Global Strategist’s View ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนสิงหาคม Part 1
การปรับฐานของตลาดหุ้นโลกเดือนกรกฎาคมเป็น Tactical Consolidation มากกว่าจุดสิ้นสุดของ Risk-on Cycle
ตลาดหุ้นโลกปรับฐานในช่วงเดือนกรกฎาคมจากแรงลดสถานะในหุ้น AI และ Semiconductor รวมถึงความกังวลต่อราคาน้ำมันและ Bond Yield มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรการลงทุน โดย BLS Wealth มองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็น Tactical Consolidation ที่ช่วยลดความร้อนแรงของ Positioning และทำให้ Valuation น่าสนใจมากขึ้น ก่อนที่ตลาดจะมีโอกาสทยอยฟื้นตัวในเดือนสิงหาคม
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนมุมมองเชิงบวกคือ ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งกำไร รายได้ และ Net Profit Margin ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่สัดส่วนบริษัทที่รายงานกำไรและรายได้สูงกว่าคาดอยู่เหนือค่าเฉลี่ยในอดีต อีกทั้ง Forward Guidance สำหรับครึ่งปีหลังยังแข็งแกร่ง สะท้อนว่าพื้นฐานธุรกิจยังไม่ได้อ่อนแอลง แม้ว่าราคาหุ้นจะเผชิญแรงขายจากการลด Positioning
ในระยะกลาง BLS Wealth ยังเชื่อว่า AI Capex ยังไม่ผ่านจุดสูงสุด โดยวัฏจักรกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Model Training ไปสู่ AI Inference, Enterprise Adoption และ Sovereign AI ซึ่งยังต้องลงทุนด้าน HBM Memory, Networking, Optical Interconnect, Advanced Packaging รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและ Data Center ต่อเนื่อง แม้การเติบโตของ Capex อาจเริ่มชะลอหลังปี 2026 แต่เม็ดเงินลงทุนยังมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือนสิงหาคม แนะนำทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นโลกและหุ้นสหรัฐฯ โดยเน้นหุ้นคุณภาพสูงใน AI Infrastructure และ Hyperscalers ที่มีศักยภาพสร้างรายได้จาก AI ชัดเจน ขณะที่การปรับฐานของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังเป็นโอกาสสะสมหุ้น Memory และ Semiconductor ซึ่งมีทั้งแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรและนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการยกระดับมูลค่าตลาดทุนในระยะยาว
สรุปภาพตลาดวานนี้ ศุกร์ที่แล้ว หุ้นไทยเด้ง ตามภูมิภาค และตลาดโลก นำโดย DELTA ที่รีบาวด์หลังลงแรง และแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มธนาคาร (ที่ถูกขายไปวันก่อน) ขณะที่สัญญาณบวกสำคัญ พบในกลุ่มค้าปลีก (บวกกระจายตัวด้วย) เช่น CRC CPALL CPN ADVICE MOSHI DOHOME CPW เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ สับไพ่สลับกลุ่มใหม่
ระหว่างสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มหุ้นที่เริ่มขยับบวก สวนทางกระแสความกลัวฟองสบู่ AI พบว่าได้แก่ หุ้นค้าปลีก และหุ้นเชื่อมโยงการบริโภคในประเทศ เช่น CRC CPALL CPN ERW AWC ซึ่งรายได้ มีทั้งอิงจากทั้งภาคบริการ, ท่องเที่ยว และร้านอาหาร
ด้านหุ้น Beta และกลุ่มหุ้นอื่นๆ ยังคงเป็นลักษณะหมุน-วนหุ้นเล่น (เก้าอี้ดนตรี) เช่น ขายปิโตร นิคมอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ไปเล่น แบงก์ สื่อสาร ค้าปลีก โรงแรม อาหาร ขนส่ง ทำให้ดูรวมๆแล้วทรงตลาดหุ้นไทยไม่ได้เสียหายแถมยังเล่นเหนือแนวรับสำคัญ Trend line 1599+/- และสร้างรูปแบบ Sideways up ได้อยู่ เสริมด้วยโอกาสในการเก็งกำไรในหุ้น Alpha ขนาดกลางเล็ก
ปัจจัยแวดล้อม ที่มีผลต่อการลงทุนหุ้นไทย ก็ยังไม่ได้มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะ ซึ่งส่วนใหญ่เราประเมินว่าไม่ใช่ผลกระทบทางตรงหุ้นไทย แต่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างสินทรัพย์ เช่น
1) ทิศทางต้นทุนดอกเบี้ยยัง “สูง” เหมือนเดิมในบางประเทศ ขณะที่ไทยทรงตัว (เช่น ตลาดพันธบัตรไทยที่ยังมีแรงซื้อ สังเกตได้จากการเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรที่ทรงตัวในระดับล่าง) ที่สำคัญผลการประชุมเฟด จบไปแล้ว สำหรับรอบนี้ และผลสำรวจแนวโน้มดอกเบี้ยยังคล้ายเดิม (ไม่ต้องมาคอยลุ้นเรื่องเฟด ระหว่างนี้ แต่ต้องกลับมาติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.)
2) ค่าเงินเยน ที่แข็งค่า (หล่น) อย่างรวดเร็วภายในวัน กลายเป็นการเปิดช่องในการทำ Carry trade
3) ความกลัวฟองสบู่ AI ในตลาดหุ้นเอเชีย ที่เกิดจากการเพิ่มอัตราทดซึ่งเร็วเกินควบคุม กอปรกับจังหวะต้นทุนการเงินขยับขึ้น ผลกระทบหลังจากนี้ยังยากที่จะสรุปว่า ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว...
(แต่หุ้นไทยผ่านจุดล้างพอร์ตไปแล้วเมื่อปีก่อน ผ่านช่วงอัตราทดที่สูงเกินควบคุม ความเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวนสูง-จึงน้อยกว่า เลยกลายเป็นที่พักเงินซึ่งน่าจะนิ่งกว่าตลาดหุ้นอื่น)
กลยุทธ์แนะหมุนเข้าหุ้น ที่เกิดสัญญาณซื้อตาม โดยไม่แนะให้ไล่ราคาหุ้น, สะสมหุ้นทรง Sideways หรือมีการพักฐานแล้ว และมองไปข้างหน้าเห็นปัจจัยหนุนทิศทางราคาหุ้น โดยกลุ่มที่เราเริ่มเห็นโอกาสเก็บรอบนี้ แนะนำหุ้นเชื่อมโยงรายได้ภาคบริการ และ การบริโภคในประเทศ โดยเราเพิ่มหุ้น CENTEL CPN เป็นตัวแทนกลุ่มนี้ เข้าพอร์ต
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้
วิเคราะห์ทางเทคนิค “Price Action & Fund Flow”
“เงินไหลไปที่ไหนกราฟจะเฉลยที่นั่น“
*Price Patterns: กราฟรายเดือนประกอบด้วยแท่งเขียว 3 แท่งเรียงติดต่อกัน บ่งชี้รูปแบบ “Bullish Reversal Pattern”
Elliotte WAVE: ดัชนีอยู่ในรอบขาขึ้น Impulse wave 3 & 5 เกิดขึ้นทั้งในคลื่นหลัก & คลื่นย่อย
Fibonacci & Oscillators ปรากฏสัญญาณ EMA cross 10, 25, 75 month ตัดขึ้น! + Bullish RSI! ขณะที่ Fibo extension ชี้จุดต้าน 100% จะอยู่บริเวณ 1,680 จุด
Fund Flow: Foreign net buy สูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาท เดือนก.ค. แต่! ดัชนีขึ้นน้อยเป็นเพราะการหมุนกลุ่ม Stock rotation
สรุป: แนวโน้มดัชนีเดือนส.ค.ยังอยู่ในรอบขาขึ้น upside base case 1,650 & bull case 1,680 / รับ 1,600 จุด
กลุยทธ์: เน้นหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปเพื่อรองรับกับ Fund flow และใช้ ทฤษฎีทางเทคนิคมาผสมผสานเพื่อใช้จับจังหวะให้แม่นยำ
*เงื่อนไข: SET Index ห้ามหลุด low ต่ำกว่า 1,580 จุด
Theme “Capture Fund Flows”
GULF โครงสร้างขาขึ้นระยะยาว สถานะ Impulse wave 5 จ่อทะลุ new high!
TRUE ทรงกราฟสวย เตรียมเบรกเทรนท์ “Bullish Flag” จับตา OBV ปริมาณหุ้นสะสมที่เพิ่มขึ้น! หนุนหุ้นทะลุต้าน
AOT ขึ้นสลับพักเดือนก.ค. แต่ขาขึ้นยังไม่จบง่ายๆ จุดสังเกต MACD>0 (เดือนแรก) Volume profile ชี้เป้า 70
สรุปหุ้นแนะนำเดือนส.ค. BUY: GULF,TRUE, AOT
*เงื่อนไขผิดทาง ห้ามลงต่ำกว่าจุดคัทที่ให้ไว้
What to watch สหรัฐฯ จับมือญี่ปุ่นพยุงเงินเยน หลังอ่อนค่าใกล้ต่ำสุดรอบ 40 ปี
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราในวันศุกร์ (31 ก.ค.) ด้วยการเข้าซื้อเงินเยน เพื่อสนับสนุนความพยายามของญี่ปุ่นในการพยุงค่าเงินที่อ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี โดยข้อมูลจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) บ่งชี้ว่า ญี่ปุ่นอาจขายดอลลาร์สหรัฐฯ สูงถึง 5.897 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินไปซื้อเยนเพื่อชะลอการอ่อนค่าของสกุลเงิน
การกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วของค่าเงินเยน คาดระยะสั้นส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงจากการเร่งปิด Carry trade แต่ในระยะถัดไปจะกลายเป็นการสร้างโอกาสเพื่อการ กลับมาเปิดสถานะกู้เงินเยนมาเก็งกำไรรอบใหม่ (มองเป็นกลางค่อนไปทางบวก) ซึ่งการที่อเมริกาเข้าแทรกแซง ส่วนหนึ่งเป็นการป้องกันการเทขาย พันธบัตรสหรัฐจากฝั่งญี่ปุ่น และ ขายค่าเงินดอลล์
เฟด เล็งลดวาระการประชุมลงจาก 8 ครั้งต่อปี (กม.กำหนดให้ประชุมอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี) เป็นการลดการส่งสัญญาณ ทิศทางดอกเบี้ยต่อตลาด
Virtual bank บริการสินเชื่อแล้ว: กระแสแรกที่เกิดขึ้นในระบบการเงินนี้ คือ การเข้าถึงสินเชื่อได้เงินมาบริโภคทันที แม้จะติด เครดิตบูโร ฯลฯ (บวกต่อ หุ้นกลุ่มอุปโภค บริโภค และเงินหมุนในกลุ่มสินเชื่อบุคคลเช่น คืนเงินบางส่วน เอาเงินใหม่จากวงเงินคงเหลือมาต่อยอดการบริโภค ส่วนหุ้นลบ คาดกลุ่มที่ให้บริการสินเชื่อ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการ ตั้งสำรองหนี้เสียคูณสอง (หนี้เดิมไม่จ่าย กลายสภาพเป็นหนี้ใหม่ขวัญใจนักบิด)
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) TSD และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ร่วมกันชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์การลักลอบเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ใช้บริการระบบ Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย จากจำนวนบัญชีหลักทรัพย์ ทั้งหมด 5 ล้านราย (กรุงเทพธุรกิจ)
หุ้นแนะนำวันนี้
PTTEP รายงานกำไร 2.7 หมื่นลบ. ดีกว่าคาดที่ 2.3-2.4 หมื่นลบ. และปันผลระหว่างกาล 4.5 บาท
แนวรับ 147 ต้าน 153 Stop loss 145
CENTEL นักวิเคราะห์พื้นฐาน Upgrade คำแนะนำและราคาเป้าหมายขึ้น โดยมองบริษัทกำลังเปลี่ยนจากหุ้นที่มี downside risk หลายด้าน ไปสู่ earnings upgrade cycle และ valuation rerating ขณะที่ราคาหุ้นยัง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มโรงแรม
แนวรับ 38 ต้าน 43 Stop loss 35.5
Tactical port เพิ่ม CENTEL CPN ถอด BGRIM
รายงานพื้นฐานวันนี้
Econ
Smart Policy Mix... มุมมองใหม่ต่อบทบาทของ ธปท.
เรามองว่า ธปท. กำลังเปลี่ยนจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบดั้งเดิม ไปสู่ Smart Policy Mix ที่ผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน มาตรการกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (Macroprudential) และมาตรการช่วยเหลือสินเชื่อเฉพาะกลุ่ม (Targeted Credit Support) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกับเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างไรก็ตาม เรามองว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยลดความเปราะบางได้เพียงบางส่วน และยังไม่สามารถทดแทนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยภาครัฐได้
จากการประชุมระหว่าง IAA และ ธปท. เมื่อวันที่ 30 ก.ค. มีประเด็นสำคัญ ได้แก่
(1) การดำเนินนโยบายจะให้น้ำหนักทั้งเงินเฟ้อ ความแข็งแรงของอุปสงค์ในประเทศ และภาวะการเงิน มากกว่าพิจารณาเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว
(2) ธปท. ต้องการเห็นเงินเฟ้อที่ฟื้นจากรายได้และการบริโภค มากกว่าการเพิ่มขึ้นจากต้นทุนหรือราคาพลังงาน
(3) ความขัดแย้งตะวันออกกลางมีแนวโน้มสร้าง Cost-push Inflation ระยะสั้น ขณะที่ปลายปีต้องติดตามความเสี่ยงด้านราคาอาหารจากเอลนีโญ
อีกประเด็นสำคัญ คือ ธปท. ประเมินว่า Potential Growth ของไทยลดลงเหลือราว 2.7% จากประมาณ 3.0% ในอดีต สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยกระดับการเติบโตระยะยาวได้ นอกจากนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้ Targeted Intervention มากขึ้น ทั้งการกำกับดูแลธุรกรรมเสี่ยง กลุ่ม Non-bank และ Buy Now, Pay Later รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ มากกว่าการกระตุ้นสินเชื่อในวงกว้าง
Economist view: เรามองเชิงบวกต่อแนวทาง Smart Policy Mix ของ ธปท. ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ดีกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวยังต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจากภาครัฐควบคู่กัน
Alpha Pulse
กลยุทธ์การลงทุนในเดือนส.ค. | Defensive Yield Core - Satellite Alpha ผ่าน 4 ธีมการลงทุน
เรามอง SET เดือนส.ค. มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600–1,700 จุด จากการฟื้นตัวของกำไรที่เริ่มกระจายตัวในวงกว้าง (Broadening Earnings Recovery) สะท้อนจาก SET EPS ถูกปรับขึ้น 4.2% ในเดือนก.ค. และ 6.3% จากต้นปี โดยแรงปรับเพิ่มขยายจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ ไปยังโรงแรม ขนส่ง ธนาคาร ค้าปลีก และการเงิน ขณะที่ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 4.9 หมื่นล้านบาทในเดือนก.ค. และ 7.6 หมื่นล้านบาทจากต้นปี หากวัฏจักรการผลิตโลกยังฟื้นตัวต่อ มีโอกาสเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง และหนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้น Global Play
เราแนะนำกลยุทธ์ Defensive Yield Core ควบคู่กับ Satellite Alpha ผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่
1) Thailand Power Infrastructure Cycle (Core): การลงทุน Data Center กำลังเปลี่ยนจาก "เม็ดเงินลงทุน" สู่ "อุปสงค์ใช้ไฟฟ้าจริง" หนุนการลงทุนระบบสายส่ง พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า โดยความต้องการใช้ไฟฟ้า Data Center ใน EEC สูงถึง 26,045MW ขณะที่ระบบรองรับได้เพียง 18.7% ของความต้องการทั้งหมด ส่งผลให้ภาครัฐเตรียมลงทุน 3.1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายระบบสายส่ง พร้อมทั้งมีแผนนำวงเงินกู้คงเหลือราว 2 แสนล้านบาท สนับสนุน Solar Rooftop และ Smart Grid ขณะที่ BOI อนุมัติการลงทุน 1H26 มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท (+37% YoY) โดยกว่า 1.11 ล้านล้านบาท อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล หนุนกลุ่ม GULF, GUNKUL
2) Higher for Longer Defensive-Dividend Rotation (Core): ภาวะดอกเบี้ยสูงและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความคืบหน้าโครงการ TISA ที่คาดชัดเจนในเดือนก.ย. จะหนุนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสารที่ยังเห็นกำไรเติบโตจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายลดลง คาดกำไร ADVANC 2Q26 +24% YoY และ TRUE +48% YoY พร้อม Dividend Yield ที่ทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับ Satellite Alpha แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว ได้แก่
3) Policy-driven Tourism Recovery (Satellite): กลุ่มท่องเที่ยวคาดผ่านจุดต่ำสุดของกำไรใน 2Q26 ก่อนเข้าสู่ High Season โดยได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐวงเงิน 1,750 ล้านบาท ผ่านโครงการ ไทยเที่ยวไทย พลัส, Fly Thai และ Thailand Air Connect ช่วยกระตุ้นทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ หนุนกลุ่มโรงแรม โดยเฉพาะ ERW
4) Selective Consumption Recovery (Satellite): แม้การบริโภคโดยรวมยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แต่เริ่มเห็นการเติบโตในบางกลุ่ม โดยค้าปลีกสินค้า IT ยังโดดเด่น (COM7 ยอดขาย +8-10% YoY, ADVICE +13-15% YoY) ขณะที่ MOSHI คาด SSS +4%, CPALL +1% และตลาดเครื่องดื่มยังเติบโตต่อเนื่อง หนุนหุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม โดยเฉพาะ CBG
CENTEL (Idea)
โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา
จากหุ้นที่เคยกังวลมากที่สุด สู่ Upgrade เป็น Top Pick อันดับ 2
เราปรับคำแนะนำ CENTEL ขึ้นเป็น ซื้อ (จาก ถือ) พร้อมยกระดับจากหุ้นโรงแรมที่เราชอบน้อยที่สุด ขึ้นเป็น Top Pick อันดับ 2 รองจาก AWC หลังมุมมองต่อแนวโน้มผลประกอบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026–27 ขึ้น 13% และ 15% พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 48 บาท จากเดิม 34 บาท คิดเป็น Upside ราว 25%
ก่อนหน้านี้ เรามีความกังวลต่อ CENTEL อยู่ 5 ประเด็น ได้แก่ (1) ผลกระทบจากสงครามต่อธุรกิจโรงแรมในไทย มัลดีฟส์ และดูไบ (2) การขาดทุนของโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์จากช่วง Ramp-up (3) การปรับลด ADR ของโรงแรมญี่ปุ่นหลังฐานสูงจาก World Expo (4) ผลกระทบจากการปิดปรับปรุงโรงแรมในไทย และ (5) ธุรกิจอาหารที่อาจเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวและต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าปัจจัยลบเหล่านี้กำลังทยอยคลี่คลายเร็วกว่าที่คาด
ธุรกิจโรงแรมในไทยยังแข็งแกร่ง โดย RevPAR 2Q26 เติบโต 3% YoY และคาดเร่งเป็น 8–10% YoY ใน 4Q26 จากแรงหนุนของงาน MICE และกิจกรรมขนาดใหญ่ ขณะที่ปี 2027 ยังมี Upside จากการปรับแบรนด์โรงแรมกระบี่และการขยายโรงแรมหัวหิน
ส่วน ดูไบ มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หลัง RevPAR ที่เคยลดลงกว่า 60% YoY ใน 2Q26 ดีขึ้นเป็นติดลบราว 30% YoY ตามข้อมูล Forward Booking เดือนก.ค. ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสกลับมาใกล้ Breakeven ตั้งแต่ 3Q26
ขณะที่ มัลดีฟส์ ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด นักท่องเที่ยวฟื้นจาก -24% YoY ใน เม.ย. เหลือ -1.5% ใน ก.ค. โดยคาดขาดทุนลดลงจาก 290 ล้านบาทในปี 2025 เหลือ 120 ล้านบาทในปี 2026 และมีโอกาส Breakeven ในปี 2027
ส่วนญี่ปุ่น แม้ ADR ยังถูกกดดันจากฐานสูงในปีที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะไม่เป็นแรงกดดันต่อกำไรต่อเนื่องหลังปี
ด้าน ธุรกิจอาหาร SSSG กลับมาทรงตัว แม้เศรษฐกิจชะลอและได้รับผลกระทบจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ขณะที่การขยายสาขายังดำเนินต่อและอัตรากำไรยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
ในภาพรวม เราจึงมองว่า CENTEL กำลังเปลี่ยนจากหุ้นที่มี downside risk หลายด้าน ไปสู่ earnings upgrade cycle และ valuation rerating ขณะที่ราคาหุ้นยัง laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มโรงแรม
KBANK
ธนาคารกสิกรไทย
ธุรกิจ Wealth เป็นตัวนำ
ภาพการลงทุนของ KBANK ใน 2H26 ดูน่าสนใจมากขึ้น จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี, คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น และแรงกดดันต่อ NIM เริ่มลดลง
โดยเราคาดรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิปี 2026 ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท โต 19% YoY นำโดยรายได้จากธุรกิจ wealth management จากการ cross-sell ผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ ให้กับฐานลูกค้าเดิมของธนาคาร ซึ่งช่วยเปลี่ยนฐานเงินฝากขนาดใหญ่ให้เป็นแหล่งรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีคุณภาพและ recurring มากขึ้น
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังบริหารจัดการได้ หลัง KBANK ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่มาตั้งแต่ปี 2023 และลดพอร์ตสินเชื่อ SME ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าสินเชื่อองค์กรลงต่อเนื่อง ทำให้ NPLs/loans ratio ลดลงมาอยู่ที่ 3.18% ณ สิ้น มิ.ย. 2026 ขณะที่ loan-loss coverage ratio เพิ่มขึ้นเป็น 163.4% เราจึงคาดว่า credit cost จะลดลง YoY ใน 2H26
ส่วนสินเชื่อเริ่มเห็นการกลับมาเติบโตได้ใน 2Q26 นำโดยสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนสำหรับองค์กร ขณะที่แรงกดดันของ NIM เริ่มผ่อนคลาย และเราคาดว่า NIM จะทรงตัวมากขึ้นใน 3Q–4Q26
Fundamental view: เราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 270 บาท
รายงานผลประกอบการวันนี้
PTTEP
ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม
(0) PTTEP รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 27,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101% YoY และ 130% QoQ ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 24,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% YoY และ 23% QoQ โดยผลประกอบการออกมา สอดคล้องกับทั้งประมาณการของเราและ Bloomberg Consensus พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนราว 3.0% ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 14 ส.ค. และจ่ายวันที่ 28 ส.ค. แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักยังเติบโต YoY แต่ลดลง QoQ จากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่อ่อนตัวลง เราเลื่อนไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 168 บาท แต่ยังคงคำแนะนำถือรับปันผลที่สูง
สรุปประเด็นจาก Quick take
BBL
ธนาคารกรุงเทพ
ประเด็นสำคัญจากการประชุม
ธนาคารประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและความเสี่ยงยังไม่เปลี่ยนแปลงจาก 3 เดือนก่อนมากนัก ทิศทางสินเชื่อจะยังดีต่อเนื่องใน 2H26 จากแนวโน้มการเบิกใช้สินเชื่อ term loan จากลูกค้า corporate มากขึ้น
View from fundamental: เราประเมินว่าแรงกดดันด้าน NIM และ credit cost จะผ่อนคลายลงใน 2H26 และประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ยังบริหารจัดการได้ แนะนำซื้อ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน