AT THE OPEN (#ATO)
SET Index ยังแกว่งตามกรอบ 1625-1645
หุ้นเด่นเลือก GULF และ ASK
Market Strategy
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบทั้ง 3 ดัชนี Dow Jones-0.2% S&P500 -0.5% และ Nasdaq -1.5% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ดิ่ง -4.3% แม้จะมีปัจจัยบวกจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจอย่างผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดเหลือ 2.08 แสนราย (ต่ำกว่าคาด 2.19 แสน) และดัชนีภาคผลิต Philly Fed พุ่งสู่ 41.4 (สูงกว่าคาด 12.7 มาก) ก็ตาม สถานการณ์ข้างต้นเราสะท้อนเม็ดเงินยังขายหุ้นกลุ่ม Tech หรือ Growth Stock ซึ่งจะเป็นภาพลบต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กฯในบ้านเราต่อไป
ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ยังทรงตัว 84-85 เหรียญฯ แม้ไม่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเพิ่มเติม แต่จากความตึงเครียดอิหร่าน–สหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ จากอิหร่านขอให้กลุ่มฮูตีเตรียมพร้อมปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ หากสหรัฐฯมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน มองเป็นความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานที่ต้องจับตาเนื่องจากข้อมูลเดือนมิ.ย. 69 พบว่าการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 7% ของการผลิตโลก ในเชิงกลยุทธ์สำหรับป้องกันความเสี่ยงด้านสงครามเรายังคงมุมมองชอบกลุ่มโรงกลั่นมากกว่ากลุ่มพลังงานต้นน้ำ โดย Top Pick เลือก BCP SPRC
SET Index คาดแกว่งออกข้างตามกรอบ 1,625–1,645 จุด ปัจจัยแวดล้อมปกคลุมด้วยแรงกดดันจากการขายหุ้นกลุ่ม เทคฯ ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แต่ Fund Flow ต่างชาติที่ยังไหลเข้าต่อเนื่องจะเป็นตัวช่วยพยุงดัชนี วันนี้ติดตามการรายงานงบ KTC สำหรับหุ้นเด่นวันนี้เลือก GULF และชอบ ASK
Fund Flow ของต่างชาติที่ยังเป็นไปในทิศทางบวกจะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด Downside ของตลาดหุ้น หลังจากวานนี้ซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 16 ในรอบ 17 ทำการหลังสุดรวม 3.4 พันล้านบาท และจากเม็ดเงินที่มีแนวโน้มขายหุ้น Growth และหลบเข้าหุ้น Value ทำให้ตลาดหุ้นบ้านเรายังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมและสถานะการถือครองของต่างชาติช่วง 3 ปีก่อนหน้าที่ Underweight ตลาดหุ้นบ้านเราไปมาก สะท้อนได้จากขายสุทธิรวมกันสูงถึง 4.5 แสนล้านบาทเทียบกับปีนี้ที่สุทธิสะสมรวม 6.4 หมื่นล้านบาท
Market Summary
SET ปิดบวก 5 จุดมายืนที่ 1635.29 จุด ด้วยแรงซื้อของต่างชาติกว่า 3.4 พันล้านบาท นำโดย กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่พุ่งแรงรับค่าการกลั่นสิงคโปร์ฟื้นตัวอย่าง TOP (+6.19%), BCP (+5.62%), IVL (+5.04%) พ่วงด้วยกลุ่มหุ้น Laggard AP (+7.19%) SC (+4.7%) กลุ่มโรงไฟฟ้า GPSC (+5.05%) BGRIM (+2.72%) ที่ได้อานิสงส์แผน PDP ฉบับใหม่รองรับ Data Center และ U.S.Bond Yield ปรับลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยังเผชิญแรงกดดันจากยอด Tech Sell-off ในภูมิภาค นำดิ่งโดย DELTA (-2.56%), HANA (-2.55%) และ KCE (-2.21%)
DAILY Stock Pick
GULF
แผนพลังงานหนุน upside
เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 68.00 บาท
เราคาดกำไร 2Q69 โต YoY และ QoQ หนุนจากกำลังการผลิตที่เพิ่มเข้ามา และเงินปันผลจาก KBANK 2.8 พันลบ.
Upside เด่นในช่วง 2H69 นำโดยแผน PDP และการเปิด Direct PPA ให้กับโรงงานและ Data Center ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็น ภายใน ส.ค. นี้
Technical View
แนวรับ : 63.00 บาท
แนวต้าน : 65.00 บาท
จุดตัดขาดทุน : 62.25 บาท
WEEKLY Stock Pick
ASK
ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 68
เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 14.00 บาท
เราคาดกำไรปี 69 เติบโต 60%YoY สูงที่สุดในกลุ่ม ตาม NPL ที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 68 ขณะที่ 2Q69 เราคาดกำไรโตเด่นถึง 68%YoY
การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้ดีต่อเนื่อง โดยมียอดสะสมงบปี 69 อยู่ที่ 48% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 42% ขณะที่แนวโน้ม 3Q69 มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นก่อนสิ้นสุดงบประมาณประจำปี
Technical View
แนวรับ : 11.90 บาท
แนวต้าน : 13.20 บาท
จุดตัดขาดทุน : 10.70 บาท
KEY FACTOR
แรงขายในหุ้นกลุ่ม Semiconductor กดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง แม้ TSMC จะรายงานผลประกอบการและปรับเพิ่มแผนการลงทุน แต่ตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานกว่าคาด โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา Nasdaq ปรับฐาน –1.47%
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาสร้างแรงกดดันเพิ่มเติม หลังสหรัฐฯ ยกระดับการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้นยืนเหนือ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้นสู่ 4.59% มุมมองตลาดจึงยังคงพลิกไปมาต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ของ Fed ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในระยะกลาง
EYES ON
15 ก.ค. PPI สหรัฐฯ
16 ก.ค. ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ
นักกลยุทธ์ : ธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์, ชาญชัย พันทาธนากิจ, ออมทรัพย์ โง้วศิริ
โทร. 02 658 5000