สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (17 สิงหาคม 2569 ) -----นำยพีรพล สุวรรณนภาศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน)UKEM เปิดเผยว่า สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขาย 1,781.31 ล้านบาท และวันที่ 30 มิถุนำยน 2568 มีรายได้จากการขาย 1,446.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 334.54 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.12 เกิดจากต้นทุนขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นน้อยกว่ราคาขำยเฉลี่ยต่อกิโลกรัม โดยเฉพำะในกลุ่มสินค้ำเคมีภัณฑ์ทั่วไป (Solvent) และกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์พิเศษ เมื่อเทียบกับปีก่อนใน ช่วงเวลาเดียวกัน แม้ว่าปริมาณการขายโดยรวมจะลดลงบ้างเล็กน้อย
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่30 มิถุนายน 2569 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขาย 998.86 ล้านบาท และวันที่ 30 มิถุนำยน 2568 มีรายได้จากการขาย 699.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 299.62 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 42.85 เป็นผลจากต้นทุนขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาขำยเฉลี่ยต่อกิโลกรัม ราคาขายเฉลี่ยมีราคาตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่ม สินค้าเคมีภัณฑ์ทั่วไป (Solvent) และกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์พิเศษ
สำหรับงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่30 มิถุนายน 2569 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 338.41 ล้านบาท และ วันที่ 30 มิถุนำยน 2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 29.91 เพิ่มขึ้น 308.50 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1,031.51 เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยสามารถบริหำรจัดการ สินค้าเพื่อจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าที่จัดหำในช่วงไตรมำส 1/2569 มีการจำหน่ายในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ใน ตะวันออกกลำง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัมปรับตัวสูงขึ้นมากกว่ากำรเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายเฉลี่ยต่อ กิโลกรัม ประกอบกับบริษัทและบริษัทย่อยมีกำรควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เหมาะสม ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและ กำไรสุทธิในงวดหกเดือนเพิ่มขึ้นอย่ำงมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
สำหรับงวดสามเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ ถือหุ้นของบริษัท 238.70 ล้านบาทและ วันที่30 มิถุนายน 2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท 14.75 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 223.95ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1,518.22 เนื่องจากในช่วง ไตรมาส 2/2569 ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับบริษัทและบริษัทย่อยมีการบริหารจัดการ สินค้าและการขายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยติดตามสถานการณ์และข้อมูลตลาดอย่างใกล้ชิด รวมถึงบริหาร จัดการสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และมีกำรควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เหมาะสม ส่งผลให้ บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิในงวดสามเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน