Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

180



หุ้นดีด รับสงครามผ่อน แต่ต้องระวัง OVERPRICE

 

HORIZON MARKET VIEW
• กระแสข่าวสหรัฐฯ – อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ ถือเป็นปัจจัยหลักๆ ที่กดดันราคาน้ำมันร่วงลงต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดหุ้นโลกดีดตัวแรงวานนี้ อาทิ ญี่ปุ่น +5.0%, สหรัฐฯ +0.9% ถึง +3.1%
• ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อลดลง บวกกับตลาดเริ่มลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้ BLOOMBERG ประเมินว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนมิ.ย. 69 มีแนวโน้ม -0.1% MOM (เดือน พ.ค. +0.5%MOM) และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในปี 2569 อาจลดลงเหลือ เหลือ 3.7% (เดิมคาด 4.2%) ขณะที่คาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย รอดูมุมมองถ้อยแถลงประธาน FED คนใหม่ (KEVIN WARSH) ครั้งแรก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียด DOT PLOT ในการประชุมวันที่ 17 มิ.ย. 69 (วันที่ 18 มิ.ย 69 เวลา1.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

 


REGION RADAR
• SPACEX (SPCX US) +19.58% ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยหุ้น SPACEX จะได้แรงหนุนจากการเข้า NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หากได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี จะได้แรงหนุนจากกองทุน PASSIVE และ ETF ที่อ้างอิง NASDAQ-100
• ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันนี้ตลาดคาดว่า BOJ จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 25BPS สู่ระดับ 1.00% โดยเรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็น SENTIMENT บวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารญี่ปุ่น แนะนำเก็งกำไร DR: MUFG19

 

THAI FOCUS
• สถานการณ์สงครามเข้าสู่ช่วงเจรจาสงบศึก ส่งผลบวกทางจิตวิทยาต่อตลาดหุ้น แต่หุ้นทั่วโลกฟื้นตัวและตอบรับข่าวดีนี้ไปพอสมควรแล้วบวกกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก (30-50 BPS) จากภาวะเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยสูง
• ดังนั้น ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีที่สูงและปลอดภัยกว่าตลาดหุ้น จะเป็นแรงกดดันให้ต่างชาติ โยกเงินทุนออกจากตลาดหุ้นไปเข้าตลาดตราสารหนี้แทนเพื่อล็อคผลกำไรในช่วงนี้

 

SYNAPSE STRATEGY
• ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นจน UPSIDE จำกัด มีMEYG แคบลง แต่ไทยยังคงมีความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจาก BONDYIELD 10Y อยู่ระดับต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เน้นลงทุน SECTORROTATION ที่มักเกิดเมื่อภาวะสงครามกลับทิศทาง
• 3 กลยุทธ์กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นที่แนะนำ คือ 1. กลุ่มอิงท่องเที่ยว(BDMS, BCH, BH, CENTEL, MINT, BA) 2. กลุ่มต้นทุนCOMMODITY ลดลง (ICHI, CBG, HMPRO, GPSC, BGRIM,GULF) 3. กลุ่มการเงิน (SAWAD, MTC, TIDLOR)

 

HORIZON MARKET VIEW
ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ราคาน้ำมันร่วงต่อ
กระแสข่าวสหรัฐฯ – อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ถือเป็นปัจจัยหลักๆ ที่กดดันราคาน้ำมันร่วงลงต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดหุ้นโลกดีดตัวแรงวานนี้ อาทิ ฟิลิปปนส์+6.1%, เกาหลีใต้+5.2%, ญี่ปุ่น +5.0%, สหรัฐฯ +0.9% ถึง +3.1%ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อลดลง บวกกับตลาดเริ่มลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทั้งนี้BLOOMBERG ประเมินว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนมิ.ย. 69 มีแนวโน้ม -0.1% MOM (เดือน พ.ค. +0.5%MOM)และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในปี 2569 อาจลดลงเหลือ เหลือ 3.7% (เดิมคาด 4.2%) ขณะที่คาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยรอดูมุมมองถ้อยแถลงประธาน FED คนใหม่ (KEVIN WARSH) ครั้งแรก พร้อมกับการเปิดเผยรายละเอียด DOTPLOTในการประชุมวันที่ 17 มิ.ย. 69 (วันที่ 18 มิ.ย 69 เวลา 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)


อย่างไรก็ตาม ผลพวงของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ เดินหน้านโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น โดยในวันนี้มีการประชุม BOJ ด้าน CONSENSUS คาดจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.75% เป็น1.00% อาจทำให้ค่าเงินเยนชะลอการอ่อนค่าได้ ซึ่งจะชะลอการแข็งค่าเงินดอลลาร์ในเชิงเปรียบเทียบ


REGION RADAR
SPACEX ปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่อง เตรียมเข้า NASDAQ-100
SPACEX (SPCX US) +19.58% ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยหุ้น SPACEX จะได้แรงหนุนจากการเข้า NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หากได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี จะส่งผลให้กองทุน PASSIVE และETF ที่อ้างอิง NASDAQ-100 เช่น QQQ ต้องเข้าซื้อหุ้นตามสัดส่วนดัชนี โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินเม็ดเงินไหลเข้าอยู่ในช่วง ประมาณ $2.7 พันล้าน -$1.0 หมื่นล้าน ปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับ FREE FLOAT ของหุ้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงราว 4% ของหุ้นทั้งหมด ทำให้เกิดภาวะอุปทานจำกัด และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาหุ้นในระยะสั้น แนะนำเก็งกำไรอย่างระมัดระวังสำหรับ SPACEX (SPCX US)

 


หุ้นกลุ่มธนาคารญี่ปุ่นจะได้แรงหนุนหาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้
การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยตลาดคาดว่า BOJ จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 25BPS สู่ระดับ 1.00% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของญี่ปุ่นในรอบกว่า 30 ปีเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูงและค่าเงินเยนมีการอ่อนค่าต่อเนื่องใกล้ระดับ 106 เยนต่อดอลลาร์โดยเรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นแรงหนุนต่อกลุ่มธนาคารญี่ปุ่น แนะนำเก็งกำไร DR: MUFG19


THAI FOCUS
เมื่อสงครามใกล้ยุติ แต่ตลาดหุ้น PRICE IN ไปแล้ว จับตา BOND YIELD พุ่ง ดึง FUND FLOW ไหลเข้าตราสารหนี้

เมื่อประเมินสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน วัฏจักรของสงครามและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนทั่วโลก จะพบว่า ภาพรวมของความขัดแย้งก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักร คือ เฟสที่ 6 และ 7 ซึ่งเป็นช่วงของการพูดคุยเงื่อนไขสงบศึกและการลงนามหยุดยิง ในเชิงจิตวิทยา การเข้าสู่เฟสนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก (BULLISH) อย่างชัดเจนต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนอาจต้องระมัดระวังในการเข้าซื้อหุ้นในช่วงเวลานี้ เนื่องจากตลาดหุ้นได้ตอบรับข่าวดีและสะท้อนความคาดหวังนี้ไประดับหนึ่งแล้ว สะท้อนให้เห็นจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา (ข้อมูล 1 มี.ค. – 15 มิ.ย.69) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ +36.9%, ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและสหรัฐฯ (NASDAQ)+17%, ดัชนีหุ้นโลกอย่าง MSCI ACWI +7.1% และตลาดหุ้นไทย +4.2% ซึ่งตลาดหุ้นทุกประเทศล้วนเคยทำจุดต่ำสุดระดับ DOUBLE DIGIT


ขณะที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว กลับเห็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล(BOND YIELD) 10 ปี ทั้งในภูมิภาคอเมริกา ยุโรปและเอเชียแปซิฟิก ต่างปรับตัวพุ่งแรงขึ้นมาถึง 30 – 50 BASIS POINTS (BPS.) ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ (+53.6BPS), สหราชอาณาจักร (+58.0 BPS) รวมถึงไทย (+37.6 BPS) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นและอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปเพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น สถานการณ์เช่นนี้จึงสร้างแรงกดดันและเป็นตัวเร่งสำคัญที่อาจส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะปรับพอร์ต โดยการโยกเงินออกจากตลาดหุ้น และไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ ในช่วงเวลานี้ เพื่อล็อกผลตอบแทนที่สูงและมีความปลอดภัยมากกว่า

SYNAPSE STRATEGY
กลยุทธ์ปรับพอร์ต เน้น 3 กลุ่มหุ้นเด่นรับธีม "สงครามผ่อนคลาย"
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กดดันให้ระดับ MARKET EARNING YIELD GAP(MEYG) ลดลง เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NASDAQ, DOW JONES, S&P 500) ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ล้วนมีส่วนต่างผลตอบแทนที่แคบลง สำหรับไทย MEYG ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.7% ลดลงจากช่วงก่อนสงครามที่เคยอยู่ระดับ 4.1% (เปลี่ยนแปลง -0.3%) แต่ทิศทาง BOND YIELD 10Y ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ (2.1%) ก็ยังทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจอยู่บ้างในเชิงเปรียบเทียบ

ขณะที่สภาพตลาดเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงค้นหาโอกาสผ่าน ALPHA ราย SECTOR เมื่อเทียบกับดัชนี SET ระหว่าง 2ช่วงเวลา (ปี 2026 เทียบกับ ปี 2022) พบว่ามีพฤติกรรมของ SECTOR ที่สลับขั้วกันกลุ่มที่เคยมีนิยมในอดีต แต่ปัจจุบัน ALPHA ติดลบ เช่น กลุ่มการแพทย์ (HELTH), พาณิชย์ (COMM),อสังหาริมทรัพย์ (PROP), และอาหาร (FOOD) ซึ่งเคยสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ดีในปี 2022 แต่กลับประเมินว่าจะมีผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด (NEGATIVE ALPHA) ในช่วงปี 2026กลุ่มที่เคยแย่ในอดีต แต่เริ่มกลับมามี ALPHA เป็นบวก เช่น กลุ่มเกษตร (AGRI), ประกันภัย (INSUR), เหล็ก(STEEL), ปิโตรเคมี (PETRO), รับเหมาก่อสร้าง (CONS) และวัสดุอุตสาหกรรม (IMM) ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองสำหรับการฟื้นตัว


กลยุทธ์แนะนำ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นในช่วงนี้
1. กลุ่มอิงท่องเที่ยว (TOURISM PLAY) BDMS, BCH, BH, CENTEL, MINT, BA
• ปัจจัยสนับสนุน : ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้บริการต่างๆ
2. กลุ่มต้นทุน COMMODITY (COMMODITY COST PLAY) ICHI, CBG, HMPRO, GPSC, BGRIM, GULF
• ปัจจัยสนับสนุน : เป็นกลุ่มที่จะได้รับแรงหนุนจากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานที่เริ่มผ่อนคลายลง
3. กลุ่มการเงิน (FINANCIAL PLAY) SAWAD, MTC, TIDLOR
• ปัจจัยสนับสนุน : มีความโดดเด่นในธีมการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะเติบโตสอดคล้องไปกับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับฐานราก

 

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้