แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มิกซ์ ขณะที่ไทยปรับตัวดีขึ้น
KEY FINDINGS:
- สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed อ่อนแอลงจากโซน Neutral สู่โซน Fear มาตรวัดปรับลดลงจากระดับ 46 จุดสู่ 42 จุด ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
- ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สามและยังคงอยู่ในโซน Greed มาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 60 เป็น 66 จุด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้น
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวไซด์เวย์ ปิดทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยยังเห็นการหมุนกลุ่ม (Sector Rotation) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Sentiment Indicator ที่ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี CNN Fear & Greed อ่อนแอลงจากโซน Neutral สู่โซน Fear มาตรวัดปรับลดลงจากระดับ 46 จุดสู่ 42 จุด ฉุดจากองค์ประกอบด้าน Stock Price Strength ซึ่งวัดจาก Net New 52-week Highs and Lows ที่ปรับลดลง และ ความกว้างของตลาด (Stock Price Market Breadth) ซึ่งวัดจากดัชนี McClellan Volume Summation Index ที่อ่อนแอลง รวมถึง Put to Call Ratio ที่เพิ่มขึ้นจาก 0.73 สู่ 0.75
ในทำนองเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 36.3% เป็น 44.9% (และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) และสัดส่วนฝั่ง Bearish ลดลงจาก 37.2% เหลือ 32.9% (แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -0.9% เป็น +12.0%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% WoW สอดคล้องกับดัชนี BLS Greed & Fear Barometer ที่แข็งแกร่งขึ้น และยังคงยืนในโซน Greed ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม มาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 60 จุดสู่ 66 จุด โดยองค์ประกอบย่อยดีขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนี Bull-to-Bear Indicator ที่ปรับขึ้นจากระดับ 57% สู่ 69% ความผันผวนของตลาดที่ปรับลดลง และ Momentum Strength ที่แข็งแกร่งขึ้นจาก 15.2 จุดสู่ 21.1 จุด
IMPLICATION:
การที่ดัชนี Fear & Greed ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนแอลงสู่โซน Fear ขณะที่องค์ประกอบด้าน Market Momentum เริ่มชะลอลง รวมถึงความกว้างของตลาด (Stock Price Market Breadth) สะท้อนจากดัชนี McClellan Volume Summation Index ที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ดัชนี S&P500 อาจยังคงผันผวนในระยะอันสั้น
ตลาดหุ้นไทยโชว์ฟอร์มแกร่งเกินคาด โดยสามารถทะลุแนวต้านสำคัญขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกสวนทางกับตลาดหุ้นโลก ขณะที่ดัชนี BLS Greed & Fear Barometer ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สามเข้าสู่โซน Greed ชี้ให้เห็นว่าดัชนี SET ยังมีอัพไซด์และมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นได้อีกก่อนจะเข้าสู่โซน Extreme Greed อย่างไรก็ตาม ดัชนี Bull-to-Bear ที่เริ่มเข้าสู่โซน Overbought อาจทำให้ตลาดเผชิญแรงขายทำกำไรเข้ามาบ้าง แต่คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดพักตัวสั้นๆ เท่านั้น
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET รักษาระดับได้ดี แม้หุ้นอิเล็กทรอนิกส์จะส่งแรงขายทั้ง DELTA HANA KCE แต่พบแรงซื้อกระจายหลายกลุ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่ธนาคาร โรงกลั่น-ปิโตรฯ แต่หุ้นขนาดกลางหลายกลุ่มบวกเด่น โดยเฉพาะอสังหาฯ AP LH SIRI SPALI อาหาร-เครื่องดื่ม โรงพยาบาล BCH ท่องเที่ยว CENTEL SKY ส่วนหุ้นบวกเด่นเฉพาะตัว ได้แก่ STPI CREDIT
แนวโน้มตลาดวันนี้ News flow สำหรับหุ้นกะสอง
เราเดินทางมาถึงค่อน เดือน ก.ค. แล้ว กลยุทธ์แนะนำเริ่มขายทำกำไรหุ้นธนาคาร สำหรับนักเล่นรอบที่เล่นหุ้นธนาคารกะแรก ด้วยกลยุทธ์ ซื้อแพง ขายแพงกว่า มาตลอดครึ่งแรกของเดือน ก.ค.
ย้ำว่าเป็นมุมมองกลยุทธ์เพื่อการเล่นรอบหุ้น เราจะไม่รอลุ้นงบที่เหลือของกลุ่มธนาคารแล้ว และไม่ขอถือรับเงินปันผล โดยจะเริ่มใช้กลยุทธ์ เข้างานกะสอง หยุดไล่ราคาหุ้นแบงก์ และหันกลับมาช้อนซื้อหุ้นที่ ราคาเซ็ตตัว และ/หรือ เล่นดักกระแสข่าวกลุ่มถัดไปต่อจากกลุ่มธนาคาร ที่ราคาอยู่ต่ำกว่าในแง่ผลตอบแทนราคาหุ้น (Performance returns)
กระแสข่าวที่เริ่มเห็นเพิ่มขึ้นช่วงครึ่งหลังเดือนนี้ นอกเหนือไปจากการประกาศงบ คือ แนวทางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ (เที่ยวไทยคนละครึ่ง, ดึงเงินลงทุนทางตรง FDI ฯลฯ), การกักตุนสินค้า จำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์เชื่อมโยง Commodity เช่น อินเดียขึ้นภาษีส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป, ญี่ปุ่นตุนนาฟทา ล่าสุดอเมริกา สั่งเก็บภาษี บราซิล (น่าจะเพราะเรื่อง สมาชิก BRIC) ส่งผลให้คาดว่า ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง น้ำตาล จะยิ่งทะลักเข้าไทย (+TVO CPF BTG OSP CBG)…
ส่วนหุ้นกะสองที่เรา แนะนำ 1) ราคาหุ้นปิโตรฯ (โรงกลั่น) ที่ราคาเซ็ตตัวได้ดี และคาดว่า เหตุความไม่สงบในตะวันออกกลางระลอกใหม่กำลังจะมาทำลายอุปทานโรงกลั่น และปิโตรเคมีในรอบนี้ 2) สินเชื่อบุคคล โรงไฟฟ้า เครื่องดื่ม ซึ่งมีประเด็นหนุนเฉพาะตัวตามกระแสข่าวปัจจัยภายใน
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค Dow Theory: โครงสร้างคลาสสิกตามทฤษฎี Dow Theory คือการทำ Higher High และ Higher Low (จุดสูงสุด & จุดต่ำสุดที่ยกสูงขึ้น)
EMA: ดัชนีเรียงตัวอยู่เหนือเส้น EMA ได้อย่างสวยงาม โดยมีเส้น EMA 10 & 25 ทำหน้าที่เป็นแนวรับ (Dynamic Support) ที่คอยพยุงเมื่อมีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นสลับออกมา
MACD: เส้น Signal Line และ MACD วิ่งเหนือแกนศูนย์ในกราฟรายวัน-สัปดาห์-เดือน สะท้อนแรงส่ง (Momentum) ฝั่งซื้อที่แข็งแกร่ง
Target Wave 5: หากคลื่น 5 นี้วิ่งเต็มขยาย (Extension) หรือวิ่งตามสัดส่วน Fibonacci ระดับปกติตามแรงส่ง คาดหวังมีโอกาสลุ้นตามสัดส่วน 61.8% ถึง 78.6% แนวต้านจะอยู่บริเวณ 1,650 และ 1,700 จุด
แนวรับ: 1,615 จุด (เป็นโซนแนวรับหลักและแนว Gap เดิมที่ห้ามหลุดเพื่อรักษาทรงขาขึ้น)
แผน "เชิงรุกอย่างมีวินัย" โฟกัสไปที่หุ้นใหญ่ SET 100 ที่เป็นเป้าหมายหลักของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow)
การบริหารพอร์ต: แบ่งน้ำหนักพอร์ตหลัก (Core Port) ไว้ในหุ้นใหญ่ 60-70% เพื่อเกาะไปกับเทรนด์ใหญ่ และแบ่งเงินสดไว้รอช้อนซื้อเพิ่มเมื่อดัชนีย่อตัวเข้าใกล้แนวรับ
การควบคุมความเสี่ยง: กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ของพอร์ตอย่างชัดเจน หากดัชนีเกิดเหตุพลิกผันปิดหลุด 1,600จุด ลงไป
สรุป: SET Index เป็นแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน การย่อตัวระหว่างทางคือการพักเพื่อไปต่อ (Secondary Correction) ตราบใดที่ไม่หลุดแนวรับที่ให้ไว้ ฝั่งซื้อยังคงได้เปรียบครับ
What to watch อินเดียขึ้นภาษีส่งออกดีเซล-เชื้อเพลิงอากาศยาน รับมือตลาดเชื้อเพลิงโลกตึงตัว
ประกาศของกระทรวงการคลังอินเดียระบุว่า ภาษีส่งออกน้ำมันดีเซลปรับขึ้นเป็น 15.50 รูปีต่อลิตร จาก 8.50 รูปีต่อลิตร ขณะที่ภาษีส่งออกเชื้อเพลิงอากาศยานเพิ่มเป็น 14.50 รูปีต่อลิตร จาก 7.50 รูปีต่อลิตร ส่วนภาษีส่งออกน้ำมันเบนซินปรับลดลงเหลือ 2.50 รูปีต่อลิตร จาก 4 รูปีต่อลิตร
การปรับขึ้นภาษีอาจกระทบการส่งออกเชื้อเพลิงของอินเดีย ซึ่งกำลังมีแนวโน้มแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. โดยคาดว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน เช่น ดีเซลและเบนซิน ในเดือนก.ค. จะเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากโรงกลั่นได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางภาวะอุปทานเชื้อเพลิงตึงตัวในสหรัฐฯ และยุโรป
กกพ. เฮียริ่งค่าไฟงวดใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.) ตั้งแต่ตรึงไว้ 3.95 บาท จนถึงปรับขึ้นเป็น 4.73 บาท
ไทยเที่ยวไทยพลัส แจก 3,000 บ. รวม 5 แสนสิทธิ โครงการ Co-payment กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ใช้งบประมาณราว 1,750 ล้านบาท
โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว 50% ประชาชนจ่ายเอง 50% เบื้องต้นจะสนับสนุนจำนวน 500,000 สิทธิ์ นักท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนสูงสุด 5 สิทธิต่อคน รวมถึงสนับสนุนคูปองดิจิทัล (E-Voucher) พร้อมสนับสนุนคูปองมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ์
ครม. ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ปรับเป็น 30 และ 15 วัน แยกสิทธิรายประเทศ ลดช่องโหว่อาชญากรรม-รักษาสมดุลท่องเที่ยว และความมั่นคง
นายกฯ ถกนักธุรกิจยุโรป ย้ำเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้า FTA ไทย-EU และ OECD ดึงลงทุน ยกระดับเศรษฐกิจไทย
นายกรัฐมนตรี ร่วมหารือคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และ
ประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีลงโทษบราซิล 25% เริ่ม 22 ก.ค. นี้ ชี้ทำการค้าไม่เป็นธรรม กระทบน้ำตาล เครื่องจักร สินค้าเกษตร
สำหรับกลุ่มสินค้าที่จะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีรอบใหม่นี้มีหลายพันรายการ เช่น น้ำตาล เครื่องจักรกลการเกษตร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องจักรไฟฟ้า กระดาษ และเหล็กกล้า
ด้านประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้นำบราซิล เขียนข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจโดยไม่มีเหตุผลรองรับ บราซิลจึงจะเริ่มกระบวนการเพื่อบังคับใช้เครื่องมือทางกฎหมายภายใต้ กฎหมายต่างตอบแทน (Reciprocity Law) ทันที ทั้งจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้งภายใต้กรอบกลไกการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ต่อไปด้วย
หุ้นแนะนำวันนี้
CPF งบไตรมาส 2 นี้จะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุดของปี เมื่อผ่านไปแล้วกำไรครึ่งปีหลังที่ดีขึ้นจะมาจาก ต้นทุนที่ลดลง, ภัยพิบัติในจีน ทำให้อุปทานลดลง, ราคาหมู ไก่ ในประเทศราคาดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
แนวรับ 21.5 ต้าน 22.5/23 Stop loss 21
รายงานพื้นฐานวันนี้
IVL
อินโดรามา เวนเจอร์ส
มองข้ามระยะสั้น จะเห็นวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่ม PET
เราคาด 2Q26 จะพลิกกลับมามีกำไรหลักราว 5.9 พันล้านบาท จากที่ขาดทุนใน 1Q26 และ 2Q25 โดยได้แรงหนุนจากทั้ง PET Spread ที่ทำจุดสูงสุดในรอบ 5 ปี และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของรายงานไม่ใช่เพียงกำไร 2Q26 แต่เป็นการมองว่า PET Cycle กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง จากเดิมที่เผชิญปัญหา Overcapacity หลายปี สู่ภาวะที่อุปทานเริ่มตึงตัวมากขึ้น โดย เราคาดว่า ปี 2027 ความต้องการ PET จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านตัน ขณะที่กำลังการผลิตใหม่เพิ่มเพียง 0.2 ล้านตัน อีกทั้งการขยายกำลังการผลิตทั่วโลกในช่วงปี 2026-28 จะเหลือ CAGR เพียง 1% เทียบกับ 10% ในช่วงปี 2023-25 และมีโรงงานในจีนปิดตัวแล้วรวม 3.9 ล้านตัน หรือประมาณ 9% ของกำลังการผลิตโลก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ
แม้อุปทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้างหลังการเปิดช่องแคบ Hormuz รวมทั้งปัจจัยฤดูกาลอาจส่งผลให้ส่วนต่างราคา PET อ่อนตัวลงใน 3Q26 แต่เรามองว่าจะยัง สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการซ่อมแซมโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามต้องใช้เวลา 2-3 ปี ขณะที่การกลับมาเดินเครื่องผลิตยังต้องใช้เวลาอีก 1.5-2 เดือน หลังได้รับ Feedstock ทำให้ภาวะตึงตัวของอุปทานยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น
Fundamental view: เรามองว่าหาก PET Spread สามารถยืนที่ระดับ 140-150 เหรียญ/ตัน ในปี 2027 (สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2022-25 ที่เพียง 75 เหรียญ/ตัน) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นเข้าสู่ Re-rating Valuation จึงปรับไปใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 และเพิ่ม PBV เป้าหมายเป็น 1.3 เท่า (จาก 1.2 เท่า) พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 30 บาท และคงคำแนะนำ ซื้อ
TIDLOR
ติดล้อ โฮลดิ้งส์
ถึงคิวที่ Credit Cost จะลดลง หนุนกำไรกลับมาเร่งตัว
ประเด็นสำคัญของ TIDLOR ไม่ใช่การเติบโตของสินเชื่อ แต่เป็นการที่ Credit Cost มีโอกาสลดลงเร็วกว่าตลาดคาด หลังบริษัทใช้เวลาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาในการคุมคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างเข้มงวด ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินสำรองอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี
คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นสะท้อนผ่าน NPL Ratio ลดลงจาก 1.88% ณ สิ้น 3Q24 เหลือ 1.47% ณ สิ้น 1Q26 ขณะที่ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 340.5% สูงสุดในรอบ 4 ปี และ Loan-loss Reserve/Loan อยู่ที่ 5.0% สูงสุดในรอบ 5 ปี ทำให้เรามองว่าบริษัท ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งสำรองเพิ่มมากเหมือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำรอง (LLP) มีแนวโน้มลดลงในช่วง 2H26 ซึ่งอาจทำให้ Credit Cost ต่ำกว่าสมมติฐานปัจจุบันราว 20 bps และเปิด Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2026 ได้อีกราว 3%
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือพอร์ต เช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง ซึ่งเคยเป็นแรงกดดันสำคัญ เริ่มผ่านจุดต่ำสุด โดยสัดส่วนพอร์ตเหลือเพียง 7% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ NPL ของพอร์ตดังกล่าวลดลงจาก 3.07% เหลือ 2.13% และยอดสินเชื่อกลับมาเติบโต QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี สอดคล้องกับข้อมูลจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่สะท้อนว่าคุณภาพสินเชื่อรถบรรทุกกำลังฟื้นตัว
สำหรับ 2Q26 เราคาดกำไรสุทธิ 1.48 พันล้านบาท (+14% YoY, -8% QoQ) โดยกำไรที่เติบโต YoY มาจาก NIM ที่ขยายตัวเป็น 16.16% จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ดีขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ขณะที่การตั้งสำรองลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ QoQ จะอ่อนตัวจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้นตามฤดูกาลก็ตาม
Fundamental view: เรามองว่า TIDLOR กำลังเข้าสู่รอบการฟื้นตัวของกำไรจากการคลายภาระการตั้งสำรอง (LLP Relief) มากกว่าการเร่งปล่อยสินเชื่อ โดยหากคุณภาพสินทรัพย์ยังทรงตัวในระดับปัจจุบัน จะเป็นแรงหนุนให้กำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 2026-27 ขณะที่หุ้นซื้อขายบน PEG เพียง 0.8 เท่า ยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะข้างหน้า คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 24 บาท
สรุปประเด็นจาก Quick take
GFPT
จีเอฟพีที
คาดกำไร 2Q26 ดีกว่าคาด มองเป็นจังหวะ Trading
คาดกำไร 2Q26 ที่ 590 ล้านบาท (+15% QoQ, -14% YoY) สูงกว่าประมาณการของเราที่ 530 ล้านบาท และน่าจะดีกว่าที่ตลาดคาด
View from fundamental: แม้เรามองบวกต่อผลประกอบการ แต่เป็นเพียงจังหวะ Trading โดยเรายังคงชอบ BTG, CPF และ TFG มากกว่า ในกลุ่มปศุสัตว์ เนื่องจากมีโมเมนตัมกำไรในช่วง 2H26 ชัดเจน หนุนจากทั้งธุรกิจหมูและไก่
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน