึ้นแรงกว่าไทย มีประเด็นกดดันเศรษฐกิจช่วงสั้นเรื่องน้ำท่วม รวมถึงอุณหภูมิการเมืองร้อนขึ้นรวมถึงเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องกดดันให้ต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มอย่างไรก็ตามต่างชาติไม่ได้ขายหุ้นทุกตัวในช่วง 6 วันทำการ ยังมีการทยอยสะสมอยู่บางบริษัท เน้นโยกเงินเข้าสะสมในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และปิโตรเคมีบางตัว ที่ยังมี STORY เด่นและราคาหุ้นยัง LAGGARD กลุ่มฯ ได้แก่SCB (+2,974 ล้านบาท), PTT (+1,361 ล้านบาท), TOP (+882 ล้านบาท), IRPC (+627 ล้านบาท) และ BBL(+517 ล้านบาท)
แม้กระแสเงินทุนต่างชาติจะเริ่มสะดุด แต่ยังมีหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมี STORY สามารถขับเคลื่อนให้ราคาหุ้นไปต่อได้TOPPICKS หุ้นไทย 3 ตัว ได้แก่
TRUE : แนวโน้มกำไรไตรมาส 3Q69 เติบโตดีทั้ง QOQ และ YOY พร้อมคาดหวัง DIV YIELD งวด 3Q69 ที่ประมาณ 1.2%
GULF : รับ SENTIMENT บวกจากทิศทางราคาน้ำมันขาลง พร้อมแรงหนุนจาก THEME การลงทุนตามแผนPDP และการเติบโตของ DATA CENTER
PLANB : มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 จากส่วนแบ่งเงินลงทุนใน ICARE และกำลังเข้าสู่ช่วง HIGHSEASON ของธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) ในช่วงครึ่งปีหลัง
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์