แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
Fund Flow ในภูมิภาคยังคงเผชิญแรงเทขายหนักต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคด้วยปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายสุทธิในสัปดาห์ล่าสุดอยู่ที่ 11,247 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้ว่าแรงขายจะชะลอลงบ้างเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนที่มีแรงขาย 14,209 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังถือเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่ยังคงสูงเป็นอันดับที่ 6 นับตั้งแต่เราเก็บข้อมูลมาในปี 2000
การกระจุกตัวของแรงขายยังคงอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ แต่รายละเอียดเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยสัปดาห์ล่าสุดแรงขายในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ชะลอลงสู่ระดับ 2,371 ล้านเหรียญ เทียบกับค่าเฉลี่ยแรงขายรายสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้าที่ 9,017 ล้านเหรียญ แต่แรงขายในตลาดไต้หวันกลับเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 8,497 ล้านเหรียญ เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้าที่เป็นการซื้อ 105 ล้านเหรียญ ขณะที่ตลาด TIP นั้นยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียมียอดขายสุทธิที่ 334 ล้านดอลลาร์ และไทยมียอดขาย 47 ล้านดอลลาร์ ส่วนฟิลิปปินส์เป็นเพียงตลาดเดียวในภูมิภาคที่ยังมีแรงซื้อสุทธิเข้ามาบางๆ เพียง 2 ล้านดอลลาร์
Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน Fund Flow ของภูมิภาคยังคงอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 94,592 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมสูงถึง 78,229 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 82% ของแรงขายรวม ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสุทธิสะสม 13,030 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 3,898 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 235 ล้านดอลลาร์
ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในกลุ่มที่ยังสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 780 ล้านดอลลาร์ แม้มูลค่าดังกล่าวยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับแรงขายในตลาดหลักของภูมิภาค แต่ ก็สะท้อนว่าแรงกดดันจาก Fund Flow ต่อตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับจำกัดกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น
ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าสัญญาณการสะสมหุ้นกลุ่มที่มีแรงซื้อโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มธนาคารในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และไต้หวัน กลุ่มอสังหาฯในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย และกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นอินโดนีเซียและเกาหลีใต้
สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มขนส่ง (Transportation) ธนาคาร ค้าปลีก อสังหาฯ และสาธารณูปโภค มีแนวโน้มปรับขึ้นได้ดีกว่าตลาดโดยรวม
ความคืบหน้าเจรจา สหรัฐฯ-อิหร่าน สัญญาณบวกช่วยลดแรงขายต่างชาติ
แม้สัปดาห์ที่ผ่านมากระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลง ซึ่งอาจหนุนให้ตลาดหุ้นภูมิภาคมีโอกาสฟื้นตัวต่อในสัปดาห์นี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความคืบหน้าเชิงบวกของการเจรจา
ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และปลดล็อก ให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลก และบรรเทาแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคให้ชะลอตัวลงต่อเนื่อง
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET วานนี้เปิดปรับตัวขึ้นแรงแตะ High ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไร และปิดเสมอตัว สะท้อนว่าบรรยากาศลงทุนโดยรวมยังเป็นบวก แต่ตลาดเริ่มระมัดระวังมากขึ้นหลังดัชนีปรับขึ้นมาค่อนข้างเร็วในช่วงก่อนหน้า และเป็นลักษณะ Rotation ค่อนข้างชัด โดยแรงซื้อหมุนเข้าสู่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว ขนส่ง โรงแรม โรงไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง เช่น AOT, MINT, THAI, AWC, BEM, BGRIM, GULF และ SCC ขณะที่หุ้นพลังงานต้นน้ำ น้ำมัน ปิโตรเคมี และหุ้นที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้ายังถูกขายทำกำไร ได้แก่ PTT, PTTEP, PTTGC และ IVL รวมถึงหุ้น ICT และธนาคารบางตัว เช่น ADVANC, TRUE, KBANK และ BAY ส่งผลให้แรงบวกจากหุ้นกลุ่ม Local play ถูกหักล้างด้วยแรงขายในหุ้นที่เชื่อมโยงกับพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์
แนวโน้มตลาดวันนี้ สะสมหุ้นโรงไฟฟ้าต่อ
สัญญาณไฟเขียว ของการกลับมาเลือกหุ้นไทยเล่นตามภาวะตลาดที่พร้อมจะ Take off อีกครั้ง: เหตุผล
(1) การปรับพอร์ตรับ การเปลี่ยนต้นทุนทางการเงินได้ผ่านพ้นไปแล้ว สมมุติฐานของเราคือ ธนาคารกลางหลักๆ อย่าง ญี่ปุ่น ยุโรป อยู่ในช่วงขึ้นดอกเบี้ย-แต่ไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดจะอยู่ในช่วงปลายปี (2) เหตุผลในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อ โจทย์สำคัญ คือความต่อเนื่องในการขึ้นดอกเบี้ย อาจไม่มีความจำเป็นเมื่อเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงาน น้ำมัน เริ่มคลี่คลาย โดยสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางผ่านช่วง Climax ไปแล้ว และ สมมุติฐานราคาน้ำมันตลาดโลกจะไม่กลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่
3) แรงขายปรับพอร์ตเพราะราคาสินทรัพย์ดิ่งเหวจนต้องล้างมาร์จิ้น เช่น ทองคำ, บิตคอยน์, น้ำมัน ตลาดพันธบัตร น่าจะผ่านช่วง Climax ไปแล้ว รวมถึงความเชื่อเรื่องการขายสินทรัพย์นำเงินสดไปจองหุ้น IPO ใหญ่อย่าง SpaceX ก็น่าจะผ่านช่วง Climax ไปแล้วเช่นเดียวกัน
กล่าวโดยสรุปตามที่เราประเมินความเสี่ยงด้านล่างของการปรับฐานตลาดหุ้นไทย จะจำกัดอยู่บนโซนแนวรับ 1550/1538 จุด แรงขายหุ้นไทยตามแนวรับ ซึ่งคาดว่าจะเบาลง เพราะเรามีทั้งกองทุนพยุงหุ้น อย่าง TISA ที่เตรียมจะใช้งานจริง, การขยายกองวายุภักดิ์ และ กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ แรงซื้อคืนหุ้นไทยจากการ Covered short.
กลยุทธ์แนะสะสมหุ้นเล่นรับ ความชัดเจนทิศทางราคาพลังงาน ที่หมดข้อกังขาเกี่ยวกับต้นทุนที่จะกลับมาสร้างความกังวลในอนาคต ได้แก่ หุ้นโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งติดตามการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีมาอย่างยาวนาน, ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดงบปี 70 ที่เตรียมเสนอสภาฯ จะหนุนความเชื่อมั่นโปรเจคลงทุนในประเทศ
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีผันผวนขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 1,609 แล้วย่อประคองตัวปิดแถวบริเวณ 1,591 โดยทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 1585 จุด
Price pattern: กราฟแท่งเทียน ดัชนีทิ้งไส้ด้านล่างไว้ พยายามเกาะเส้น EMA 10 & 25 หากสามารถประคองตัวปิดเหนือ 1,580 จุด ได้ จะถือว่ายังคงรักษาโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นเอาไว้ได้
Elliott Wave: สถานะคลื่น 5 บ่งชี้ความผันผวนของดัชนี & หุ้นรายตัว โดยเฉพาะหุ้น big cap กลุ่มพลังงาน + ปิโตร ย่อแรง! แนะเลี่ยง!
แนวต้านสำคัญ: โซนจิตวิทยา & high เดิมที่ 1,600-1,607 จุด ซึ่งหากทะลุผ่านไปได้ จะเป็นการเปิด upside ลักษณะ higher high!
โซนรับวัดใจ: 1,580 & 1,560 จุด ทำหน้าที่เป็นฐานที่แข็งแกร่งในระยะสั้น (เส้น EMA 10 & 25 วัน)
MACD: บ่งชี้สัญญาณ Bullish & Divergence ตลาดพร้อมที่จะวิ่งขึ้นแรงหรือลงแรงได้ทันทีเมื่อปัจจัยมหภาคคลี่คลาย
สรุป: ตราบใดที่ SET ไม่หลุดแนวรับที่ให้ไว้ แนะหุ้นรันเทรนด์เพื่อไปลุ้นทดสอบด่านสำคัญที่ 1,600 จุดครับ
What to watch อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ขานรับดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมถอนมาตรการคว่ำบาตร ด้าน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ประกาศ ว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้วหลังจากการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
จากกรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แจ้งเตือนพลเมืองบางกลุ่มให้ระมัดระวังเกี่ยวกับการเดินทางมายังประเทศไทยนั้น หลังมีการจับกุมแฮกเกอร์ในไทยและถูกส่งตัวกลับ (ทั้งนี้ยังไม่พบสัญญาณที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวของชาวรัสเซียมายังประเทศไทยในภาพรวม)
10 ธนาคารกลาง ทั่วโลกจะมีประชุมกันในสัปดาห์นี้ คาดมีธนาคารกลางหลายแห่ง ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น
หุ้นแนะนำวันนี้
BGRIM กลยุทธ์ แนะเพิ่มหุ้นโรงไฟฟ้าเข้าพอร์ต จากแนวโน้มต้นทุนพลังงานคลายกังวลแบบหมดข้อกังขา ด้วยวิกฤตตะวันออกลางผ่านจุด Climax ด้านความต้องการไฟฟ้าในประเทศจากการเดินหน้าใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์จะหนุน Upside ต่อประมาณการณ์กำไร
แนวรับ 15.7/15.5 ต้าน 17 Stop loss 14
รายงานพื้นฐานวันนี้
AOT (Idea)
ท่าอากาศยานไทย
กระแสเงินสดที่ดีขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกหลัก
วันนี้เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย AOT เป็น 68 บาท (จาก 56 บาท) (อิง DCF WACC 8%, Terminal Growth 2%) และคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้เป็น Top Pick ของกลุ่มท่องเที่ยว มองประเด็นบวกสำคัญจากกระแสเงินสดที่จะดีขึ้น ส่งผลบวกต่อ AOT จาก
1) การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) เป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินสดและรองรับการลงทุนระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่าเพียงแค่หนุนกำไรระยะสั้น โดยคาดจะเพิ่มกระแสเงินสดให้ AOT มากกว่า 5 พันล้านบาทต่อปี ส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบปีงบประมาณ 2030 กับปีงบฯ 2026
2) การขยายสนามบินหลักในอนาคตจะกดดันน้อยลง โดยเฉพาะจากกระแสเงินสดที่ดีขึ้น ทำให้การขยายโครงการขยายสนามบินหลักได้มากขึ้น ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยที่ยังคงมี Free Cash Flow เป็นบวกตลอดช่วงประมาณการ และมี Net D/E ต่ำกว่า 0.2 เท่า สะท้อนว่ารอบการลงทุนใหม่ไม่ใช่ความเสี่ยงด้านงบดุลอย่างที่ตลาดกังวล
3) โครงการใหญ่ South Terminal เป็นได้มากขึ้น โดยแม้กรณีที่ AOT เดินหน้าดังกล่าวที่มูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท แบบเต็มรูปแบบ (แทนแบ่งเฟส) ในช่วงปีงบประมาณ 2028-37 ซึ่งถือเป็นกรณีที่กดดันต่อฐานะทางการเงินมากสุดแล้ว แต่จากการประเมินผลกระทบ ยังพบว่าบริษัทจะสามารถรักษา Free Cash Flow เป็นบวกได้ตลอดช่วงก่อสร้าง และมี Net D/E สูงสุดไม่เกิน 0.5 เท่า ขณะที่ผลกระทบหลักจะอยู่ในรูปของค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินที่กดดันกำไรในช่วงเริ่มเปิดดำเนินงาน มากกว่าจะเป็นปัญหาด้านฐานะการเงิน
AWC (Idea)
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป
เข้าสู่เวลาของการเก็บเกี่ยวผลตอบแทน
เราปรับคำแนะนำ AWC เป็น ซื้อ (จาก ถือ) พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 3 บาท มองปัจจัยหนุนที่ทำให้พื้นฐานของบริษัทดีขึ้น และ Risk/Reward ของ AWC น่าสนใจมากกว่าที่ผ่านมา รวมทั้งจะเป็นหนึ่งในหุ้นท่องเที่ยวที่มีโอกาสเห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้นในระยะถัดไป ดังนี้
1) โดดเด่นสุดในธุรกิจ MICE ที่จะได้แรงหนุนช่วง 2H26 โดย AWC มีพอร์ตใน กทม. คิดเป็น 48% ของรายได้โรงแรมทั้งหมด แม้ RevPAR ใน 1Q26 ยังลดลง 2% YoY แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนจากงานประชุมและอีเวนต์ขนาดใหญ่ ที่เริ่มเห็นยอดจองล่วงหน้าสำหรับการประชุม IMF และ World Bank ในเดือน ต.ค. 2026 แล้ว และคาดว่ายอดจองโรงแรมในกรุงเทพฯ ช่วงดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นราว 1.5 เท่า จากอัตราเข้าพักที่สูงถึง 85-90% และ ADR ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% YoY นอกจากนี้ Tomorrowland Pattaya ในเดือน ธ.ค. 2026 ซึ่งมียอดขายบัตรแล้วกว่า 150,000 ใบ ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ
2) ธุรกิจกำลังจะเปลี่ยนจากช่วงลงทุน สู่การเก็บเกี่ยวผลตอบแทน โดยก่อนหน้านี้ ที่มีการลงทุนจำนวนมาก ทำให้มีความกังงลต่อต้นทุนที่เข้ามาช่วงแรก แต่การขยายห้องจะเริ่มลดลงจากช่วง ปี 2018-2023 ที่จำนวนห้องพักเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี เหลือเพียงประมาณ 7% ต่อปีในช่วง 2024-2029 ขณะเดียวกัน โรงแรมที่เปิดดำเนินงานไปแล้วก็มีอัตราการเข้าพักและปรับราคาห้องพักได้มากขึ้น
3) ยังมีโอกาสปลดล็อคมูลค่า จากการ Repositioning สินทรัพย์เดิม ผ่านการรีโนเวต รีแบรนด์ และร่วมมือกับเชนโรงแรมระดับโลก ซึ่งในอดีตสามารถผลักดัน ADR ได้ตั้งแต่ 1-6 เท่าจากช่วงก่อนพัฒนาโครงการใหม่ โดยในช่วงปี 2026-2028 จะมีหลายโครงการสำคัญเข้าสู่กระบวนการปรับโฉม เช่น Marriott Marquis Bangkok, Ritz-Carlton และ JW Marriott ขณะที่ธุรกิจ Retail และ Office ซึ่งคิดเป็นประมาณ 25% ของรายได้รวม ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 2-5% ต่อปี
Commodities Tracker
สเปรดปิโตรเคมียังเด่น แต่น้ำมันและค่าระวางเรือเริ่มเสียโมเมนตัม
ภาพรวม: สัปดาห์ที่ผ่านมา สเปรดปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด ตามมาด้วยค่าการกลั่น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบและค่าระวางเรือเทกองปรับตัวลงต่อจากความคาดหวังว่าสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้สิ้นสุด และมีโอกาสเห็นการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปทานพลังงานเข้าสู่ตลาด
น้ำมันดิบ: ราคาอิง Dubai เฉลี่ยลดลงอีก 5.83 ดอลลาร์ WoW เหลือ 88.41 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความคาดหวังต่อข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ หากอุปทานกลับเข้าสู่ตลาดได้ตามปกติ จะเป็นปัจจัยกดดันราคาพลังงานและหุ้นต้นน้ำในระยะถัดไป
ค่าการกลั่น: Singapore GRM เพิ่มขึ้นต่ออีก 1.23 ดอลลาร์ WoW สู่ 17.98 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนจาก Crack spread ของ Gasoline และ Jet fuel ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Diesel และ Fuel Oil เริ่มถูกกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับสูง แต่โมเมนตัมเริ่มกระจายไม่เท่ากันในแต่ละผลิตภัณฑ์
เคมีภัณฑ์: เป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในสัปดาห์ โดยแม้ราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะปรับลงตามราคาน้ำมัน แต่ต้นทุน Naphtha ลดลงแรงกว่า ส่งผลให้สเปรดขยายตัวต่อเนื่อง Ethylene, Propylene, PP spread เพิ่มขึ้น ขณะที่ HDPE spread ลดลงเล็กน้อย
ถ่านหิน: อิงตลาด Newcastle เพิ่มขึ้นอีก 4% WoW สู่ 156.1 ดอลลาร์/ตัน จากแรงซื้อในเอเชียที่ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาถ่านหินปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง
ค่าระวางเรือ: BDI ลดลงแรง 10% WoW จากการอ่อนตัวของ Capesize และ Panamax สะท้อนความตึงตัวของตลาดเรือที่เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม Supramax ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PSL และ TTA ยังเพิ่มขึ้น 3% WoW ขณะที่ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ (WCI) เพิ่มขึ้นอีก 3% WoW สู่ 3,549 จุด เป็นบวกต่อ RCL
Fundamental view: เราคงให้น้ำหนัก กลุ่มปิโตรเคมี มากที่สุดใน Commodity โดยยังชอบ IVL และ PTTGC เนื่องจากสเปรดเคมียังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่ออีกหลายเดือนจากข้อจำกัดด้านอุปทานและเวลาที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมกำลังการผลิตที่เสียหายจากสงคราม จึงมองการอ่อนตัวของราคาหุ้นล่าสุดเป็นจังหวะสะสม
ส่วนกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และเดินเรือ อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นหากสงครามยุติและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเต็มรูปแบบ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน