แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
นักลงทุนต่างชาติกลับมาเทขายหุ้นภูมิภาคด้วยปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียกลับมาเผชิญแรงกดดันมากขึ้น โดยกระแสเงินลงทุนต่างชาตินั้น พลิกกลับเป็นไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคอีกครั้ง โดยมียอดขายสุทธิรวม 21,744 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกลับจากสัปดาห์ก่อนที่มีกระแสเงินไหลเข้าสลับเข้ามาเพียงสัปดาห์เดียวที่ระดับ 4,442 ล้านดอลลาร์ และถือเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เราเก็บข้อมูลมาในปี 2000
ทั้งนี้แรงขายส่วนใหญ่มาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยตลาดหุ้นไต้หวันเผชิญแรงขาย 11,038 ล้านดอลลาร์ ส่วนเกาหลีใต้เผชิญแรงขาย 10,173 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาด TIP แรงขายกลับมาเร่งตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งเกิดจากแรงขายที่เร่งตัวขึ้นทั้งในตลาดหุ้นไทย (-306 ล้านดอลลาร์) อินโดนีเซีย (-192 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (-35 ล้านดอลลาร์)
Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน Fund Flow ของภูมิภาคอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 111,894 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึง 87,205 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 78% ของแรงขายรวม ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสุทธิสะสม 20,783 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 4,141 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 244 ล้านดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในกลุ่มที่ยังสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 480 ล้านดอลลาร์
ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรายังไม่พบสัญญาณการสะสมหุ้นที่โดดเด่นและสอดคล้องกันในระดับภูมิภาค ภาพที่เกิดขึ้นเป็นการเผชิญแรงขายกระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ในหลายตลาด
Positioning ที่ตึงตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงขายในเอเชียเหนือ
แม้กระแสเงินทุนต่างชาติจะกลับมาไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 แต่แรงขายยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นสองตลาดที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ Positioning ของนักลงทุนอยู่ในระดับตึงตัว เมื่อบรรยากาศการลงทุนเริ่มเข้าสู่ภาวะ Risk-off นักลงทุนต่างชาติจึงมีแนวโน้มทยอยลดสถานะในตลาดที่มีผลกำไรสะสมและมีน้ำหนักการลงทุนสูงก่อน ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงขายต่อเนื่องในระยะสั้น
ในทางกลับกัน แม้ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญแรงขายจากต่างชาติในสัปดาห์ล่าสุด แต่ยังเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่สามารถรักษาสถานะ Fund Flow สะสมตั้งแต่ต้นปีเป็นบวกได้ สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ (Relative Resilience)
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงแนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนแบบ Selective มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักตลาดโดยรวม โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีแนวโน้มเชิงบวกจากสัญญาณ Volume Flow ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ปิโตรเคมี และค้าปลีก ซึ่งมีโอกาสปรับตัวได้ดีกว่า ในภาวะที่ Fund Flow ยังมีความผันผวนสูง
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยได้ไปต่อ หลัง DELTA เด้งแรงดัน SET 20 จุด ที่เหลือ 15 จุดมาจากหลายหุ้นใหญ่ ทั้ง GULF ADVANC AOT KTB BDMS PTTEP SCC TRUE เรียกว่ากระจายหลายกลุ่ม ขณะที่กลุ่มลบ ไม่ได้ลงแรงมาก ส่วนมากขายทำกำไร หลังขึ้นมาแรง เช่น DOHOME BGRIM SAWAD MTC PLANB เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ หุ้นล่างเริ่มขยับ
ทิศทางหุ้นใหญ่ในตลาดหุ้นไทยเมื่อวาน รีบาวด์ขึ้นแข็งแกร่ง แต่หุ้นล่างก็ไม่ได้นอนนิ่งๆ ราคาหุ้นเริ่มขยับตาม จากภาพการ Rotations หุ้นรายกลุ่ม ไล่มาหุ้นรายตัว ตลอดจน HFT ซื้อหุ้น-ทำการบ้านล็อกเป้าหุ้นนอกกระดาน Most active มากขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่เราแนะนำเลือกหุ้นกลุ่มที่ราคาอยู่ล่าง, ไม่ได้คาดหวังกำไร(งบ) สูงจะได้ไม่ผิดหวัง ตลอดจนการล็อกเป้าหาหุ้น เล่นดัก HFT
เราจึงแนะนำเก็บหุ้นตามแนวคิดเดิมที่เรามองไปข้างหน้าแล้ว เห็นว่า
(1) งบที่จะประกาศรอบนี้และมองไปถึงครึ่งหลังปีนี้มีแนวโน้มจะกลับมาดีขึ้น ตามหลักการต้นทุนที่ทยอยปรับลดลง สวนทางกับรายได้ที่มีโอกาสจะเห็นยอดขายที่เพิ่มขึ้น (ได้อานิสงส์ ไทยช่วยไทย)
(2) ราคาหุ้นไม่ได้ใส่ความคาดหวังเอาไว้สูงพิจารณาจาก Valuation, รูปแบบราคาที่อยู่ล่าง พร้อมสัญญาณซื้อทางเทคนิค
(3) การอ่านทาง Sectors rotation ที่กำลังออกจากกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะหมุนลงไปหาหุ้นในกลุ่ม อุปโภคบริโภคในประเทศ แทน
(4) ธีมการลงทุนคอยสนับสนุนโมเมนตั้มราคาหุ้น ในแต่ละช่วงเวลาที่เราเล่นหุ้น เช่น ความชัดเจนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบ พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่รอวันที่ 9 กค.จะมีคำวินิฉัย เป็นต้น
เรายังคงเน้นเล่นหุ้นตาม ชุดหุ้นในพอร์ตต่อไป ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่อาจจะมีความผันผวนสูงขึ้นตามหุ้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีแกว่งขึ้นสลับพักตัวแบบ healthy correction (ย่อไม่ลึก) เพื่อเตรียมวิ่งขึ้นระลอกใหม่ โดยฟอร์มตัวคล้ายรูปแบบ “Double Bottom” ในภาพระยะสั้น
EMA: ปัจจุบันเริ่มกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย (EMA 10 & 25 วัน) หากยืนระยะได้ เทรนด์ระยะสั้นจะพลิกกลับเป็น Bullish
Completed Wave 5: จบคลื่น 5 และกำลังอยู่ในคลื่น Corrective Wave (A-B-C) หรือ คลื่นรีบาวด์ B
MACD: เส้น Signal line เริ่มโค้งขึ้นอยู่เหนือแกน 0 (Zero Line) บ่งชี้โมเมนตัมฝั่งซื้อเริ่มกลับมา!
แนวรับ: 1,560 (EMA 25) ถ้าหลุดตรงนี้มีแนวโน้มจบรอบรีบาวด์
แนวต้านสำคัญ: previous high บริเวณ 1,600-1,610 หากปลดล็อกผ่านโซนนี้ได้ จะเป็นการยืนยันโครงสร้างขาขึ้นระยะยาว ยังไม่จบ!
กลยุทธ์: Selective buy เลือกหุ้นแข็งแกร่ง ฟอร์มกำลังมา (เช่น กลุ่มท่องเที่ยว/สนามบิน AOT, กลุ่มการแพทย์พรีเมียม BH/BDMS หรือกลุ่มแบงก์ใหญ่โครงสร้างแกร่งอย่าง SCB/BBL เป็นต้น)
What to watch ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ 59,434 คัน ลดลง 26.69% จากเดือนพ.ค. 68 โดยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนพ.ค. 69 อยู่ที่ 41,723.09 ล้านบาท ลดลง 24.36% จากเดือนพ.ค. 68
สาเหตุที่ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือนพ.ค. ลดลง เนื่องจากปัจจัยที่การส่งออกไปตะวันออกกลางลดลง 66.14% จากการขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐฯ และอิหร่าน และส่งออกไปออสเตรเลีย-โอเชียเนีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยลดลง 37.18% จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น จากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น
ยอดผลิต พ.ค. 69 ลดลง จากผลิตส่งออกรถยนต์นั่ง-รถกระบะลดลง
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 69) มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลง 1.13% จากเดือนม.ค.-พ.ค. 68
สหรัฐฯ ขยายมาตรการคุมเทคโนโลยีจีน ห้ามนำเข้าอุปกรณ์เพิ่ม เริ่มมีผลต้นก.ค. โดยครอบคลุมอุปกรณ์รุ่นเก่าด้วย ถือเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเข้มงวดต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในจีน
มาตรการดังกล่าวต่อยอดจากคำสั่งที่ประกาศใช้ในปี 2565 ซึ่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมและอุปกรณ์เฝ้าระวังด้วยวิดีโอรุ่นใหม่ของบริษัทหัวเว่ย (Huawei), แซดทีอี (ZTE), ไฮเทรา (Hytera), ฮิกวิชัน (Hikvision) และต้าหัว (Dahua) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อคลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บโดรน และสถานีเรดาร์บริเวณชายฝั่งของอิหร่านในวันศุกร์ (26 มิ.ย.) เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าพาณิชย์ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยโดรนเมื่อวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.)
การเจรจาระดับเทคนิคระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาจะกลับมาดำเนินการต่อในวันอังคารหน้า (30 มิ.ย.) หลังพักการหารือชั่วคราว
"ทรัมป์" ขู่เก็บภาษี 100% ต่อประเทศที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัทสหรัฐ (META, Alphabet, Amazon) ประเทศที่จะเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ต่อบริษัทของสหรัฐ จะต้องเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100%
'หลายประเทศในยุโรปกำลังหารือกันเกี่ยวกับการเตรียมบังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัลต่อบริษัทของสหรัฐ และบางประเทศก็ใกล้ที่จะดำเนินการดังกล่าวแล้ว'
หุ้นแนะนำวันนี้
CBG แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นกำไรที่ดีกว่าคาดจาก มาตรการ ไทยช่วยไทย ด้านกำไรไตรมาส 2/26 ตลาดคาดเติบโตติดลบ y-y แต่เทียบรายไตรมาสจะเห็นการขยายตัว ส่งสัญญาณงบผ่านจุดต่ำสุด
แนวรับ 44 ต้าน 50 Stop loss 40
Tactical port ถอด GPSC เพิ่ม BTG
รายงานพื้นฐานวันนี้
Commodities Tracker
GRM ฟื้นตัวเด่นสุด ในสัปดาห์ก่อน
เรามองการกลับมาเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะช่วยให้อุปทานน้ำมัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และ LNG กลับเข้าสู่ตลาด กดดันราคาพลังงานและค่าการกลั่นในระยะถัดไป รวมถึงลดความตึงตัวของตลาดขนส่ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่อ 6.34 ดอลลาร์ WoW เหลือ 68.2 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะที่ Singapore GRM ฟื้นตัวขึ้น 1.37 ดอลลาร์ WoW มาอยู่ที่ 15.62 ดอลลาร์/บาร์เรล จากต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลงเร็ว ทำให้ Crack Spread ของน้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน และดีเซลปรับตัวดีขึ้น
ด้านปิโตรเคมี ราคาสินค้าและส่วนต่างราคาส่วนใหญ่ปรับลดลงตามราคาน้ำมัน โดย HDPE Spread ลดลง 57 ดอลลาร์ WoW เหลือ 632 ดอลลาร์/ตัน ขณะที่ Ethylene, Propylene และ PP Spread ปรับลดลงเช่นกัน
ส่วนราคาถ่านหิน Newcastle ลดลง 2% WoW จากความต้องการใช้ที่ชะลอลง
ด้านค่าระวางเรือ BDI ลดลง 2% WoW จากการอ่อนตัวของดัชนีเรือทุกประเภท ขณะที่ World Container Index เพิ่มขึ้น 5% WoW ต่อเนื่อง (เป็นปัจจัยบวกต่อ RCL)
Fundamental view: เรายังคงให้น้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” สำหรับกลุ่มพลังงานและเรือ แต่น้ำหนัก “มากกว่าตลาด” สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี โดยมอง IVL และ PTTGC เป็นหุ้นเด่น จากแนวโน้มส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ การอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะสะสม
Retails Finance Sector
ช่วงเวลาในการกลับมาลุยกลุ่มไฟแนนซ์ต่อ
ตั้งแต่เราปรับน้ำหนักการลงทุนของกลุ่ม Retail Finance จาก “เท่าตลาด” มาเป็น “มากกว่าตลาด” เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ราคาหุ้นในกลุ่ม Retail Finance ที่เราศึกษา outperform SET index ไป 3% โดยเรายังมองว่าปัจจุบันยังเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนกลุ่ม Retail Finance จาก 3 เหตุผล
1) Valuation ถูก เพราะปัจจุบันมี PER เฉลี่ยเพียง 9 เท่า ขณะที่เราคาด EPS growth เฉลี่ยปี 2026-28 ที่ 9% คิดเป็น PEG ratio ที่ 1.0 เท่า
2) เราประเมินว่าภาพรวมสถานการณ์ของกลุ่ม Retail Finance ในช่วงต้นปีก่อนเกิดสงครามกับปัจจุบันไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทั้งในด้านของคาดการณ์ GDP growth ปีนี้ปัจจุบันที่ 1.7% (ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงคราม) ขณะที่ความเสี่ยงจากเอลนีโญ เรามองว่ายังบริหารจัดการได้ เพราะดัชนีรายได้เกษตรกรเฉลี่ยในปีนี้ยังสอดคล้องกับปี 2023-24 ที่เกิดซุปเปอร์เอลนีโญ โดยปัจจุบันเราเห็น upside จากสมมติฐาน credit cost ปีนี้ของเราราว 18bps หรือคิดเป็น upside ของประมาณการกำไรกลุ่มฯ ปีนี้ราว 2% นอกจากนี้ ยังคาดทิศทางอัตราต้นทุนทางการเงินก็จะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี
3) ความเสี่ยงจากสงครามได้ลดลงไปมากแล้ว สะท้อนจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมไปถึงมาตรการไทยช่วยไทยและมาตรการอื่นๆของภาครัฐจะช่วยทำให้แนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มฯ ยังบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ เราเห็น bond yield 10 ปี ของไทยปรับลดลง 34bps จากจุดสูงสุดในเดือนพ.ค. ทำให้เราประเมินว่า valuation ของกลุ่มฯ มีแนวโน้มที่จะ re-rated ขึ้นได้ เพราะจากการศึกษาของเราในช่วงก.ค. 25 ถึงปัจจุบัน PER ของกลุ่ม Retail Finance และ bond yield 10 ปี มี correlation ติดลบกับถึง 75%
PR9
โรงพยาบาลพระรามเก้า
(Event head-up)
ผู้ป่วยต่างชาติเริ่มกลับมา แต่การฟื้นตัวจะยั่งยืนหรือไม่?
วันนี้เราจัด Virtual Conference กับ PR9 เวลา 15.00-16.00 น. เพื่ออัปเดตทิศทางธุรกิจหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย โดยประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม คือ การฟื้นตัวของผู้ป่วยไทยและผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าในระยะยาว
แม้รายได้จากผู้ป่วยไทยในช่วง 2Q26 ยังทรงตัวถึงเติบโตเล็กน้อย และเส้นทางบินจากตะวันออกกลางกลับมาแล้วมากกว่า 90% ของระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ เรามองว่ายังต้องติดตามว่า จำนวนผู้ป่วยจริงจะกลับมาตามเที่ยวบินหรือไม่ รวมถึงสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นราว 26% ของรายได้ จะสามารถฟื้นตัวได้มากเพียงใดภายในสิ้นปี
อีกประเด็นสำคัญ คือ กลยุทธ์กระจายฐานผู้ป่วยต่างชาติ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะโอกาสขยายไปยัง เอเชียกลาง เอเชียใต้ CLMV รวมถึงยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการเติบโตของ PR9 ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 22 บาท โดยมองว่าหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2026 เพียง 16 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและกลุ่มโรงพยาบาล ขณะที่ Event ในวันนี้ เชื่อว่าจะช่วยให้นักลงทุนประเมินความชัดเจนของการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังได้มากขึ้น
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน