Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

67

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และไทยฟื้นตัว แต่โมเมนตัมเริ่มส่งสัญญาณตึงตัว
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ใช่สัญญาณเชิงบวกที่แข็งแรงนัก ตลาดได้รับแรงหนุนจากข่าวการลงนาม MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น ขณะที่แรงกดดันจากท่าที Hawkish ของคณะกรรมการเฟดยังคงจำกัด Upside และสร้างความผันผวนให้กับตลาด
ไทย: Sentiment ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวแรงกว่าสหรัฐฯ ในเชิงมาตรวัดภายใน หลัง BLS Greed & Fear Barometer ปรับขึ้นจาก 64 เป็น 71 จุด และยังอยู่ในโซน Greed การฟื้นตัวดังกล่าวได้รับแรงหนุนหลักจาก Bull-to-Bear Indicator ที่เร่งตัวจาก 50.5% เป็น 75.9% สะท้อนว่าแรงซื้อระยะสั้นกลับมากระจายตัวมากขึ้น ขณะที่ดัชนี SET ปรับขึ้น 0.8% และเคลื่อนไหวในกรอบ 1,575-1,610 จุด
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่โซน Greed ของตลาดหุ้นไทยควรถูกตีความอย่างระมัดระวังมากกว่าการยืนยัน Upside รอบใหม่ เนื่องจาก Bull-to-Bear Indicator กลับขึ้นมาใกล้ระดับ Upper-bound อีกครั้ง ขณะที่ Momentum Strength และ Volume Index เริ่มอ่อนตัวลง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าแรงส่งของตลาดอาจเริ่มไม่สอดคล้องกับระดับ Sentiment ที่สูงขึ้น และทำให้ SET มีความเสี่ยงต่อการแกว่งตัวหรือพักฐานมากขึ้นในระยะสั้น
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลาดเผชิญแรงหนุนและแรงกดดันพร้อมกัน ด้านบวกมาจากข่าวการลงนาม MOU สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ด้านลบมาจากท่าที Hawkish ของคณะกรรมการเฟด ซึ่งทำให้ตลาดต้องปรับลดความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ดัชนี S&P500 ปิดเพิ่มขึ้น 1.4% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Sentiment Indicator โดยรวมเริ่มฟื้นตัว CNN Fear & Greed Index เพิ่มขึ้นจาก 32 เป็น 38 จุด แต่ยังอยู่ในโซน Fear การปรับขึ้นของดัชนีดังกล่าวได้รับแรงหนุนจาก Market Momentum ที่ฟื้นตัว Put/Call Ratio ที่ลดลงจาก 0.81 เป็น 0.74 และ Net New 52-week Highs/Lows ที่ปรับดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ระดับของ Fear & Greed Index ที่ยังอยู่ในโซน Fear บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดยังมีลักษณะเป็น Sentiment Repair มากกว่าการกลับเข้าสู่ภาวะ Risk Appetite ที่ชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ตลาดจะยังตอบรับกับข่าวดี แต่ก็เริ่มอ่อนไหวต่อปัจจัยลบมากขึ้นเช่นกัน
ผลสำรวจ AAII สะท้อนภาพที่สอดคล้องกัน โดยสัดส่วนนักลงทุนที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 30.4% เป็น 36.6% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5% ขณะที่สัดส่วน Bearish ลดลงจาก 47.4% เป็น 39.4% แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ฟื้นจาก -17.0% เป็น -2.8% ภาพรวมจึงชี้ว่าแรงกดดันด้าน Sentiment ลดลง แต่ยังไม่มากพอที่จะยืนยันความมั่นใจของตลาดอย่างเต็มที่
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,575-1,610 จุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา และปิดเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่ BLS Greed & Fear Barometer ฟื้นตัวจาก 64 เป็น 71 จุด และยังอยู่ในโซน Greed สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาดีขึ้นหลังจากอ่อนตัวลงแรงในสัปดาห์ก่อนหน้า
แรงหนุนหลักมาจาก Bull-to-Bear Indicator ที่ปรับขึ้นจาก 50.5% เป็น 75.9% สะท้อนการกลับมาของแรงซื้อในหุ้นจำนวนมากขึ้น ประกอบกับความผันผวนของตลาดที่ลดลง ทำให้ภาพรวมของ Sentiment ระยะสั้นดูแข็งแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Barometer ในครั้งนี้อาจสะท้อนภาวะตลาดที่เริ่มร้อนแรงในระยะสั้นมากกว่าการเริ่มต้นของรอบขาขึ้นใหม่ เนื่องจาก Bull-to-Bear Indicator กลับเข้าสู่บริเวณ Upper-bound อีกครั้ง ขณะที่ Momentum Strength และ Volume Index เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง ภาวะดังกล่าวมักทำให้ตลาดมี Upside จำกัด และมีความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไรเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่ม High Beta ที่มีอัตราปันผลต่ำ
IMPLICATION:
ภาพรวม Sentiment ของทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ และไทยปรับดีขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่คุณภาพของการฟื้นตัวยังแตกต่างกัน สหรัฐฯ อยู่ในช่วง Sentiment Repair จากระดับ Fear ขณะที่ไทยกลับเข้าสู่โซน Greed อย่างรวดเร็วหลังการพักฐานระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ การฟื้นตัวของ CNN Fear & Greed Index และ AAII Bull-Bear Spread ช่วยลดความเสี่ยงเชิงลบในระยะสั้น แต่ระดับ Sentiment ที่ยังอยู่ในโซน Fear สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจเต็มที่ ตลาดจึงยังมีโอกาสแกว่งตัวสูง หากมีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูประกาศงบที่กำลังจะเริ่มขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย ความเสี่ยงเริ่มเปลี่ยนไปสู่ความตึงตัวของ Sentiment Indicator การที่ Bull-to-Bear Indicator ปรับขึ้นใกล้ Upper-bound พร้อมกับ Momentum Strength และ Volume Index ที่อ่อนลง สะท้อนว่าแรงส่งของตลาดอาจเริ่มแผ่วลง ดังนั้น SET จึงมีโอกาสเผชิญความผันผวนหรือแรงขายทำกำไรในระยะอันใกล้


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ยังไม่ไปไหน แต่หุ้นรายกลุ่มมีการขยับ โดยส่วนใหญ่พบว่ามีแรงขายทำกำไรออกมาต่อในอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และเริ่มกลับมาล็อคกำไรไอซีที การเงิน ท่องเที่ยว (แต่ภาพรวมไม่ได้ขายแรงมาก) ส่วนเงินหมุนไปในกลุ่มธนาคาร KTB BBL KBANK TCAP (บวกแรง) TISCO และประกัน TLI


แนวโน้มตลาดวันนี้ Bottom up (ที่ไม่ได้แปลว่าหมดแก้ว)
ราคาหุ้นรายตัวช่วงนี้ที่แกร่งกว่าตลาด เช่น หุ้นในพอร์ตกลยุทธ์ตามที่เราแนะนำ TCAP WHAUP BGRIM SCGP รูปแบบราคาที่กราฟอยู่ด้านบน แข็งแกร่งกว่าตลาดชัดเจน...
บางทีอาจไม่ใช่หุ้นใหญ่ที่เล่นไปกับกระแสตลาดอิงตามปัจจัยมหภาค เช่น ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายหลังการประชุมเฟด (และโบรกเกอร์ต่างชาติเริ่มคาดว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นเป็น เดือน กย.หรือ ตค.), สันติภาพชั่วขณะในตะวันออกกลาง ไม่ได้ทำให้หุ้นใหญ่ กลุ่มสื่อสารฯ DELTA GULF ฯลฯ ราคาวิ่งขึ้น แต่กลับเกิดภาพของการ หันมาหาหุ้น ล่างเล่นสลับแทน เช่น กลุ่มอุปโภคบริโภคเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ เมื่อกลางสัปดาห์ (วันอังคาร-พุธ)
เมื่อหุ้นไทยไม่ได้อ่อนไหวตามปัจจัยมหภาค...และมักจะขึ้นลงสวนทางตลาดหุ้นภูมิภาค
เราคาดมีโอกาสที่หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคาหุ้นยังไม่ขึ้นตามตลาด จะเห็นราคาหุ้นขึ้น-ไล่ตามหุ้นกลุ่มอื่นที่ขึ้นนำไปก่อน...
ตามที่เราเก็ง-ซื้อดัก หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังไม่ได้เข้าเก็บหุ้นเต็มรูปแบบ เหมือน กลุ่มโรงไฟฟ้าที่พาเข้ารอบนี้ ซึ่งกลุ่มโรงไฟฟ้า-ราคาหุ้นลอยลำขึ้นไปแล้ว เรามองว่ามีความเป็นไปได้ที่ เงินหมุนออกจากกลุ่มแรลรี่นำตลาด เช่น อิเล็กทรอนิกส์ จะไหลเข้ามาสมทบแรงซื้อหุ้นล่าง อย่าง หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนหุ้น รพ. และหุ้นธนาคารที่จะเล่น เก็งกำไรดัก งบและเงินปันผลระหว่างกาล (แต่ควรระวังงบต่ำคาด)
ซึ่งเราขอเกริ่นนำเอาไว้ก่อน ว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นแบบนี้จะถูกไล่ราคาขึ้นตามตลาดในรอบหน้า แต่คงไม่ใช่ทุกตัว และเราขอเก็บไว้เป็น กระสุนเงินเพื่อไว้เล่นหากำไรแบบ Alpha จากตลาด ในรอบถัดไป
กลยุทธ์ช่วงนี้ แนะสะสมหุ้นเล่นรับ ความชัดเจนทิศทางราคาพลังงาน ที่หมดข้อกังขาเกี่ยวกับต้นทุนที่จะกลับมาสร้างความกังวลในอนาคต ได้แก่ หุ้นโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งติดตามการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีมาอย่างยาวนาน, ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดงบปี 70 ที่เตรียมเสนอสภาฯ จะหนุนความเชื่อมั่นโปรเจคลงทุนในประเทศ


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index เคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideway Consolidation) หลังผ่านพ้นบิ๊กอีเวนต์สำคัญมาทีละเปราะ โดยเริ่มเห็นแรงซื้อคืน (Cover Short) และการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) เข้ามาค้ำยันดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ
Elliott Wave: คลื่น 5 จุดสังเกตสำคัญคือต้องสร้าง Higher High เหนือบริเวณ 1,607 จุด เพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้นไม่ให้เสียทรง
EMA Support Stack: ดัชนีประคองตัวเหนือ EMA10 & 25 เหนียวแน่น บ่งชี้โมเมนตัมฝั่งซื้อยังไม่เสีย แม้จะมีแรงขาย สลับออกมาบ้าง
แนวรับ: 1,580 & 1,560 จุด (เส้น EMA 10 & 25 วัน) หากไม่หลุดโซนนี้ โครงสร้างขาขึ้นยังคงได้เปรียบ
แนวต้าน: โซนจิตวิทยา & high เดิมที่ 1,600-1,607 จุด ซึ่งหากทะลุผ่านไปได้ จะเป็นการเปิด upside ลักษณะ higher high!
กลยุทธ์: "โฟกัสหุ้นแชมป์ต้นรอบและกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากธีมเฉพาะตัว"


What to watch ยูเครนส่งฝูงโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันมอสโกซ้ำสอง (18 มิ.ย.) ซึ่งนับเป็นการโจมตีซ้ำสองในรอบสัปดาห์ หวังแสดงศักยภาพทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อกดดันให้รัฐบาลรัสเซียยอมเจรจาสันติภาพ ขณะที่ฝั่งรัสเซียก็ตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์เช่นกัน
นี่คือหนึ่งในการโจมตีเมืองหลวงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี ส่งผลให้สนามบินทุกแห่งในมอสโกต้องระงับการให้บริการชั่วคราว
การดำเนินงานของโรงกลั่นต้องหยุดชะงักไปก่อนแล้ว นอกจากนี้ รัสเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเบนซินอย่างรุนแรงจากการที่โรงกลั่นโดนโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนต้องเตรียมแผนนำเข้าเชื้อเพลิงทางเรือในเดือนนี้เพื่อประคับประคองสถานการณ์ภายในประเทศ

ประชุม กนง.24 มิ.ย. คาดคงดอกเบี้ย 1%
ธนาคารกลางหลายแห่ง ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เช่น ฟิลิปปินส์ (ขึ้น 0.25% เป็น 4.75%) อินโดนีเซีย (ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 5.75%) ไต้หวัน ญี่ปุ่น (BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1%)
นายกฯ ดึงงาน EEC กลับมาดูเอง พร้อมกับจะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำอีอีซีเป็น Pilot project ที่จะไปนำเสนอกับนักลงทุนต่างประเทศในมุมมองใหม่


หุ้นแนะนำวันนี้
CPALL หุ้น Laggard สุดในกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ
แนวรับ 45.75 ต้าน 47/48 Stop loss 45

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Utilities Sector
BLS Thai Corporate Day: PDP2026 กำลังจะมา ใครได้ ใครเสีย?
ขอเชิญเข้าร่วมงาน Thai Corporate Day 2026: Energy in Transition ระหว่างวันที่ 22-26 มิ.ย. 2026 ซึ่งจะพานักลงทุนเจาะลึก PDP2026 แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ของประเทศที่กำลังเข้าสู่ช่วงสรุปขั้นสุดท้าย และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในรอบหลายปี โดยแม้เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ภายในปี 2037 จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่รายละเอียดสำคัญทั้งโครงสร้างตลาดไฟฟ้า ระบบ Direct PPA และผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มยังเป็นประเด็นที่ตลาดกำลังถกเถียงกันอยู่
หนึ่งในประเด็นสำคัญของงาน คือ การวิเคราะห์ผลกระทบจาก PDP2026 และการปฏิรูปโครงสร้างตลาดไฟฟ้า ว่าจะส่งผลต่อโอกาสการเติบโตของ IPP และ SPP อย่างไร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Pool Gas ไปสู่ Direct PPA ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าไทยในระยะยาว ขณะที่อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และ AI ซึ่งกำลังเติบโตเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด และอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุปสงค์ไฟฟ้าในอนาคต
ภายในงาน นักลงทุนจะได้รับฟังมุมมองโดยตรงจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ซึ่งจะอัปเดตทิศทาง PDP2026 ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงมุมมองจากสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100 Thailand Club) เกี่ยวกับแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาดของภาคธุรกิจ และความท้าทายในการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าภายใต้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจาก GUNKUL, GPSC และ BCPG ร่วมแบ่งปันมุมมองต่อโอกาสการเติบโตของธุรกิจพลังงานในยุคใหม่ ตั้งแต่ Data Center Power Supply, Green Utility Platform ไปจนถึงการขยายธุรกิจพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นทั้งผู้ได้ประโยชน์และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานรอบใหม่ได้ชัดเจนมากขึ้น
ภาพรวมเรามองว่า PDP2026 ไม่ได้เป็นเพียงแผนพลังงานฉบับใหม่ แต่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนของกลุ่มโรงไฟฟ้าในอีกหลายปีข้างหน้า ทั้งในมิติของ Renewable Energy, Direct PPA และ Data Center Demand นักลงทุนที่ต้องการทราบก่อนใคร ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้จะสร้างผู้ชนะรายใหม่ หรือเปลี่ยนสมดุลการแข่งขันของอุตสาหกรรมอย่างไร ไม่ควรพลาดงานนี้


COCOCO
ไทย โคโคนัท
3 เรื่องต้องรู้ จากงาน BLS Thai Corporate Day
เราได้เชิญ COCOCO เข้าร่วมบรรยายในงาน BLS Thai Corporate Day 2026 วันที่ 24 มิ.ย. จัดอยู่ในกลุ่มผลกระทบจาก El Nino ซึ่งรอบที่ผ่านมาบริษัทบริหารจัดการได้อย่างดีจนเป็น Winner ในอุตสาหกรรม แต่รอบนี้แนวทางจัดการอาจจะเปลี่ยนไป ขณะที่หุ้นซื้อขายบน PER 15 เท่า อยู่ระหว่างการเป็นหุ้นเครื่องดื่มทั่วๆ ไป กับการเป็น Growth Stock ซึ่งต้องพิสูจย์ด้วยผลงาน 2 ปีจากนี้ โดยเราคาดว่างานนี้ จะพอเห็นทิศทางดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น จึงแนะติดตาม 3 ประเด็นหลัก ต่อไปนี้
1) การปรับตัวรับมือ El Niño ปลายปี: ในรอบก่อนตุนวัตถุดิบไว้ได้ล่วงหน้า และตลาดน้ำมะพร้าวไปจีนยังดี ทำให้เป็นผู้ชนะได้ แต่รอบนี้ความท้าทายเกิดจากบริบทตลาดอาจเปลี่ยนไปทั้งในแง่การแข่งขันในตลาด แหล่งวัตถุดิบ และประเภทสินค้า เรามองว่านักลงทุนสนใจว่า COCOCO จะเลือกใช้กลยุทธ์ หรือ วิธีการแบบใดในการบริหารจัดการ
2) การปรับกลยุทธ์การขยายจากเน้นตลาด จีน สู่ สหรัฐฯ: แม้การเติบโตตลาดจีนจะชะลอข้างต้น แต่กลับพบว่ามีตะตลาด US-EU เข้ามาเป็นโอกาสใหม่ ซึ่งปีนี้โรงงานที่ฟิลิปปินส์ (Novo) จะแล้วเสร็จ เฟสแรก จะใช้เป็นฐานผลิตกะทิ ซึ่งในฟิลิปปินส์จะได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่าไทย และ Tariff ของประเทศเป้าหมายส่วนใหญ่ต่ำกว่าไทยด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังกลับมาทำ Brand ในไทย นำสินค้ากลับเข้าไปขายใน 7-Eleven เราคาดว่าทำเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์เป็นหลักมากกว่า เพิ่มอัตรากำไร
3) ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตแรง เป็น Growth Engine ใหม่: โดยการสร้างฐานนี้ถูก Leverage จากการมีฐานลูกค้าทั่วโลก และเป็นทั้งผู้นำเข้า-เครือข่ายร้านค้าปลีกชั้นนำ ในการขยายธุรกิจพบสัดส่วนรายได้คิดเป็น 13% ในปี 2025 (เพิ่มจาก 7% ปี 2023) และจุดสำคัญ คือ GM ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกำไรขั้นต้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 18% ของรวมกลุ่มฯ ในปี 2025 และบริษัทวางเป้ารายได้โตถึง 100% ในปี 2026 จากนั้นเฉลี่ย 30% ต่อปี โดยเป็นหนึ่งใน OEM ให้ private label ใน Costco, Walmart, PetSmart, Target, Petco สหรัฐฯ แล้ว


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้