Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

48


ตลาดหุ้นแบตหมด เงินกระจายหลายทิศทาง

HORIZON MARKET VIEW
• การเทขายหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ กดดันดัชนี NASDAQ -0.8% และ S&P500 -0.3% บดบังปัจจัยบวกจากราคาน้ำมัน BRENT ที่ปรับตัวลดลง -2.4%
• ปัจจัยแวดล้อมโดยรวมยังอบอวลไปด้วยความแน่นอน ทั้งสหรัฐเตรียมขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 7.5% เหตุกำลังการผลิตล้นเกิน ก่อนการประชุม XI-TRUMP วันที่ 24 ก.ย. 69,สหรัฐขู่ประเทศคู่ค้าอิหร่านตัดสัมพันธ์หรือเผชิญมาตรการคว่ำบาตร, ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังสหรัฐฯ เริ่มเป็นความเสี่ยงระยะยาว, จับตา JACKSON HOLE ในฐานะจุดเปลี่ยนของตลาดการเงิน
• สรุปโดยภาพรววมในช่วงที่ความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินและการคลังลดลง หรือBOND YIELD ถูกกดดัน นักลงทุนมักลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์และเพิ่มการลงทุนในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง และมีโอกาสเห็นเม็ดเงินกระจายไปหลายทิศทาง


REGION RADAR
• BLOOM ENERGY (BE US) ในช่วงเปิดตลาดได้ปรับตัวลงราว 7%แต่หลังจากมีข่าวรายงานเรื่องการเข้าซื้อหุ้นของ NANCY PELOSIส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเป็นบวกได้ราว 1% โดย NANCY PELOSIซึ่งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
• XPENG (9868 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์มีรายได้อยู่ที่ 1.97 หมื่นล้านหยวน +8% YOY(ต่ำกว่าคาด 2%) ขณะที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1.24 พันล้านหยวน (ตลาดคาดขาดทุน 767 ล้านหยวน)

 

THAI FOCUS
• FTSE เตรียมนำหุ้นเวียดนาม 27 บริษัท เข้าคำนวณในดัชนี ทำให้สัดส่วนใน FTSE EMERGING ALL CAP เพิ่มขึ้นจาก 0.33% เป็น0.49% คาดว่าจะดึงดูดเงินทุนต่างชาติราว 3,000 ล้านเหรียญฯ (1แสนล้านบาท) โดยจะแบ่งทยอยเข้า 4 ระยะ (ก.ย. 2026 - ก.ย. 2027)
• ต่างชาติจึงทยอยเทขายหุ้นในตลาดเอเชีย (เกาหลีใต้ ไต้หวันอินโดนีเซีย รวมถึงไทย) ซึ่งนักลงทุนควรจับตาและระมัดระวังแรงเทขายในหุ้นกลุ่ม LARGE CAP และ MID CAP ของไทย ซึ่งอาจถูกกดดันเพิ่มเติมตามกรอบเวลา 4 ระยะดังกล่าว

 

SYNAPSE STRATEGY
• ดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ทางเลือก และดึงดูด FLOWเข้ากองทุน ETF ทองคำ และ BITCOIN สวนทางหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลง (MARKET BREADTH อ่อนแอ) บ่งชี้ว่าตลาดขาดแรงส่งทั้งตลาดNASDAQ และ SET สะท้อนถึงความไม่มั่นใจและแรงซื้อที่จำกัด
• กลยุทธ์การลงทุน แนะนำถือเงินสดในพอร์ตเพิ่ม ส่วนหุ้นเด่นเลือกเลือก GOLD19, DISNEY19, BBL, CPF, BDMS


HORIZON MARKET VIEW
ความไม่แน่นอนเต็มไปหมด กดเงินกระจายหลายทิศทาง
การเทขายหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ กดดันดัชนี NASDAQ -0.8% และ S&P500 -0.3% บดบังปัจจัยบวกจากราคาน้ำมัน BRENT ที่ปรับตัวลดลง-2.4%อย่าไงก็ดี ปัจจัยแวดล้อมโดยรวมยังอบอวลไปด้วยความแน่นอนรายละเอียดดังนี้

สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันทางการค้า ก่อนประชุม XI-TRUMP : สหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติม7.5% (ล่าสด TARRIFF ตาม SECTION 301 จีนถูกเก็บที่ 12.5%) โดยให้เหตุผลว่าจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินและส่งออกสินค้าราคาต่ำจนกระทบการแข่งขันในตลาดโลก โดยอุตสาหกรรมที่ถูกจับตา ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า(EV), แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์, เหล็ก และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมระหว่างประธานาธิบดี DONALD TRUMP และประธานาธิบดี XI JINPING ในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเพิ่มความผันผวนต่อการค้าโลกในระยะสั้น


ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ : สหรัฐฯ ส่งสัญญาณกดดันประเทศที่ยังทำการค้ากับอิหร่าน โดยระบุให้เลือกระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หรือเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลกในระยะถัดไป

 

ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังสหรัฐฯ เริ่มเป็นความเสี่ยงระยะยาว : หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ณ วันที่ 18ส.ค. 2569 อยู่ที่ 40.05 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ BLOOMBERG คาดว่า DEBT/GDP อาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 131%ภายในปี 2035 และภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลอาจสูงถึง 6.4% ของ GDP สะท้อนแรงกดดันจากการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อฐานะการคลังสหรัฐฯ ในระยะยาว


จับตา JACKSON HOLE ในฐานะจุดเปลี่ยนของตลาดการเงิน : การประชุม JACKSON HOLE ถูกมองว่าอาจเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางมุมมองของตลาดต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังนักลงทุนเริ่มกังวลต่อเสถียรภาพด้านการคลังและความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาวสรุปโดยภาพรววมในช่วงที่ความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินและการคลังลดลง หรือ BOND YIELD ถูกกดดันนักลงทุนมักลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์และเพิ่มการลงทุนในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง ข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี พบว่า ราคาทองคำและดอลลาร์มีความสัมพันธ์เชิงลบเฉลี่ยที่ -0.30 สะท้อนว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์มักเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ และมีโอกาสเห็นเม็ดเงินกระจายไปหลายทิศทาง

 

REGION RADAR
BLOOM ENERGY ได้รับความน่าสนใจอีกครั้ง
BLOOM ENERGY (BE US) ในช่วงเปิดตลาดได้ปรับตัวลงราว 7% แต่หลังจากมีข่าวรายงานเรื่องการเข้าซื้อหุ้นของ NANCY PELOSI ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเป็นบวกได้ราว 1% โดย NANCY PELOSI ซึ่งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่าเข้าลงทุนในหุ้น BLOOM ENERGY ซึ่ง NANCY ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการทำกำไรได้อย่างโดดเด่นและเอาชนะดัชนี S&P 500 อย่างต่อเนื่อง และมีความบังเอิญในการซื้อหุ้นก่อนที่จะมีข่าวใหญ่รายงานตามมา อาทิ NVIDIA และ INTEL ก่อนที่สภาฯ จะผ่านกฎหมายสนับสนุนอุตสาหกรรมชิป (CHIPS ACT) และมีหุ้นอื่นๆ อีกมากมาย จากประเด็นนี้ เรามองว่า DR: BE03 มีความน่าสนใจในการเก็งกำไรในระยะสั้น จากทั้งพื้นฐานที่แข็งแกร่งมากและโอกาสในการเติบโตที่โดดเด่น พร้อมทั้งได้รับความสนใจจากนักลงทุนหลังมีการเข้าซื้อหุ้นจากอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

 

XPENG ผลประกอบการต่ำกว่าคาด ยอดส่งมอบรถยนต์น่าผิดหวัง
XPENG (9868 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์มีรายได้อยู่ที่ 1.97
หมื่นล้านหยวน +8% YOY (ต่ำกว่าคาด 2%) ขณะที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1.24 พันล้านหยวน (ตลาดคาดขาดทุน767 ล้านหยวน) สำหรับไตมาสนี้บริษัทรายงานยอดส่งมอบรถยนต์อยู่ที่ระดับ 1.03 แสนคัน +0.1% YOY (ต่ำกว่าคาด 0.1%) อีกทั้งบริษัทให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 คาดรายได้อยู่ที่ 2.17 –2.34 หมื่นล้านหยวน(ตลาดคาดที่ 2.59) และคาดยอดส่งมอบรถยนต์อยู่ที่ระดับ 1.15 – 1.21 แสนคัน (ตลาดคาดที่ 1.36 แสนคัน)

ภาพรวมผลประกอบการครั้งนี้อ่อนแอกว่าที่ตลาดมองไว้เล็กน้อย และแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 3 ค่อนข้างน่าผิดหวัง ส่งผลให้ DR: XPENG03 อาจจะได้รับแรงกดดันในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีเรื่องบริษัทสามารถระดุมทุนรอบแรกในธุรกิจ HUMANOID ได้มากถึง $900 ล้าน โดยมี IDG CAPITAL เป็นผู้นำการระดมทุน ร่วมด้วย TENCENT และ ALIBABA


THAI FOCUS
FTSE เพิ่มน้ำหนักลงทุนเวียดนาม สวนกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกในภูมิภาค
FTSE RUSSELL เตรียมเพิ่มน้ำหนักหุ้นเวียดนามเข้าสู่การคำนวณในดัชนี FTSE GLOBAL EQUITY INDEXSERIES (GEIS) โดยจะมีการนำหุ้นเวียดนามเข้าคำนวณรวมทั้งสิ้น 27 บริษัท ส่งผลให้น้ำหนักของตลาดหุ้นเวียดนามในดัชนี FTSE EMERGING ALL CAP จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.33% เป็น 0.49% การปรับเพิ่มน้ำหนักในครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FUND FLOW) เข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามรวมมูลค่าสูงถึง3,000 ล้านเหรียญฯ (ราว 1 แสนล้านบาท)TIMELINE การทยอยนำเงินเข้าลงทุน (4 ระยะ) ภายในเวลา 1 ปี

• รอบที่ 1 (21 ก.ย. 2026): เข้าก่อน 10% คิดเป็นเม็ดเงินราว 300 ล้านเหรียญฯ
• รอบที่ 2 (22 มี.ค. 2027): เพิ่มอีก 20%
• รอบที่ 3 (21 มิ.ย. 2027): เพิ่มอีก 35%
• รอบที่ 4 (20 ก.ย. 2027): เพิ่มอีก 35% (ครบ 100%)

หุ้นที่เข้าเกณฑ์ของ FTSE ในรอบนี้ครอบคลุมทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ได้แก่

• กลุ่ม LARGE CAP (3 ตัว): VCB (ธนาคาร), VIC (อสังหาฯ/อุตสาหกรรม), VHM (อสังหาฯ)
• กลุ่ม MID CAP (3 ตัว): BID (ธนาคาร), HPG (เหล็ก), VPB (ธนาคาร)
• กลุ่ม SMALL CAP (21 ตัว): เช่น FPT, GEX, HDB, MSN, VNM, SSI ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งเทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค และการเงิน


จากความชัดเจนเรื่องการอัปเกรดของ FTSE ส่งผลให้ ต่างชาติเทขายหุ้นทั่วภูมิภาค ยกเว้นเวียดนาม อาทิ ตลาดหุ้นใหญ่อย่าง เกาหลีใต้ (-2,487 ล้านเหรียญฯ), ไต้หวัน (-373 ล้านเหรียญฯ), อินโดนีเซีย (-20 ล้านเหรียญฯ)รวมถึง ไทย (-112.5 ล้านเหรียญฯ) ล้วนเผชิญกับแรงขายสุทธิรายวัน ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องจับตาจังหวะและการปรับตัวของหุ้นกลุ่ม LARGE และ MID CAP ของตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจโดนแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมตาม TIMELINE ข้างต้น


SYNAPSE STRATEGY
ตลาดหุ้นเริ่มอ่อนแรง เงินทุนไหลเข้า ทองคำ-บิตคอยน์ กลยุทธ์เน้นหุ้นอะไรบ้าง
ความไม่แน่นอนของหลายปัจจัย ส่งผลให้ทิศทางของดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้สร้างแรงบวกต่อสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง BITCOIN มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ กระแสเงินทุน (ETFFLOW) ยังชี้ให้เห็นว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน ETF ของทั้งทองคำ (GLD) และ BITCOIN (IBIT) อย่างมีนัยฯในสัปดาห์นี้อีกทั้งหากพิจารณาMARKET BREADTH ของตลาดหุ้น NASDAQ มีจำนวนหุ้นที่ปรับตัวบวกได้เพียง1,336 ตัว หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 39% เท่านั้น แสดงถึงตลาดหุ้นขาดแรงส่งให้ขยับขึ้นอย่างชัดเจน


ในมุมของตลาดหุ้นไทย(SET) มีหุ้นบวกเพียง 217 ตัว (สัดส่วน 34%) และหากเจาะไปที่หุ้นขนาดใหญ่ใน SET100พบว่ามีหุ้นบวกเพียงแค่ 11 ตัวเท่านั้น สถานการณ์นี้บ่งบอกว่า แรงซื้อกระจุกตัวอยู่แค่ในหุ้นบางตัวเท่านั้น ตลาดโดยรวมขาดความมั่นใจและขาดแรงซื้อในวงกว้าง

 


ในภาวะที่ตลาดหุ้นขาดแรงขับเคลื่อน กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว หรือได้ประโยชน์จากธีมเศรษฐกิจปัจจุบัน โดย กลุ่มหุ้นต่างประเทศ (GLOBAL PLAY) เลือก GOLD19ได้รับโมเมนตัมเชิงบวกเต็มๆ จาก FUND FLOW ที่ไหลเข้าทองคำ และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง DISNEY19 มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวจากการเติบโตในธุรกิจเกม เช่น การเปิดตัวเกม KINGDOM HEARTS IV และ MARVEL'S WOLVERINE

ส่วนกลุ่มหุ้นไทย (DOMESTIC & LAGGARD PLAY)3 หุ้นเลือก
BBL มีความน่าสนใจในแง่ของ VALUATION (PBV เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม) และใกล้เข้าสู่ช่วงประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล
CPF ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และทิศทางราคาเนื้อสัตว์ (โดยเฉพาะสุกรในไทย) ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 3/69
BDMS เป็นหุ้น LAGGARD (ราคายังปรับขึ้นไม่มาก) ที่มีแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส3Q69

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

เขียว แดง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดมา ก็แเดง หุ้นไทย ก็แดง เขียว สลับไปมา ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้