Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : Sector Food Upgrade เป็น Overweight จากเดิม Neutral

16

 

แนวโน้ม 2H26 ของกลุ่มปศุสัตว์มีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่น

จากทั้งรายได้และมาร์จิ้นที่ได้รับแรงหนุนพร้อมกัน โดยราคาไก่และสุกรในไทยฟื้นตัวแรงหลังผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q26 จากภาวะอุปทานตึงตัวที่คาดต้องใช้เวลาอีก 1-1.5 ปีกว่าจะกลับสู่ระดับปกติ ขณะที่คำสั่งซื้อส่งออกไก่ยังแข็งแกร่งจากแรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่ EU ยังคงจำกัดการนำเข้าไก่บราซิล ด้านต้นทุนอาหารสัตว์เริ่มผ่อนคลายจากราคาข้าวโพดที่ลดลง ส่วนตลาดต่างประเทศทั้งจีนและเวียดนามส่งสัญญาณฟื้นตัวของราคาสุกรจากมาตรการควบคุมอุปทาน ส่งผลให้แนวโน้มกำไร 2H26 ของผู้ประกอบการปศุสัตว์เข้าสู่รอบขาขึ้น
ผลประกอบการกลุ่มปศุสัตว์ใน 2Q26 อ่อนแอที่สุดของรอบ
แม้รายได้รวมจะลดลงเพียง 2% YoY เหลือ 2 แสนล้านบาท แต่กำไรสุทธิหดตัวแรง 58% YoY เหลือ 6.9 พันล้านบาท จากแรงกดดันของราคาสุกรที่ร่วงลง 31% YoY และราคาไก่ที่อ่อนตัว 5% YoY ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะข้าวโพดที่เพิ่มขึ้น 8% YoY ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของผู้ประกอบการหดตัวพร้อมกันเกือบทั้งกลุ่ม นอกจากนี้ ราคาสุกรในจีนและเวียดนามที่ยังอ่อนแอในช่วงครึ่งปีแรกยิ่งซ้ำเติมผลประกอบการ อย่างไรก็ดี ภาพดังกล่าวน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี เนื่องจากราคาสัตว์บกเริ่มฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค. ขณะที่ต้นทุนข้าวโพดเริ่มปรับลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการในช่วง 2H26 ต่อไป
ภาพรวมอุตสาหกรรมจะเผชิญจุดต่ำสุดใน 1H26 แต่แต่ละบริษัทมี Growth Engine ที่แตกต่างกันและพร้อมรับประโยชน์จากการฟื้นตัวของวัฏจักรปศุสัตว์
โดย TFG โดดเด่นจากการทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมาร์จิ้นสูง ขณะที่ BTG มี Upside ต่อการฟื้นตัวของกำไรสูงสุดจากฐานที่ต่ำและโอกาส M&A ในต่างประเทศ ด้าน CPF จะได้อานิสงส์มากที่สุดจากการฟื้นตัวของราคาสุกรในจีนและเวียดนาม ส่วน GFPT มีจุดเด่นจากฐานะการเงินแข็งแกร่ง มูลค่าหุ้นถูก และกำลังการผลิตใหม่ที่จะหนุนการเติบโตระยะยาว ขณะที่ FM ยังคงเป็นหุ้น Defensive ที่ให้ความมั่นคงของกำไรและเงินปันผลสูงสุดในกลุ่ม
Upgrade Sector Food เป็น Overweight จากเดิม Neutral
มองข้ามจุดต่ำสุดในปี 1H26 แนวโน้มกลับมาเติบโตตั้งแต่ 2H26 เป็นต้นไป โดยหุ้น top pick คือ TFG, CPF และ BTG

ภาพรวมผลประกอบการ 2Q26

ภาพรวมรายได้รวมของกลุ่ม 2Q26 ลดเพียง 2% YoY อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท แต่กำไรสุทธิหายไป 58% YoY เหลือ 6,918 ล้านบาท สะท้อน operating leverage ไม่ใช่ปัญหาด้านดีมานด์ และในเชิงโครงสร้างความเสียหายเกือบทั้งหมดมาจากหมูเป็นหลักไม่ใช่ไก่ (หมู -31% YoY เทียบไก่ -5% YoY)

ภาพของครึ่งปีแรกคือสถานการณ์ที่แย่ที่สุดสำหรับผู้เลี้ยงครบวงจร ราคาสุกรไทยเฉลี่ย 2Q26 อยู่ที่ 60.2 บาท/กก. ลดลง 31% YoY ขณะที่ราคาไก่เฉลี่ยอยู่ที่ 37.7 บาท/กก. -5% YoY ในทางกลับกันต้นทุนข้าวโพดกลับพุ่งขึ้นเป็น 11.8 บาท/กก. +8% YoY และกากถั่วเหลืองทรงตัวสูงที่ 16.5 บาท/กก. ตลาดต่างประเทศไม่ได้ช่วยพยุง ราคาสุกรจีนเฉลี่ย 10.4 หยวน/กก. (-31% YoY) ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนที่ราว 13 หยวน/กก. ขณะที่เวียดนามอ่อนตัวเล็กน้อย 65,660 VND/กก. (-4% YoY) ผลลัพธ์คือ Gross margin ของทั้งกลุ่มหดตัวพร้อมกัน 4.8-5.6pp YoY ยกเว้น GFPT ที่ยังเพิ่มขึ้น 0.2pp,


ภาพรวมรายได้รวมของกลุ่ม 2Q26 ลดเพียง 2% YoY แต่กำไรสุทธิหายไป 58% YoY สะท้อน operating leverage ไม่ใช่ปัญหาด้านดีมานด์ และในเชิงโครงสร้างความเสียหายเกือบทั้งหมดมาจากหมูเป็นหลักไม่ใช่ไก่

• GFPT เป็นตัวเดียวที่กำไรเติบโต QoQ โดย Gross margin ดีขึ้น จากการปรับราคาขายส่งออกไปญี่ปุ่นขึ้นจากราว US$4,700 เป็นเกือบ US$5,000/ตัน และไก่ปรุงสุกราคาขยับ US$4,700→~5,000/ตัน ซึ่งชดเชยตลาดจีนที่หายไปตั้งแต่ 4Q25 ได้บางส่วน ประกอบกับสต็อกวัตถุดิบต้นทุนต่ำที่ล็อกไว้ล่วงหน้าและ product mix ที่ดีขึ้น ขณะที่ปริมาณส่งออกฟื้นตาม High Season ของยุโรป

• FM ที่ดูลดลง 18% QoQ จริงๆ แล้วผลดำเนินงานแข็งแรงกว่าตัวเลข เพราะมีภาษี 28 ล้านบาทจากการเลื่อนใช้สิทธิ BOI ไปไตรมาส 3 และรายได้ 60-70 ล้านบาทที่เลื่อนไปรับรู้เดือน ก.ค. หากปรับรายการเหล่านี้ออก ผลดำเนินงานจริงเกือบทรงตัว

• TFG ยังรักษา net margin ได้ 8% สูงสุดในกลุ่มผู้เลี้ยงครบวงจร โดยมีธุรกิจ Retail เป็นกันชน

• CPF โดนกดดันสามทางพร้อมกัน คือราคาปศุสัตว์ไทยที่ลดลง ธุรกิจสุกรจีนที่ขาดทุน และ Share of Profit ที่ลดลงถึง 85% YoY จาก CPALL และ CPAXT ซึ่งเป็นความเสี่ยงนอกธุรกิจอาหารที่นักลงทุนมักมองข้าม

• BTG ซึ่ง EBITDA margin เหลือ 9% (-5.5pp YoY) บริษัทที่มี margin buffer บางที่สุดย่อมโดนหนักที่สุด บวกกับรายการ one-off ภาษีจ่ายล่วงหน้าในกัมพูชา 150 ล้านบาท


แนวโน้ม 2H26 ราคาปศุสัตว์ฟื้นตัวและต้นทุนข้าวโพดอาหารสัตว์เริ่มลดลง

ราคาไก่-สุกรไทย: ผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q26 แล้ว และฟื้นตัวแรงตั้งแต่ ก.ค.-ส.ค. โดย
• ราคาไก่ปัจจุบัน (21/8/26) อยู่ที่ 43.5 บาท/kg. (+15% QTD จาก 37 บาท/kg.) คำสั่งซื้อส่งออกที่แข็งแกร่งจนจองล่วงหน้าไปถึง 4Q26 (ไก่ปรุงสุกราคาขยับ US$4,700→~5,000/ตัน)
• สุกร ราคา 73.5 บาท/kg. (+17% QTD จาก 63 บาท/kg.) สาเหตุหลักคือ supply หดตัว จากการที่เกษตรกรตัดวงจรพ่อ-แม่พันธุ์และเร่งระบายสัตว์ในช่วงที่มีโรคระบาด (ก.พ.-พ.ค.26) อุตสาหกรรมคาด supply สุกรทั้งปีไม่เกิน 20 ล้านตัว ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 21-22 ล้านตัว และต้องใช้เวลาราว 1.5 ปีกว่าจะกลับสู่ระดับปกติ


ต้นทุนอาหารสัตว์: ข้าวโพดลง แต่กากถั่วเหลืองยังกดดัน
• ข้าวโพด: ลดลงเหลือ ~10 บาท/kg (-6 ถึง -16% QTD) จากฤดูเก็บเกี่ยวใหม่ในไทย และคาดทรงตัวถึงสิ้นปี การนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ (โควตารวม ~1 ล้านตัน) จะเริ่มเข้ามา 4Q26 ที่ราคาใกล้เคียงในประเทศ (~9.8 บาท/kg) — เน้นทดสอบคุณภาพมากกว่าลดต้นทุนทันที
• กากถั่วเหลือง: ยังเพิ่มขึ้น +4% QTD จากค่าขนส่งและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดต่างประเทศ
• จีน: ธุรกิจสุกรผ่านจุดต่ำสุด รัฐบาลคุมแม่พันธุ์ลง 8% (40.5 → 37.5 ล้านตัว) และซื้อสุกรเข้าคลังสำรอง จำกัดน้ำหนักไม่เกิน 125 กก./ตัว + เข้มงวดสิ่งแวดล้อม ราคาจาก 10.9 หยวน คาดขึ้นเป็น 12.5-13 หยวนปลายปี หนุนราคากลับสู่จุดคุ้มทุน 13 หยวน/กก. ใน 4Q26 (มีผลต่อ CPF โดยตรง)


• เวียดนาม: ราคายืนสูงจาก ASF รอบใหม่และการคุมเข้มมาตรฐานฟาร์ม กดดัน supply ระยะสั้นแต่พยุงราคาให้อยู่ระดับสูงเกือบตลอดปี

 

• ส่งออกไก่: UK/ยุโรป +7-8% (QSR), ญี่ปุ่นฟื้น (ไก่ปรุงสุกราคาขยับ US$4,700→~5,000/ตัน), ออสเตรเลีย +20% (RTE ผ่าน Costco) — ได้อานิสงส์จาก EU แบนไก่บราซิลต่อเนื่อง

ปัจจัยบวก: supply โปรตีนตึงตัวต่อเนื่อง (ต้องใช้เวลา ~1-1.5 ปีกว่าจะกลับปกติ), demand ส่งออกแข็งแกร่ง, ต้นทุนข้าวโพดผ่อนคลาย, ดอกเบี้ยขาลงช่วยลดภาระการเงิน

ปัจจัยลบ: กากถั่วเหลือง/ข้าวสาลีขาขึ้น, ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์/สงครามการค้ากดดันกำลังซื้อโลก, ความผันผวนค่าระวางเรือ, ความเสี่ยงโรคระบาดซ้ำ, El Niño ปีหน้า

 


จุดเด่นและ Growth Engine รายตัว

TFG — โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนจาก commodity เป็น consumer จุดเด่นที่ชัดที่สุดในกลุ่ม Retail Shops เพิ่มเป็น 748 สาขา ณ สิ้น 2Q26 และปรับเป้าสิ้นปีขึ้นเป็น 875 สาขา (จาก 850) พร้อมเพิ่มอีก 200-250 สาขาในปีหน้าเป็นราว 1,075 สาขา โดยรายได้ Retail จะเกิน 50% ของรายได้รวมภายในสิ้นปีนี้ (2Q26 SSSG ติดลบ 5% ในเชิงมูลค่าจากราคาเนื้อสัตว์ที่ต่ำ แต่ volume ยังโต 5%) ต่อยอดด้วย Thai Food Rice จากการเข้าซื้อโรงสีที่นครสวรรค์ เริ่มดำเนินงาน 4Q26 ซึ่งจะดัน GP margin ธุรกิจซื้อมาขายไปจาก 15% เป็น 25% และ Thai Food Coffee 10 สาขาแรกในเดือน ต.ค. ฝั่งส่งออก ไก่ปรุงสุกจองเต็มถึง 1Q27 กำลังผลิตใหม่เดือน ม.ค. 2027 จะเพิ่มปริมาณส่งออกอีก 15% และโรงงานโคราชเริ่ม 3Q-4Q27 ธุรกิจสุกรขายผ่าน TFM เกือบ 100% แทนการขายหมูเป็น ทำให้ margin นิ่งกว่าคู่แข่ง บริษัทมี ROE 33.7% สูงสุดในกลุ่มแบบทิ้งห่าง และ TRIS upgrade เป็น BBB+

CPF — Beta สูงสุดต่อ cycle ต่างประเทศ ได้ประโยชน์จากมาตรการจีนมากกว่าใครในกลุ่มและคาดธุรกิจสุกรจะถึงจุดคุ้มทุนในช่วงปลายปี มี ASF เวียดนามเป็นตัวหนุนเพิ่ม และบริหารต้นทุนผ่านสต็อกสำรอง 100 วันประกอบกับโควตานำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ภายใต้ MOU, จุดอ่อนที่ต้องยอมรับคือ net debt/equity ที่ 1.7 เท่า และ interest cover เพียง 2.6 เท่า ต่ำสุดในกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ราคาหุ้นมีลักษณะเป็น leveraged call บนราคาปศุสัตว์ บวกกับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้จาก Bellisio ในสหรัฐฯ ธุรกิจกุ้ง และ Share of Profit จาก CPALL/CPAXT

BTG — Elasticity สูงสุด บวก M&A เป็น catalyst กำไรที่ร่วงแรงที่สุดย่อมหมายถึงโอกาสฟื้นแรงที่สุดเช่นกัน โดยคาดกำไรหลักปี 2027F เติบโต 22% YoY บริษัทคงเป้ารายได้ปี 2026 ที่ 1.2-1.3 แสนล้านบาท เพิ่มสัดส่วนสินค้า High Margin เป็น 60% และเดินหน้าโครงการลดต้นทุน 1.5 พันล้านบาท ด้วยงบลงทุน 4.2 พันล้านบาท ธุรกิจต่างประเทศเติบโต — สิงคโปร์ขึ้นเป็นผู้นำตลาดไข่ไก่ด้วย market share ราว 30% หลังการเข้าซื้อกิจการ ฟิลิปปินส์ยอดขายโต 80% และ Pet Food โตกว่า 25% ใน 1H26 ภายใต้ แบรนด์ Perfecta ที่เจาะกลุ่ม Premium และ Therapeutic ส่งออกสหรัฐฯ ขณะที่ดีล M&A ในฟิลิปปินส์คาดปิดได้ปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 โดยตั้งใจเป็นถือหุ้นใหญ่เพื่อ consolidate ผลประกอบการได้ทันที

GFPT — ถูกที่สุดในกลุ่ม และมี growth engine เห็นได้จาก 2Q26 ว่าบริหารต้นทุนได้ดีที่สุดในกลุ่ม สำหรับปี 2026-27F งบดุลเป็น Net Cash ตั้งแต่ปี 2026F และ P/BV เพียง 0.5 เท่า ถูกที่สุดในกลุ่ม ด้าน growth engine คือโรงเชือดไก่แห่งใหม่ที่ชลบุรี ซึ่งจะ Test Run ช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2026 และ Commercial Run ใน มี.ค.-เม.ย. 2027 เริ่มที่กำลังผลิต 30,000-50,000 ตัว/วัน และคาดถึงจุดคุ้มทุนเมื่อ Utilization แตะ 60-70% ในช่วงปลายปี 2027 โดยผลผลิตจะเน้นไก่สดแช่แข็งเพื่อส่งออกและส่งชิ้นส่วนให้ McKey ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจาก Third Party ที่ปัจจุบันอยู่ราว 30% ข้อจำกัดคือโครงการนี้ยังไม่สร้างกำไรจนถึงปลายปี 2027 ขยายการลงทุนส่งผล dividend payout ratio ต่ำ บริษัทระบุว่าจะรักษาระดับปันผลไว้เท่าเดิมในอีก 2 ปีข้างหน้า

FM —Yield play ล้วน กำไรนิ่งที่สุดในกลุ่ม (1H26 ลดเพียง 1% YoY) และเป็นตัวเดียวที่กำไรปี 2026F ยังเติบโต 5% YoY โดย 3Q26 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีจากการเข้าสู่ High Season ของการส่งออก บวกรายได้ 60-70 ล้านบาทที่เลื่อนมาจากไตรมาส 2 และการกลับมาใช้สิทธิ BOI ขณะที่ 4Q26 จะอ่อนตัวตามฤดูกาลจากวันหยุดของตลาดส่งออก

 

Upgrade Sector Food เป็น Overweight จากเดิม Neutral

มองข้ามจุดต่ำสุดในปี 1H26 แนวโน้มกลับมาเติบโตตั้งแต่ 2H26 เป็นต้นไป เราปรับราคเป้าหมายของหุ้นกลุ่ม Food เรา rollover target เป็นปี 2027 โดยหุ้น top pick คือ TFG, CPF และ BTG

TFG — PE 27F 7.1x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเล็กน้อย แต่ ROE 27F สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่า (31.4% vs 16.1%) สะท้อนคุณภาพกำไรที่เหนือกว่ากลุ่ม ขณะที่ Div Yield 7.0% ก็สูงกว่าเฉลี่ย และ EPS growth 27F 10.7% ยังโตต่อเนื่อง (ไม่ใช่แค่ rebound ปีเดียว)

CPF — เราคาด cycle ต่างประเทศจะกลับมาฟื้นตัว P/BV เพียง 0.7 เท่าและเป็นตัวที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของจีนและเวียดนามมากที่สุด ข้อดีคือ market cap ใหญ่สุด (192,888 ลบ.) กระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ดีสุด

BTG — BTG เป็น Recovery Play ของปี 2027 PER ที่ 7.9 เท่าในปี 2027F พร้อม Total Return ราว 20% จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ถือข้ามปีและรอ catalyst จากดีล M&A ฟิลิปปินส์

GFPT — ถูกที่สุดในกลุ่มทั้ง PE (5.5x) และ EV/EBITDA (2.3x) พร้อม upside สูงสุด (33.7%) แต่ ROE/ROA 27F (9.5%/7.5%) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม และ Div Yield ต่ำสุด (3.6%) เพราะบริษัทยังต้องกันเงินลงทุนโรงเชือดใหม่ที่ชลบุรี (คาด Commercial Run กลางปี 2027 และ break-even ปลายปี 2027) — เป็น "value play" ที่ผลตอบแทนจริงจะเห็นชัดหลังปี 2027 มากกว่า

FM — โดดเด่นด้าน Div Yield สูงสุดในกลุ่ม (8.8%) และ EV/EBITDA ต่ำสุด (2.2x) พร้อม ROA 27F สูงเป็นอันดับ 2 (13.4%) สะท้อนธุรกิจใช้สินทรัพย์คุ้มค่า แต่ EPS growth 27F ต่ำสุดในกลุ่ม (4.3%) และ market cap เล็กสุด (4,327 ลบ.) จำกัดสภาพคล่อง

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

เขียว แดง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดมา ก็แเดง หุ้นไทย ก็แดง เขียว สลับไปมา ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้