Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

25

 


อัปเดตการลงทุนตลาดหุ้นจีน เศรษฐกิจจีน K-Shaped ชัดขึ้น โดย Tech และ Hardware ยังรักษาโมเมนตัมแข็งแกร่ง


เศรษฐกิจจีนในช่วงเข้าสู่ครึ่งหลังของปีส่งสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การชะลอตัวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วน โดยเศรษฐกิจจีนกำลังมีลักษณะ K-Shaped ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ภาคเทคโนโลยีและ Advanced Manufacturing ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง สวนทางกับภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการบริโภค การลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ
ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน ก.ค. สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 4.5% YoY ชะลอลงจาก 5.3% ในเดือนก่อนและต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ยอดค้าปลีกขยายตัวเพียง 0.6% และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง 6.7% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังขาดแรงส่ง


ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลง 19.2% YoY ในช่วง 7 เดือนแรก ขณะที่การผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างปูนซีเมนต์ยังหดตัว นอกจากนี้ ทั้งเงินเฟ้อผู้บริโภคและผู้ผลิตยังชะลอลงมากกว่าคาด ทำให้ความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินฝืดมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน โดยภาคเทคโนโลยียังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่ง สวนทางกับภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้นมากกว่า 19% YoY การผลิต Integrated Circuits เพิ่มขึ้นเกือบ 21% และ Industrial Robots เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัว


ภาพดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน ซึ่งกำลังลดการพึ่งพาเครื่องยนต์การเติบโตแบบเดิมอย่างอสังหาริมทรัพย์ และให้น้ำหนักกับ Technology, Advanced Manufacturing และ AI Infrastructure มากขึ้น โดย Global AI Investment Cycle ยังช่วยสร้างความต้องการต่อสินค้าส่งออกของจีนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แม้ยังไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศได้ทั้งหมดก็ตาม


ความแตกต่างดังกล่าวกำลังสะท้อนมายังตลาดหุ้นจีนเช่นกัน โดยเราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของ Market Leadership จากหุ้น Internet Platform และ Consumer Technology ในยุคเดิม ไปสู่หุ้น Hardware และ AI Infrastructure มากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ CXMT ผู้ผลิต Memory Chip ซึ่งหลังเข้าจดทะเบียนในตลาด STAR Market ราคาหุ้นปรับขึ้นอย่างรุนแรงจนบริษัทก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของจีน ขณะที่ความสนใจของนักลงทุนต่ออุตสาหกรรม Semiconductor จีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ในภาพที่กว้างขึ้น น้ำหนักของกลุ่ม Hardware ในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 3% เมื่อ 6 ปีก่อน เป็นมากกว่า 12% ในปัจจุบัน สวนทางกับกลุ่ม Online Retail อย่าง Alibaba และ JD .com ซึ่งมีน้ำหนักรวมลดลงจากมากกว่า 15% ในปี 2020 เหลือประมาณ 7% ขณะที่ดัชนี STAR50 ซึ่งมีหุ้น Semiconductor เป็นองค์ประกอบสำคัญ ปรับขึ้นประมาณ 28% ในปีนี้ เทียบกับ Hang Seng Tech Index ที่ลดลงเกือบ 15%

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Hardware กลายเป็นผู้นำของรอบนี้ คือ AI Boom กำลังสร้าง Demand ที่ให้ประโยชน์โดยตรงต่อผู้ผลิต Hardware ไม่ว่าจะเป็น Processor, Memory และอุปกรณ์ที่ใช้สร้าง Data Center ขณะที่ฝั่ง Software และ Internet Platform แม้กำลังลงทุนใน AI จำนวนมาก แต่ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการ Monetize เงินลงทุนเหล่านั้น และในกรณีของจีนยังต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่กดดัน Margin เพิ่มเติม


นอกจากนี้ Hardware ยังเป็นกลุ่มที่สอดคล้องโดยตรงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีน ซึ่งกำหนดให้ AI Infrastructure และ Robotics เป็นอุตสาหกรรมสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ และความพยายามเพิ่ม Self-sufficiency ในเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ดังนั้น แม้ภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวมยังไม่แข็งแรง แต่ภายใต้เศรษฐกิจแบบ K-Shaped เราแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective โดยเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ China Hardware โดยเฉพาะ Semiconductor, AI Infrastructure และ Advanced Manufacturing ซึ่งกำลังมีปัจจัยสนับสนุนพร้อมกันทั้งจาก Global AI Investment Cycle การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคเทคโนโลยี และนโยบายของรัฐบาลจีน ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของ Market Leadership ในปีนี้เริ่มสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังให้น้ำหนักกับกลุ่มดังกล่าวมากขึ้นเช่นกัน


สรุปภาพตลาดวานนี้
SET ยังคงเล่นเหมือนเลี้ยงบอล โดยสลับหุ้นพยุงตลาดไว้ รอบเมื่อวาน PTT PTTEP SPRC PTTGC กลับขึ้นมาดัน พร้อม AOT BJC BH GPSC BGRIM ส่วนหุ้นสลับลง DELTA TRUE THAI MINT และกลุ่มธนาคาร นอกจากนี้ พบหุ้นสายเด้ง VGI UKEM INSET FORTH เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ หุ้นไทยไฟเขียวเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด


เมื่อหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะ “Goldilocks” กลุ่มหุ้นที่ขึ้นนำตลาดมาตลอดในรอบนี้ เช่น ธนาคาร โรงกลั่น ICT โรงไฟฟ้า เมื่อเริ่มพักฐาน แต่เวลาพัก-พบว่าไม่ได้ลึก ด้านกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ โรงแรม การท่าอากาศยาน เรือ พอมีจังหวะเล่นก็สามารถขึ้นสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศไม่ว่าจะลงแรงหุ้นไทยก็มีแรงรับ หรือบางจังหวะหุ้นไทย (รายตัว) ขึ้นสวนตลาดหุ้นโลกก็มีให้เห็น ภาวะแบบนี้เราน่าจะเรียกว่าเป็น Goldilocks ของหุ้นไทย


โดยเงินที่ขายทำกำไรหุ้นราคาบน มีแนวโน้มจะหมุน หาหุ้นในกลุ่มที่เล่นแข็งกว่าตลาด เช่น กลุ่มที่อิงรายได้จากต่างประเทศ สอดคล้องกับทิศทางกำไรในอนาคต และ รายได้ในประเทศที่ GDP ไทยขยายตัวผ่านกลุ่ม ส่งออก และภาคบริการ มากกว่าภาคการบริโภคในประเทศ
เราเล็งเห็น ช่องทางในการเข้าทำรอบ แนะกลับมาโฟกัสที่ธีมหลักของราคาหุ้น ซึ่งธีมนี้จะเป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นต่อกำไรในไตรมาสถัดๆไป และอุตสาหกรรมที่โตตาม GDP ไทย และโลก, ซื้อหุ้นล่างดักทางแล้วไม่สร้างผลตอบแทน กลับบังคับให้ต้องปรับตัวหาหุ้นเพื่อ Alpha ที่ดีกว่า
สำหรับปัจจัยหนุนแนวโน้มราคาหุ้น นอกเหนือจาก กำไรที่ดีขึ้น ก็ต้องมีกระแสหนุน เช่น อุตสาหกรรมที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจ, มาตรการภายในประเทศที่มีความชัดเจนหนุนรายได้ธุรกิจที่เชื่อมโยง เช่น เงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะใช้ทำอะไรบ้าง ล่าสุด รมว.พลังงาน เสนอแผนใช้ เงินจาก พรก.ติดโซลาร์ล้านหลังคา (ทำทันทีจากงบ 5 หมื่นลบ.) , Visitor economy รองนายกศุภจี เร่งแก้ปัญหา ตม.คอขวด และเล็งฟื้น ดิวตี้ฟรีขาเข้า, การเปลี่ยนแปลงในบริบทโลก เช่น เมื่อเส้นทางเดินเรือผ่านตะวันออกกลางสะดุด ชาติเอเชียต้องเอาตัวรอดด้วยการเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือใหม่ กลายเป็นประเด็นบวกต่ออุตสาหกรรมเดินเรือ และ ผังเมืองใหม่ กทม. ที่จะเริ่มใช้ปีหน้า จับตากลุ่มอสังหาในการขยับตุนแลนด์แบงก์...

กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้



วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีอยู่ในช่วงสะสมพลัง จบการพักตัวย่อย (Corrective Wave) ในโครงสร้างขาขึ้นใหญ่ โดยฟอร์มตัวเหนือแนวรับสำคัญ
Fibonacci ratio: การย่อตัวลงมาทดสอบระดับ Fibonacci 50% เริ่มเห็นแรงซื้อคืนอย่างชัดเจน
Moving Average Alignment: ดัชนีกลับมายืนสู้บนเส้น EMA 10&25 วัน หากสามารถประคองตัวเหนือโซนนี้ได้อย่างมั่นคง จะยืนยันการคงสถานะโครงสร้างขาขึ้น (Impulse Wave Continuation)
MACD: เริ่มตัด cross เส้น 0 บ่งชี้ สัญญาณ Bullish ในระดับ Timeframe Day บ่งชี้ว่าแรงกดดันฝั่งขาย (Selling Pressure) ชะลอลง
Fund Flow: สัญญาณพลิกกลับมาเป็นยอดซื้อสุทธิ (Net Buy) ของนักลงทุนต่างชาติ
Trade Setup:
u จุดเข้าซื้อ: เน้นสะสมเมื่อดัชนีย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10,25,50 วัน บริเวณ 1,600-1,620 จุด
u เป้าหมาย: แบ่งตามระดับ Fibonacci Extension และแนวต้าน High เดิมของรอบนี้ที่ 1,650 จุด
u Trailing stop: กำหนดจุด Cut Loss ดัชนีหลุดแนวรับยุทธศาสตร์ 1,580 จุด (EMA 75 วัน)
Strategy: ตลาดกำลังอยู่ในช่วง Accumulation Phase พักตัวเพื่อขึ้นรอบใหม่ แนะเป็นเป็นจังหวะในการเลือกคัดสรร "หุ้นแข็งแกร่ง (Outperformers)" โดยเน้นการจัดทัพสมดุลระหว่างหุ้นผู้นำกลุ่ม (Leader) เพื่อสร้าง Alpha และหุ้นต้นเทรนด์ (Laggard Turnaround) เพื่อจำกัด Downside Risk
หุ้นแนะนำวันนี้: จับคู่สองบิ๊กมาร์เก็ตแคป! AOT & PTTGC / “BUY” GPSC, BH, STECON (อ่านต่อหน้า 14)


What to watch

MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG
ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
ผังเมืองใหม่ กทม. เริ่มใช้ปี 2570 นี้ วางโครงสร้างใหม่ เพื่อแผนพัฒนาระยะยาว 10-20 ปี : เช่น เลือกปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับระดับความเจริญที่แผ่ขยายเข้ามา ขยายเมืองไปตามแนวระบบรางที่ทยอยสร้างเสร็จ
สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แล้ว ฝั่งธนบุรี จะไม่ใช่พื้นที่รองอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ศักยภาพใหม่ ที่ยังมีต้นทุนที่ดินต่ำกว่าฝั่งพระนคร
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า วิกฤตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับไทยในการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรากำลังพิจารณาพลังงานจากรัสเซีย ทั้งก๊าซ น้ำมัน และปุ๋ย พร้อมทั้งนำภาคเอกชนเจรจาขยายการค้า การลงทุน แสวงหาโอกาสใหม่ ผลักดันการเจรจา FTA ไทย - สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
ครม.เคาะมาตรการ หนุนนทท.เจาะรายประเทศที่สร้างรายได้สูงแทนการหว่านแห่ฟรีวีซ่า ล่าสุด “อินเดีย” ที่ใช้จ่ายสูงเกิน 4.6 หมื่นบาทต่อคน/ทริป (คำนวณจาก 2.35 ล้านคน สร้างรายได้ 1.08แสนล้านบาท) ครม.จึง ได้ขยายวีซ่า 30 วันให้ด้วยเป็นกลุ่มที่ชอบจัดงาน MICE หรืองานแต่งงาน ซึ่งสร้างรายได้ดีกว่าลูกค้ากลุ่มอื่น จึงเป็นเป้าหมายเล็งขยายฐานรายได้


หุ้นแนะนำวันนี้
AWC BLS research ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 4 บาท จากกำไรไตรมาส 2/26 232ล้านบาท ดีเกินคาด และ REIT IPO จะลดภาระงบดุล ช่วยประหยัดงบประมาณในการลงทุน
แนวรับ 2.96 ต้าน 3.18 Stop loss 2.90

รายงานพื้นฐานวันนี้

Chemical Sector
สรุปกำไรหลัก 2Q26: ฟื้นแรง และยังคาดโต YoY ต่อใน 3Q26
หุ้นปิโตรเคมี 2 บริษัทใน Coverage รายงานกำไรสุทธิรวม 2Q26 ราว 1.8 หมื่นล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY และเพิ่มขึ้นราว 44 เท่า QoQ ขณะที่กำไรหลักรวมอยู่ที่ 2.15 หมื่นล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY และเพิ่ม 486% QoQ โดย PTTGC ดีกว่าคาด ส่วน IVL เป็นไปตามคาด แรงหนุนมาจากทั้งรายได้และ Margin ที่ดีขึ้น หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางทำให้ Supply ตึงตัวและ Chemical spreads เพิ่มขึ้นอย่างมาก


ด้านฐานะการเงิน ทั้งสองบริษัทมีแนวโน้มลด Leverage ลง โดย Net debt/equity (Net Gearing) ของ IVL อยู่ที่ 1.1x เทียบกับ PTTGC เพียง 0.3x ขณะที่ทั้งคู่สร้าง Operating cash flow (CFO) และ FCF เป็นบวกต่อเนื่อง โดย 2Q26 FCF ของ IVL อยู่ที่ 2.40 หมื่นล้านบาท และ PTTGC 5.01 หมื่นล้านบาท สะท้อนฐานะการเงินที่รองรับทั้งการลงทุนและการจ่ายเงินปันผลในอนาคตได้
สำหรับ 3Q26 คาดราคาและ Spread ปิโตรเคมีอ่อนตัว QoQ ตาม Supply ที่กลับมาเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย แต่ยังอยู่ในระดับสูง YoY จึงคาดกำไรหลักของกลุ่มยังฟื้นต่อ YoY


Fundamental view: เราคงน้ำหนัก OVERWEIGHT และเลือก PTTGC เป็น Top Pick จากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งกว่า Valuation ถูกกว่า และ Dividend Yield สูงกว่า โดย PTTGC ซื้อ ราคาเป้าหมาย 43 บาท และ IVL ซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท

 

Industrial Estate Sector

AMATA เด่นกว่า WHA จาก Margin, กระแสเงินสด และ Momentum 2H26
ภาพรวมกำไรหลัก 2Q26 ของกลุ่มนิคมฯ อยู่ที่ 2.0 พันล้านบาท (+62% YoY, -29% QoQ) แต่ทิศทางแตกต่างกันชัดเจน โดย AMATA ทำกำไรหลัก 1.34 พันล้านบาท (+767% YoY, +2% QoQ) จากการโอนที่ดิน 288 ไร่ และ GM ขายที่สูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 66.2% จากสัดส่วนการโอนพื้นที่ชลบุรีที่มี Margin สูง ขณะที่ WHA มีกำไรหลัก 659 ล้านบาท (-39% YoY, -56% QoQ) จากยอดโอนลดเหลือ 208 ไร่ และ GM ขายที่ลดลงเหลือ 28.3% แม้หากปรับ Fair-value remeasurement แล้วอยู่ที่ 68.2%


สำหรับ 2H26 เรายังมอง AMATA มี Momentum ที่ดีกว่า โดย 3Q26 คาดกำไรโตแรง YoY และทรงตัว QoQ จากการโอนพื้นที่ชลบุรี รวมถึงดีมานด์ Data Center และ Semiconductor Supply Chain ขณะที่ WHA ยังต้องรอการเร่งตัวของ Presales หลัง 1H26 ทำได้เพียง 1,199 ไร่ หรือ 48% ของเป้าทั้งปี 2,500 ไร่ ทำให้มีความเสี่ยงราว 8–10% ต่อสมมติฐาน Presales ทั้งปี และ 3Q26 แม้คาดฟื้นทั้ง YoY และ QoQ แต่ส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำ

ด้าน Demand ระยะกลางยังแข็งแกร่ง จากคำขอส่งเสริมการลงทุนในภาคตะวันออกช่วง 2023–1H26 จำนวน 4,566 โครงการ มูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท หรือราวครึ่งหนึ่งของประเทศ โดย Digital, Electronics/Electrical Appliances และ Automotive เป็นกลุ่มหลัก สอดคล้องกับธีม EV, Data Center, Semiconductor ขณะที่ข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ไฟฟ้า ที่ดิน และแรงงานกำลังกลายเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อรองรับ FDI โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำใน EEC ที่คาดเพิ่มเป็น 3,615 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2037 (+22% จากปี 2024) และความต้องการภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม 58%

Fundamental view: เรายังคงน้ำหนัก OVERWEIGHT กลุ่ม Industrial Estate แต่เลือก AMATA เป็นหุ้นเด่น จาก Gearing เพียง 0.6–0.7x และ FCF ที่คาดกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ปี 2026 ช่วยรองรับการขยายธุรกิจและการเพิ่มเงินปันผล
ขณะที่ WHA มี Gearing สูงกว่าที่ 1.2–1.3x และ FCF ยังติดลบในปี 2026 จึงต้องพึ่งการใช้เงินกู้หรือการขายสินทรัพย์มากกว่า คงคำแนะนำ ซื้อ AMATA ราคาเป้าหมาย 40 บาท และ ถือ WHA ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท

 

WHA
ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น

รอความชัดเจนของ Data Center ก่อนกลับมาเร่งตัว
WHA รายงานกำไรหลัก 2Q26 ที่ 659 ล้านบาท (-33% YoY, -56% QoQ) ต่ำกว่าประมาณการเรา 14% และตลาด 25% จากทั้งรายได้และ Margin ที่อ่อนตัว โดยยอดโอนที่ดินลดลงเหลือ 208 ไร่ (-31% YoY) รายได้ขายที่ดินลดลง 26% YoY เหลือ 949 ล้านบาท และ GM ขายที่ลดเหลือ 28.3% จาก 55.7% ใน 2Q25 แม้หากปรับผลของ Fair-value remeasurement แล้ว GPM จะอยู่ที่ 68.2% ขณะที่ปัจจัยบวกมาจากรายได้ Utilities +7.5% YoY และส่วนแบ่งกำไร Gheco-One ที่เพิ่มขึ้น 130% YoY
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ Presales โดย 1H26 ทำได้เพียง 1,199 ไร่ หรือ 48% ของเป้าทั้งปี 2,500 ไร่ ขณะที่ Timeline ของ Data Center/Semiconductor ถูกเลื่อนออกไป และนโยบายใหม่ของรัฐเรื่อง Data Center จะเพิ่มการกลั่นกรองด้านค่าไฟ น้ำ ความมั่นคงของ Supply และสิ่งแวดล้อม เราจึงมองว่ามี Downside risk 8–10% ต่อสมมติฐาน Presales ทั้งปี และคาด 3Q26 จะฟื้นทั้ง YoY และ QoQ แต่ส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำ

Fundamental view: Gearing ยังทรงตัวที่ 1.2–1.3x แต่ Inventory เพิ่มต่อเนื่องเป็น 22.5 พันล้านบาท (+25% YoY) ขณะที่ FCF ติดลบมาแล้วสองปีและปี 2026 ยังมีแนวโน้มติดลบเล็กน้อย ทำให้การขยายธุรกิจและเงินปันผลยังพึ่งพาหนี้มากกว่า AMATA จึงคงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท และรอสัญญาณ Presales/Data Center กลับมาเร่งตัวชัดเจนก่อน

 


AMATA
อมตะ คอร์ปอเรชัน

กำไรทำสถิติสูงสุด งบดุลแข็งแรงรองรับการเติบโตต่อใน 2H26
AMATA รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.58 พันล้านบาท (+1,032% YoY, +15% QoQ) สูงกว่าประมาณการเรา 13% และตลาด 16% ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 1.32 พันล้านบาท (+752% YoY, ทรงตัว QoQ) หนุนจากการโอนที่ดิน 288 ไร่ โดยสัดส่วนการโอนเปลี่ยนไปยังพื้นที่ชลบุรีที่มี Margin สูง ส่งผลให้ Property GM ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 66.2% จาก 46.9% ใน 2Q25 และ 57.4% ใน 1Q26 นอกจากนี้ ยังมีกำไรพิเศษ 366 ล้านบาท จากการขาย ASCLT2 และประกาศเงินปันผลระหว่างกาล 0.60 บาท/หุ้น
แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรเติบโตแรง YoY และทรงตัวใกล้เคียง QoQ โดยมีอีกประมาณ 300 ล้านบาทจากการขาย ASCLT2 ช่วยชดเชย Land margin ที่ลดลงจากระดับสูงผิดปกติใน 2Q26 ขณะที่การโอนยังเน้นพื้นที่ชลบุรี และมีดีมานด์จาก Data Center รวมถึง Semiconductor Supply Chain เข้ามาเสริม เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ขึ้น 17% เป็น 4.8 พันล้านบาท (+54% YoY)
Fundamental view: จุดแข็งเพิ่มเติมคือฐานะการเงิน โดย Gearing อยู่เพียง 0.6–0.7x และคาด FCF พลิกกลับเป็นบวก 0.6 พันล้านบาทในปี 2026 ก่อนเพิ่มเป็น 2.5 พันล้านบาทในปี 2028 ช่วยให้บริษัทมีศักยภาพลงทุนต่อและเพิ่มเงินปันผลโดยไม่ต้องพึ่งหนี้มากนัก เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 40 บาท

 

 

GUNKUL
กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง

Solar Rooftop เป็นแรงเสริม DPPA เป็น Upside ส่วน 2H26 เด่นจาก Backlog
โครงการโซลาร์ล้านหลังคาเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจ Solar Rooftop/EPC ของ GUNKUL โดยใช้วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ผ่าน “ติดฟรี-ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” (On-bill Financing) อัตราดอกเบี้ย 2–4% และลดระยะเวลาอนุมัติติดตั้ง/เชื่อมต่อเหลือ 7–30 วัน จากเดิมที่อาจใช้เวลาถึงหนึ่งปี พร้อมเพิ่มโควตารับซื้อไฟจากครัวเรือนอีก 500MW อย่างไรก็ตาม ผลต่อกำไรโดยตรงยังไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจ IPP/EPC หลัก
สำหรับ 2H26 เราคาดกำไรหลักแข็งแกร่งกว่า 1H26 จากการทยอยรับรู้ Backlog งานก่อสร้างและอุปกรณ์ราว 4.2–4.5 พันล้านบาท โดยรายได้ EPC ในครึ่งปีหลังคาดสูงกว่า 1H26 จากงานระบบส่งไฟ/สถานีไฟฟ้าใน EEC และงานที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ของ Hyperscaler ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรจากธุรกิจก่อสร้างและบริการ

อีก Upside สำคัญคือ Direct PPA (DPPA) โดย Scenario ของประเมินกำไรสุทธิปี 2028 ที่ 2.9 พันล้านบาท หากได้เพิ่ม 500MW และ 3.2 พันล้านบาทหากได้ 1,000MW เทียบกับ Base case ราว 2.6 พันล้านบาท แต่ Net gearing จะเพิ่มเป็นประมาณ 1.1x และ 1.8x ตามลำดับ ทำให้เรามองระดับที่ GUNKUL สามารถรองรับได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุนหรือขายสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 500–1,000MW ขณะที่การได้มากกว่านั้นอาจต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม

Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท โดยระยะสั้นได้แรงหนุนจากการเร่งรับรู้ Backlog ใน 2H26 ขณะที่ Solar Rooftop เป็นปัจจัยเสริม และ DPPA เป็น Upside สำคัญต่อการเติบโตระยะกลาง แต่ต้องติดตามข้อจำกัดด้านงบดุลหากบริษัทได้ Capacity สูงกว่า 1,000MW

KCE
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์
กำไรฟื้นแรงกว่าคาด แต่ราคาหุ้นรับรู้ข่าวดีมากขึ้นแล้ว
หลังประชุมนักวิเคราะห์ ภาพกำไร 2H26 ของ KCE แข็งแกร่งกว่าที่คาดเดิม โดยบริษัทคาดปริมาณส่งมอบ PCB ใน 3Q26 เพิ่ม 8–9% QoQ ขณะที่การขึ้นราคาตั้งแต่ 1 ก.ค. จะทำให้ ASP เพิ่มราว 9–10% ส่งผลให้รายได้ PCB เพิ่ม 17–19% QoQ และรายได้รวมเพิ่ม 13–15% QoQ โดยยังคาด GM ราว 25% แม้รวมสมมติฐานต้นทุน Fiberglass เพิ่ม 50–60% และ Copper foil เพิ่ม 7–8% แล้ว เราจึงคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 490 ล้านบาท (+60% YoY, +100% QoQ)

Momentum ยังมีแนวโน้มต่อเนื่องใน 4Q26 จากการเจรจาปรับราคาเพิ่มเติม และปริมาณส่งมอบที่คาดทรงตัวใกล้ 3Q26 แม้ปกติเป็น Low Season ทำให้เราคาดกำไรหลัก 4Q26 ที่ 530 ล้านบาท (+280% YoY, +8% QoQ) ส่วนปี 2027 บริษัทเพิ่มเป้ารายได้เป็น +20% จาก Volume ราว 10% และ Pricing ราว 10% พร้อมคาด GM อย่างน้อย 25% ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2027 ขึ้น 10% เป็น 2.1 พันล้านบาท


Fundamental view: แม้แนวโน้มกำไรดีขึ้น แต่ตลาดได้ปรับประมาณการขึ้นมาใกล้กับมุมมองเดิมของเราแล้ว จึงเหมาะกับการ ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวมากกว่าการไล่ราคา เราคงคำแนะนำ TRADING BUY และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 60 บาท อิง PER ปี 2027 ที่ 35x หรือ +1SD จากค่าเฉลี่ย

 

 

Tactical Stock (KCE)
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์
ปิด Tactical Stock หลังได้ผลตอบแทนเป็นไปตามคาดแล้ว
เราปิด Tactical BUY KCE หลังหุ้นให้ผลตอบแทน 20.2% ภายใน 5 วันทำการ ชนะ SET 20.1% หลัง catalyst สำคัญที่เคยคาดการณ์ไว้ ได้เกิดขึ้นตามที่คิดแล้ว ทั้งกำไร 2Q26 ที่ดีกว่าตลาด และมุมมองเชิงบวกจากการประชุมหลังประกาศงบซึ่งตอกย้ำภาพการฟื้นตัวของกำไร จึงมองว่า Tactical Idea นี้ทำได้ตามเป้าหมายแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี เราออก Tactical call แล้ว 17 หุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ในระยะเวลาถือครองเฉลี่ย 35 วัน โดย 13 หุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก คิดเป็น Hit ratio 76% ขณะที่ Tactical BUY ของ SKY ที่เริ่มเมื่อ 7 ส.ค. ยังเปิดอยู่เพียงตัวเดียว

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

KTC
บัตรกรุงไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มการใช้จ่ายบัตรเครดิตจะเติบโตเนื่องใน 2H26 หนุนจากกลุ่ม online shopping, ประกัน, การใช้จ่ายด้านสุขภาพและความงาม
View from fundamental: เราประเมินว่ากำไร 3Q26 จะเติบโตต่อเนื่อง YoY (และทรงตัวสูง QoQ) ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ของ KTC จะดีต่อเนื่องใน 2H26 และสามารถคาดหวัง dividend yield ได้สูงกว่า 5% ต่อปี แนะนำซื้อ



CRC
เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทปรับลดเป้ารายได้ปี 2026 ลงเล็กน้อยคาดเติบโต 2-3% YoY (เดิม 4-5% YoY) บริษัทเพิ่มเป้า GM ปี26 ขึ้นเป็น +60-70bps YoY (จากทรงตัว) โมเมนตัมการเพิ่ม 2H26 GM ยังทำได้ดีต่อทุกธุรกิจ แต่ไม่เด่นเท่า 2Q26 +170bps YoY
View from fundamental: เราคาดแนวโน้มกำไร 2H26 เติบโต YoY ทั้งจากยอดขายกลับมาเติบโตดี ขณะที่การบริหารต้นทุนที่เข้มงวด, กลยุทธ์เพิ่มสินค้าทำกำไรดี & Private Label จะหนุนให้ EBITDA Margin อยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง

TTB
ธนาคารทหารไทยธนชาต
ING เตรียมขาย big lot หุ้น TTB ราว 6.1 พันล้านหุ้น ที่ราคา 2.64-2.70 บาท/หุ้น
Bloomberg รายงานว่า ING เตรียมขาย big lot หุ้น TTB มูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราว 6.1 พันล้านหุ้น (6.3% ของหุ้นทั้งหมดของ TTB) ที่ราคา 2.64-2.70 บาท/หุ้น มีส่วนลดจากราคาปิดวานนี้ 7-9% โดยหลังการทำธุรกรรม ING จะถือหุ้น TTB เหลือราว 1.1 หมื่นล้านหุ้น คิดเป็น 11.2% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และจะอยู่ภายใต้กำหนดห้ามขายหุ้นเป็นเวลา 90 วัน
View from fundamental: เราประเมินว่าราคาขายหุ้น big lot ที่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน จะเป็น sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้น นอกจากนี้ เราคาดกำไรสุทธิปี 2027 ของ TTB จะปรับลดลง 10% YoY กดดันจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ลดลง โดย TTB มี valuation metrics แพงกว่ากลุ่มธนาคารมาก สะท้อนจาก PBV/ROE ratio ปี 2027 ที่ 0.145x สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคารที่ 0.118x ทำให้เราแนะนำ ขาย

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้