Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews: ก.ล.ต. ตั้งโต๊ะเคลียร์ ปม “สุภาพร พิมพงษ์” สรุปคือ "ปั้นพอร์ตทิพย์"

436

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 9 กรกฎาคม 2569)----------จากกรณี "สุภาพร พิมพงษ์"   ยื่นแบบ 246-2  แจ้ง ก.ล.ต.  ไล่ซื้อหุ้นทั้ง TRUE, KBANK,  BBL,  MAJOR, AAV รวมมูลค่าพอร์ตกว่า  90,000 ล้านบาท  จนเป็นที่น่าสงสัย  ว่าเธอคือใคร   ทำไมรวยไม่ไหว....  

ล่าสุด  ก.ล.ต. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแจง “สุภาพร พิมพงษ์” เผยมีตัวตนจริง พบกรอกข้อมูลเท็จ และพบ 3  ประเด็นความไม่ถูกต้อง    คือ 1. ไม่มีชื่อในทะเบียน  2.ซื้อหุ้นที่ไม่มีอยู่จริง  และ3.  ธุรกรรมทิพย์    โดยผลการตรวจสอบว่าเธอปั้น "พอร์ตทิพย์" เนื่องจากไม่มีชื่อผู้ถือหุ้นจริงและไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น  โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมย้ำต้องสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับการตรวจสอบ


โดยเช้าวันนี้ 9 กรกฎาคม 2569  สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยรศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมด้วย นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ,นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. เปิดแถลงข่าว "ก.ล.ต. ให้ข้อมูลประเด็นการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2)" ในกรณี “สุภาพร พิมพงษ์”



สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอแจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีดังกล่าวที่มีการรายงานการได้มาของหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการดำเนินการของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น

สำหรับประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก
2. ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน
3. การรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น


ในส่วนของระบบการรายงานแบบ 246-2 ก.ล.ต. จัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตน โดยผู้ที่ประสงค์จะบันทึกข้อมูลในระบบต้องลงทะเบียนและระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ตรงกับข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งระบบจะมีการสอบยันกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรดังกล่าว และหากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน เฉพาะกรณีที่ข้อมูลตรงกันจึงจะมีกระบวนการให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน โดยภายหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วจึงสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อรายงานแบบ 246-2 โดยผู้รายงานจะต้องมีการรับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว ซึ่งระบบการรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนในลักษณะเดียวกันกับการรายงานแบบ 246-2


ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ตามกระบวนการของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ กรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535



พร้อมกันนี้   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจงกระบวนการเผยแพร่และตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ภายหลังเกิดข้อซักถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีข้อมูลการรายงานที่ต่อมาพบว่าไม่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าระบบรายงานข้อมูลของ ก.ล.ต. ใช้หลักการให้ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้ยื่นรายงานด้วยตนเอง (Self-Declared Reporting) ซึ่งผู้ยื่นรายงานต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล ขณะที่ ก.ล.ต. มีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายเมื่อพบการกระทำผิด


ก.ล.ต. ระบุว่า สำนักงานมีการพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการยืนยันและตรวจสอบข้อมูล (Verification) ตั้งแต่ช่วงปี 2565–2566 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความสะดวกในการใช้งาน และให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน


สำหรับกระบวนการเปิดเผยข้อมูล ก.ล.ต. จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างรวดเร็วกับการตรวจสอบความถูกต้อง หากกำหนดให้ทุกข้อมูลต้องผ่านการรับรองความถูกต้อง (Certify) ก่อนเผยแพร่ อาจทำให้การเปิดเผยข้อมูลล่าช้าและกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน ดังนั้น สำนักงานจึงใช้แนวทางเผยแพร่ข้อมูลควบคู่กับกระบวนการตรวจสอบและการติดตามข้อเท็จจริงภายหลัง


และเมื่อพบว่าข้อมูลที่รายงานเข้ามามีข้อสังเกตหรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ สำนักงานสามารถแสดงสถานะแจ้งเตือน (Flag) บนระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานรับทราบว่าข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบทาน และเมื่อได้รับการยืนยันข้อเท็จจริงตามขั้นตอนแล้ว จึงจะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการถอดข้อมูลออกจากระบบหากจำเป็น และพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายหากพบการรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จหรือทำให้เกิดความสำคัญผิด


ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้ลำดับเหตุการณ์ของกรณี “สุภาพร พิมพงษ์” โดยระบุว่าได้รับรายงานข้อมูลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และ 2 กรกฎาคม 2569 จากนั้นได้เริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะขึ้นสถานะแจ้งเตือนบนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาบริษัทที่เกี่ยวข้องได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และสำนักงานได้ถอดข้อมูลออกจากระบบเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ภายหลังผ่านกระบวนการยืนยันข้อเท็จจริง

โดยนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง และนางสาวสุภาพร ได้มีการรายงานข้อมูล เข้ามาในระบบของ ก.ล.ต. แต่จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า
ข้อมูลทั้งหมดที่บันทึกเข้ามาได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. จึงดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


อย่างไรก็ตาม เมื่อสื่อมวลชนได้ตั้งคำถามถึงความรวดเร็วของกระบวนการตรวจสอบ โดยเห็นว่า ก.ล.ต. มีช่องทางติดต่อบริษัทจดทะเบียนได้โดยตรง จึงสอบถามว่าการดำเนินการในกรณีดังกล่าวใช้เวลานานเกินไปหรือไม่ และระยะเวลาดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลแบบรวดเร็ว ซึ่ง ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า ข้อมูลของ TSD เป็นข้อมูลทะเบียนผู้ถือหุ้น และไม่สามารถใช้ทดแทนข้อมูลการรายงานธุรกรรมตามที่กฎหมายกำหนดได้ทั้งหมด เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มีการรายงานธุรกรรม แม้การโอนหลักทรัพย์จะยังไม่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นก็ตาม

สำนักงาน ก.ล.ต. ขอยืนยันว่า จะเดินหน้าพัฒนาระบบงานและกระบวนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วในการเปิดเผยข้อมูล ความโปร่งใส และความถูกต้องของข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ลงทุนและรักษาความเชื่อมั่นในตลาดทุน



หมายเหตุ : มาตรา 302/1 ผู้ใดนำส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรแสดงในสาระสำคัญต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือสำนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท



---จบ---

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้