สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(15 กันยายน 2569)------------บลจ.อีสท์สปริง แนะนำจัดพอร์ตลงทุนเดือนกันยายน โดยคัดเลือก 3 กองทุน ได้แก่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) เป็นแกนหลักของพอร์ต เพื่อกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก ขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Healthcare (ES-HEALTHCARE) ช่วยเสริมความยืดหยุ่นด้วยหุ้นกลุ่ม Defensive และ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME) กระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์เพื่อโอกาสลดความผันผวนของพอร์ตในภาวะที่ตลาดยังไม่แน่นอน
นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า การลงทุนในเดือนกันยายน บลจ.อีสท์สปริง แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตด้วยแนวทาง “คัดสรรเชิงคุณภาพและกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล” โดยคงน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไว้ในระดับที่เหมาะสม แต่เลือกลงทุนอย่างมีคุณภาพและกระจายตัวมากขึ้น หลังเริ่มเห็นการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน (Rotation) ออกจากหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมามากอย่างเทคโนโลยีและ AI เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยแนะนำ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Healthcare (ES-HEALTHCARE) และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME)
“บลจ.อีสท์สปริง พบว่าตลาดการลงทุนทั่วโลกในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาผันผวนอย่างหนักในช่วงต้นเดือน ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งในครึ่งเดือนหลัง โดยดัชนี MSCI AC World Index ปรับตัวขึ้น 2.7% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังผู้นำด้านชิป AI ของโลกอย่าง Nvidia รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 ที่ 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 106% จากปีก่อน และรายได้จากธุรกิจ Data Center ที่ 89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 117% พร้อมให้ประมาณการรายได้ไตรมาสถัดไปที่ 108 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลบวกต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไต้หวันที่เป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิปและฮาร์ดแวร์ AI ของโลก ขณะที่ฝั่งตราสารหนี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิ่มวงเงินโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Buyback Program) จากอย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรอบ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน 2027 ช่วยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีย่อลงจากระดับ 5.34% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 19 ปี มาอยู่ที่ 5.23% ก่อนจะขยับกลับไปใกล้เคียงระดับเดิม ณ สิ้นเดือน ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ได้หนุนให้ราคาทองคำโดดเด่นที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกด้วยผลตอบแทนราว 9.8% ภายในเดือนเดียว (ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026)
สำหรับเดือนกันยายน บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ายังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอีกหลายด้าน ทั้งการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินและสภาพคล่องของตลาดทุนโลก โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นที่แผนลดภาษีบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับแนวทางของธนาคารกลางที่อาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน ขณะที่สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังอยู่ในภาวะ “ไร้สงครามแต่ไม่สงบ” (No War, No Peace) ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ทรงตัวในระดับสูง และกดดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงช้ากว่า นอกจากนี้ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเมื่อเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2026 ดังนั้น พอร์ตการลงทุนจึงควรเน้นการกระจายความเสี่ยง มากกว่าการฝากความหวังไว้กับธีมการลงทุนเพียงธีมเดียว” นายยิ่งยง กล่าว
สำหรับกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) ลงทุนในกองทุนหลัก Goldman Sachs Global CORE Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)(Snap) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินในตราสารทุนทั่วโลก ซึ่งมีการใช้ BIG DATA (เช่น ข้อมูลจาก Google searches, Facebook, ภาพจากดาวเทียม) และ Machine Learning ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Fund Services Limited ทั้งนี้ บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่าท่ามกลางตลาดหุ้นโลกที่ผันผวนและกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท การคัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบด้วยปัจจัยเชิงปริมาณจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาหุ้นคุณภาพดีที่ระดับราคายังเหมาะสมได้ โดยกองทุนหลักพิจารณาทั้งปัจจัยพื้นฐาน ระดับความถูกแพง และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อคัดเลือกหุ้นทั่วโลกราว 200-300 บริษัท ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องในปีนี้ กองทุนนี้จึงตอบโจทย์การเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน ทั้งในมิติของประเทศที่เข้าลงทุน อุตสาหกรรมที่หลากหลาย และจำนวนหุ้นที่ถือครองอย่างเหมาะสม เพื่อโอกาสลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
ในขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Healthcare (ES-HEALTHCARE) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Janus Global Life Sciences Fund ในสัดส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences) ครอบคลุมทั้งการวิจัย พัฒนา ผลิต และการให้บริการด้านสุขภาพและยา บริหารจัดการโดย Janus Capital Management LLC และ Janus Capital Funds plc นับเป็นโอกาสการลงทุนที่ บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ามีความน่าสนใจในจังหวะนี้ เนื่องจากกระแสการหมุนเวียนเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่กลุ่ม Value และ Defensive ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรของกลุ่ม Healthcare ซึ่งเติบโตในระดับเลขหลักเดียวในปี 2026 มีแนวโน้มกลับไปเติบโตมากกว่า 20% ในปี 2027 ตามประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ (ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026) นอกจากนี้ปัจจัยลบที่กดดันกลุ่มนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายควบคุมราคายาภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act การตัดลดงบประมาณ Medicaid หรือความกังวลว่ายาสำคัญหลายรายการจะหมดสิทธิบัตรในปี 2028ล้วนถูกสะท้อนเข้าไปในระดับราคาไปแล้วบางส่วน ทำให้ Downside ของกลุ่มนี้ค่อนข้างจำกัด และเหมาะกับบทบาทการเป็นสินทรัพย์เชิงรับที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME) ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Amundi Funds Income Opportunities ชนิดหน่วยลงทุน Class I2 USD บริหารจัดการโดย Amundi Luxembourg S.A. โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีการลงทุนแบบยืดหยุ่นในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกที่สร้างกระแสรายได้ ทั้งตราสารทุน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารอนุพันธ์ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกระแสรายได้ (Income) ให้กับผู้ลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ากองทุนนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่ความผันผวนของตลาดหุ้นโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังระดับราคาของหุ้นกลุ่มผู้ชนะเดิมอย่างเทคโนโลยี AI และชิปเริ่มตึงตัว ความคาดหวังของตลาดปรับสูงขึ้น และตอบรับข่าวลบได้ง่ายกว่าเดิม การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นควบคู่กับความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนตามภาวะตลาด จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และเสริมให้พอร์ตการลงทุนไม่ต้องพึ่งพาทิศทางของตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว