Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

110

 

คุยกันเรื่องเมกะเทรนด์ Defense Tech: จากคำมั่นด้านงบประมาณสู่คำสั่งซื้อและรายได้จริง
- เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธีม Defense Tech เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเพิ่มการลงทุนด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง การประชุมสุดยอด NATO ล่าสุดที่กรุงอังการาเป็นหลักฐานสำคัญว่า ประเทศสมาชิกเริ่มเปลี่ยนคำมั่นด้านงบประมาณไปสู่ คำสั่งซื้อยุทโธปกรณ์จริง โดยมีข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรวมอย่างน้อย 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบคลุมการจัดซื้อโดรน เครื่องบินตรวจการณ์ และระบบป้องกันประเทศหลายประเภท พร้อมแผนลงทุนเพิ่มเติมกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระบบต่อต้านโดรน ขณะเดียวกัน NATO ยังยืนยันการสนับสนุนยูเครนต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนต่ออุปสงค์ของอุตสาหกรรมในระยะยาว
- การเพิ่มงบประมาณไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับ NATO แต่เริ่มสะท้อนผ่านแผนการคลังของประเทศสมาชิก อาทิ เยอรมนีเตรียมเพิ่มงบกลาโหมหลักในปี 2027 เป็น 1.09 แสนล้านยูโร จาก 8.22 หมื่นล้านยูโรในปี 2026 และวางแผนใช้งบด้านกลาโหมรวมเกือบ 7.84 แสนล้านยูโรในช่วงปี 2026–2030 ส่วนสหราชอาณาจักรประกาศเพิ่มงบกลาโหมอีก 1.5 หมื่นล้านปอนด์ พร้อมให้น้ำหนักกับการลงทุนในโดรน AI ระบบอัตโนมัติ และ Cybersecurity มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น การหารือระหว่าง Raytheon กับยูเครนเกี่ยวกับการร่วมผลิตขีปนาวุธ Patriot ซึ่งสะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมกำลังขยายตัว แม้หลายโครงการยังต้องใช้เวลาในการอนุมัติและเพิ่มกำลังการผลิตก่อนจะรับรู้รายได้เต็มที่
- ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทกลาโหมรายใหญ่ตอกย้ำว่าเม็ดเงินภาครัฐกำลังแปลงเป็นรายได้และกำไรจริง Lockheed Martin, RTX และ Northrop Grumman ต่างรายงานรายได้เติบโต ปรับเพิ่มประมาณการทั้งปี และทำสถิติ Backlog สูงสุดใหม่ โดยเฉพาะ RTX ที่ธุรกิจ Raytheon ได้รับแรงหนุนจากความต้องการระบบ Patriot, Standard Missile และ AMRAAM ส่งผลให้ยอดขายและกำไรของธุรกิจนี้เติบโตโดดเด่น ขณะที่เมื่อรวม Backlog ของบริษัทกลาโหมรายใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Lockheed Martin, RTX, Northrop Grumman, General Dynamics และ Boeing Defense จะมีมูลค่าสูงกว่า 675,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.4–3.0 เท่าของยอดขายต่อปี สะท้อนว่ารายได้ของอุตสาหกรรมมีฐานรองรับในระยะหลายปีข้างหน้า ไม่ได้อาศัยเพียงความคาดหวังต่อการเพิ่มงบประมาณในอนาคต
- ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ ETF ในธีม Defense Tech ที่เราเคยแนะนำมาก่อนหน้านี้ ทั้ง Invesco Aerospace & Defense ETF (PPA) และ Global X Defense Tech ETF (SHLD) โดย PPA ให้ผลตอบแทนราว 14% นับจากต้นปี สะท้อนการได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มงบประมาณกลาโหม คำสั่งซื้อใหม่ และ Backlog ที่อยู่ในระดับสูงของบริษัทกลาโหมขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ SHLD แม้ปรับตัวลดลงราว 0.6% นับจากต้นปี และมี Max Drawdown ประมาณ 25% หลังผลตอบแทนโดดเด่นในปี 2025 แต่เรามองว่าการปรับฐานดังกล่าวสะท้อนแรงขายทำกำไรและการปรับลด Valuation มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้งกองทุนยังมี Exposure ต่อเทคโนโลยีป้องกันประเทศยุคใหม่ เช่น AI, Cybersecurity ระบบอัตโนมัติ และโดรน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับสัดส่วนงบประมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น การปรับฐานของ SHLD จึงอาจเป็นโอกาสทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนที่รับความ ผันผวนได้สูงกว่า เพื่อรับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม Defense Tech ในระยะยาว

 

สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ย่อลงเล็กน้อย หลักๆ เท่ากับแรงกดดันของหุ้น DELTA ขณะที่หุ้นอื่นหมุนกันเอง โดยยังเข้ากลุ่มธนาคารเด่นสุด แต่ก็พบหุ้นใหญ่หลายๆ ตัวบวกมาเด้น เช่น SCGP SCC PTTGC GLOBAL ขณะที่ด้านลบนอกจาก THAI ยังพบว่ามีการขายหุ้นอิเล็กฯ อื่นๆ พร้อมทั้งกลุ่มพลังงาน

แนวโน้มตลาดวันนี้ หุ้นโหนกระแส
ลักษณะการเล่นหุ้นเมื่อวานที่วนมาเล่น (ขึ้น) ได้ดีกว่าตลาดกลับกลายเป็น Commodity Link เช่น SCC SCGP IRPC PTTGC TU ยกเว้นโรงกลั่นด้านหุ้น Consumption link พักฐานหลังบวกนำ...


การหาหุ้นงัดขึ้นเล่นแต่ละตัว ตั้งแต่ช่วงท้ายสัปดาห์ที่แล้ว-เท่าที่เราสังเกต พบรูปแบบ 1.) ราคาพักฐาน หรือลดความร้อนแรงลงหากพุ่งขึ้นในวันก่อนหน้า / แต่พร้อมจะกลับมาเล่นในวันถัดไป (เขียวขาย แดงซื้อ) 2.) มองหาปัจจัยเสริมมาหนุนการเลือกตัวเล่น เช่น งบดีกว่าคาด, มุมมองเชิงบวกหลังจากประชุมนักวิเคราะห์ เป็นต้น

จุดสังเกตเพิ่มเติม รอบนี้ ราคาหุ้นไทยขึ้นหรือลง อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาค เป็นหลัก เช่น ราคาน้ำมันตลาดโลก-อิงสถานการณ์ความไม่สงบตะวันออกกลาง, การขายล้างพอร์ตในตลาดหุ้นต่างประเทศที่ตีโป่งขึ้นมารอบนี้-กลับไม่ได้ส่งผลกระทบราคาหุ้นไทยรายตัวอย่างที่กังวล

ดังนั้นกลยุทธ์แนะมองไปข้างหน้า+อิงจากมุมมองเดิม และต่อยอดด้วย 1 การอ่านทิศทางราคาหุ้น เช่น แนวโน้มราคายังเกาะเทรนด์ขาขึ้น หรือ พักอยู่บนเส้นแนวโน้มขาขึ้น 2 อาศัยการอ่านกระแสข่าวล่วงหน้า แล้วทยอยเก็บหุ้น ยกตัวอย่าง เหตุความไม่สงบตะวันออกกลาง รัสเซีย ยูเครน เช่น การโจมตีโรงกลั่น-โรงปิโตร แบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะช่วงก่อนวันหยุดเทศกาล สำคัญทางศาสนาอิสลามก่อนปลายเดือน ส.ค.นี้, การส่งสัญญาณของ ทรัมป์ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองระหว่างกาลเจรจา (ขู่โจมตี) หรือ ข่าวในประเทศ เช่น โอกาสการขยายมาตรการ ไทยช่วยไทย เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index อยู่ในช่วงปรับฐานย่อย Complex Correction แต่!โครงสร้างหลักยังโต้คลื่นขาขึ้น Impulse wave 5 คาดว่าดัชนีอยู่ในช่วงหาฐานใหม่ Bottoming Process เพื่อเตรียม Rebound ไปยังแนวต้านด้านบน

EMA Dynamic Bands:
*EMA 10 & 25 (Short-term): ดัขชีพยายามสร้างฐานสะสมที่เส้น EMA 10 & 25 (1,615-1,625 จุด) หากยืนระยะได้แน่น จะเป็นสัญญาณของการดีดขึ้นในโครงสร้างระยะสั้น

*EMA 50 & 75 (Medium-term): ดัชนีลงแตะเส้น EMA 50 วัน แล้วดีดกลับทันที ทำหน้าที่เป็นแนวรับระยะกลางที่สำคัญ 1,590 จุด ขณะที่เส้น EMA 75 จะทำหน้าที่เป็นแนวรับตัดสินเทรนด์ใหญ่ (Bull/Bear market) อยู่ที่ 1,560 จุด
Golden Ratio: ดัชนีย่อลงมาแตะแนว Fibonacci ratio 61.8% - 78.6% ซึ่งเป็นโซนกลับตัวตามสถิติ

Confluence Support Zone: เมื่อนำ Retracement ของคลื่นย่อมาคำนวณเป้าหมายรีบาวด์ พบว่าระดับ Fibo 50% และ 61.8% ไปซ้อนทับ (Confluence) กับเส้น EMA 25 และ EMA 50 พอดี ทำให้กลายเป็นโซนรับที่สำคัญบริเวณ 1,590 จุด

Target: base case อยู่ที่ 1640-1650 จุด หากทะลุได้แนะ Follow buy เพื่อลุ้น bull case ที่ 1,680 (Fibo channel 78.6%)

Key Topics to Monitor: น้ำมัน Brent ปรับตัวลงมาที่ $84.5/barrel & US Bond Yield 10 ปี ทรงตัวที่ 4.7% สะท้อนภาพสถานการณ์สงครามที่นิ่งขึ้นในระยะสั้น

Strategy: SET Index ยังอยู่ใน Confluence Zone แนะนำ "Selective & Rotation" เล็งหุ้นกลุ่ม SET50 & SET100 + Earning Plays

หุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ “ BBL, BH & CBG, MTC และ SAWAD



What to watch ทรัมป์ยันเจรจาอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซเริ่มแล้ว ย้ำเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนใช้มาตรการเด็ดขาด
ทรัมป์ย้ำว่า "นี่เป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับพวกเขาที่จะลงนามในเอกสารที่ดี ผมคิดว่าเราอาจจะบรรลุข้อตกลงบางอย่าง แต่ผมต้องการให้โอกาสสุดท้ายแก่พวกเขาก่อนจะถึงขั้นถอนรากถอนโคน"

เฟด เล็งลดวาระการประชุมลงจาก 8 ครั้งต่อปี (กม.กำหนดให้ประชุมอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี) เป็นการลดการส่งสัญญาณ ทิศทางดอกเบี้ยต่อตลาด

Virtual bank บริการสินเชื่อแล้ว: กระแสแรกที่เกิดขึ้นในระบบการเงินนี้ คือ การเข้าถึงสินเชื่อได้เงินมาบริโภคทันที แม้จะติด เครดิตบูโร ฯลฯ (บวกต่อ หุ้นกลุ่มอุปโภค บริโภค และเงินหมุนในกลุ่มสินเชื่อบุคคลเช่น คืนเงินบางส่วน เอาเงินใหม่จากวงเงินคงเหลือมาต่อยอดการบริโภค ส่วนหุ้นลบ คาดกลุ่มที่ให้บริการสินเชื่อ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการ ตั้งสำรองหนี้เสียคูณสอง (หนี้เดิมไม่จ่าย กลายสภาพเป็นหนี้ใหม่ขวัญใจนักบิด)

นายกฯ พร้อมดัน "ไทยช่วยไทย พลัส" ต่อ แต่ขอดูงบ-ภาวะศก. หากเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ งบประมาณ และสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น
ถ้าต้องมีการกระตุ้นเพื่อให้ยืนบนขาตัวเองได้ ให้เครื่องมันติด ให้มันขับเคลื่อนต่อไปได้ เราก็จะกระตุ้นเป็นช่วง ๆ ไป นายกรัฐมนตรี กล่าว


หุ้นแนะนำวันนี้
PTTGC ราคาพักตัวตามตำรา คาดโหนกระแสหน้าข่าวซุ่มโจมตี โรงปิโตร โรงกลั่น ในตะวันออกกลาง ซึ่งระยะกลางเดือน ส.ค.นี้ คาดบรรยากาศ มีแววตึงเครียดมากขึ้น ด้านงบที่จะประกาศมีแนวโน้มดีขึ้นค่อนข้างชัด (มีลุ้นดีเกินคาด)
แนวรับ 37 ต้าน 40 Stop loss 35


รายงานพื้นฐานวันนี้

BH
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
ผู้ป่วย Fly-in กลับมาหนุนกำไรต่อ พร้อมเข้าสู่ High season ใน 3Q26
เราคาดกำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 1.89 พันล้านบาท (+2% YoY, +6% QoQ) จากรายได้ 6.2 พันล้านบาท (+3% YoY, -1% QoQ) โดยแรงหนุนหลักมาจากผู้ป่วยต่างชาติ (Fly-in) ที่คิดเป็น 66% ของรายได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยตะวันออกกลางและเมียนมา ขณะที่ผู้ป่วยไทยยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GM) คาดทรงตัวในระดับสูงที่ 52.3% จากสัดส่วนผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น แม้ SG&A จะสูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการดำเนินงาน

สำหรับแนวโน้ม 2H26 คาดผลประกอบการยังเติบโตต่อ โดย 3Q26 เป็น High season ของทั้งผู้ป่วยไทยและผู้ป่วยตะวันออกกลาง อีกทั้งเที่ยวบินจากตะวันออกกลางเริ่มกลับมาใกล้ระดับปกติตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. ขณะที่ผลกระทบจากผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลงมีจำกัด ทำให้คาดรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติยังเติบโตต่อเนื่อง โดยหากกำไร 2Q26 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 47% ของประมาณการกำไรทั้งปี

Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 220 บาท (ปี 2027) และยังคง BH เป็น Top Pick ของกลุ่มโรงพยาบาล จากแนวโน้มการฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางในช่วง 2H26 และความสามารถในการรักษาอัตรากำไรในระดับสูง

 


TU & ITC
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
ระยะสั้น Rotate เข้า TU ขณะที่ ITC ยังเด่นสำหรับการเติบโตระยะยาว
เรามอง TU กลับมาเป็นหุ้นเด่นในระยะสั้น หลังปัจจัยกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย และปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจหลักเริ่มฟื้นตัวพร้อมกัน โดยธุรกิจ Ambient Seafood และ Frozen Seafood ซึ่งคิดเป็น 77% ของรายได้ 1H26 กลับมาเติบโต 2% และ 5% YoY ตามลำดับ จากปริมาณขายที่ฟื้นตัว ขณะที่สัดส่วนสินค้าแบรนด์ของตัวเองเพิ่มเป็น 59% ของยอดขาย (จาก 56% ในปี 2025) ส่งผลให้ GM 1H26 เพิ่มเป็น 19.8% จาก 19.3% ในปีก่อน แม้ต้นทุนวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนคุณภาพกำไรดีขึ้น

สำหรับแนวโน้ม 2H26 คาด TU ได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความต้องการปลาทูน่าในสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง การยกเว้นภาษีนำเข้าปลาทูน่าในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ 26 มิ.ย. 2026 รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยหนุนผลประกอบการ

ขณะที่ ITC ยังเติบโตต่อจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ผ่านการออกสินค้าใหม่ (NPD) การขยายฐานลูกค้า และอัตรากำไรที่แข็งแกร่ง โดยคาดทั้ง 3 ธุรกิจของกลุ่ม Thai Union จะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

Fundamental view: เราปรับเพิ่มประมาณการกำไร TU ปี 2026 ขึ้น 6% และคาดกำไรเติบโต 17% พร้อม Dividend Yield ราว 6% ขณะที่ซื้อขายเพียง PER ปี 2027 ที่ 10.2x จึงแนะนำ Rotate-in เข้าลงทุน TU และปรับราคาเป้าหมายเป็น 15.60 บาท (จาก 13.60 บาท)

ส่วน ITC ยังคงเป็นหุ้นเติบโตระยะยาว โดยคาดกำไรเติบโต 13% ในปี 2026 และ 12% ในปี 2027 พร้อม Dividend Yield ราว 6% แม้ซื้อขายที่ PER ปี 2027 ที่ 14.2x ซึ่งถือว่า Premium กว่าจากการเติบโตเชิงโครงสร้างธุรกิจที่ดีกว่า จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายเป็น 22.00 บาท (จาก 19.00 บาท)

 



รายงานผลประกอบการวันนี้

TRUE
ทรู คอร์ปอเรชั่น
(+) TRUE รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 6.5 พันล้านบาท (+223% YoY, ทรงตัว QoQ) สูงกว่าที่เราคาด 5% จากการประหยัดค่าใช้จ่ายจาก Spectrum synergy ที่ดีกว่าคาด โดยรายได้บริการไม่รวม IC เพิ่มขึ้น 0.8% YoY และ QoQ กลับมาเติบโต YoY ครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส หนุนจากธุรกิจ Mobile และ Online ขณะที่ Opex ไม่รวม D&A ลดลง 28.7% YoY และ 4.4% QoQ จาก Synergy ของคลื่น 2300/1500 MHz และต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend yield 1.1% ทั้งนี้ TRUE ปรับลด Guidance การเติบโตของรายได้บริการปี 2026 เหลือ 1–2% จากเดิม 2–3% แต่ยังคงเป้าหมาย EBITDA growth ที่ 7–9% โดยเราคาดว่า EBITDA ในครึ่งปีหลังจะยังเติบโต YoY อย่างชัดเจน จาก Spectrum synergy และการลดต้นทุนด้านโครงข่ายและกฎระเบียบที่ทำได้ต่อเนื่อง คงคำแนะนำซื้อ

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้