Today’s NEWS FEED

News Feed

GBSประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ SET แกว่งตัวในกรอบ 1,600–1,630 จุด แนะเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม ได้แก่ GLOBAL, DOHOME, HMPRO, TASCO, DCC และ DRT

49


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(28กันยายน 2569)-------------บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ความกังวล FED ปรับขึ้นดอกเบี้ย และสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมแนะนักลงทุนเกาะติดปัจจัยการเมืองและการประชุมสำคัญ แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นได้อานิสงส์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม


นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ยังคงแกว่งตัวผันผวนจากแรงกดดันสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูงบั่นทอนความน่าสนใจในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง


ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 ก.ย. นี้ จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,600–1,630 จุด


ส่วนปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดในสัปดาห์นี้ โดยหลักมาจากการปรับตัวลดลงของดัชนีดาวโจนส์ 161.61 จุด หรือ -0.31% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังกลุ่มฮูตีซึ่งอิหร่านหนุนหลังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย จนเกิดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันชะงักงัน และ FedWatch Tool ของ CME Group ยังระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 69% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้จากเดิม 55.4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศมาจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลในหลายพื้นที่หลังฝนตกต่อเนื่องหลายวัน แต่ส่วนใหญ่เตรียมรับมือไม่ทันทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งการผลิตและการขนส่ง


อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกช่วยพยุง โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านญัตติ War Powers Resolution เพื่อถอนกำลังทหารออกจากการสู้รบกับอิหร่าน และมิตรภาพระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ การเรียกร้องให้ร่วมมือกันและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง


นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 ขณะที่ในประเทศ สำนักงาน ก.ล.ต. ขานรับสภาฯ รับหลักการร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับเพื่อยกระดับการกำกับดูแลยุคดิจิทัล และบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติฉบับแรก วางเป้าหมายดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี พร้อมเตรียมพิจารณาโครงการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป 1-1.5 ล้านครัวเรือนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน


ในส่วนของปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในประเทศประกอบด้วยการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์จาก ส.อ.ท. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย. และรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินจาก ธปท. รวมถึงการแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคจาก สศอ. และ สศค.


ส่วนปัจจัยต่างประเทศได้แก่รายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ของจีน ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอียู ตัวเลข JOLTS และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง GDP ไตรมาส 2/2569 (Final) และดัชนี PCE เดือนส.ค.


ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม ได้แก่ GLOBAL, DOHOME, HMPRO, TASCO, DCC และ DRT

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้