
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (9 มิถุนายน 2569 ) --- DPAINT เพิ่มทุน 1,840 ล้านหุ้น จัดสรรให้ RO 1.00 : 8.00 ราคาจองซื้อ 0.20 บาท จ่ายค่าหุ้น 23 ก.ค. 69 - 14 ส.ค. 69 นำเงินเข้าลงทุนในโครงการ THE CITY PHUKET
นายรณฤทธิ์ ตั้งคารวคุณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน)DPAINT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่5/2569 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้มีมติดังนี้
1. มีมติอนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญบริษัท เดอะ ซิตี้ ภูเก็ต เรสซิเด้นท์ จำกัด (“CPR”) ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้โครงการ The City Phuket จำนวน 1.005,007 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนของ CPR ในราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 100,500,700 บาท จากนางสาวณดา อนิรุทธ์เทวา (“ผู้ขาย”) (“รายการได้มาซึ่งหุ้น สามัญ CPR”) โดยภายหลังการเข้าลงทุนใน CPR บริษัทจะดำเนินการพัฒนาโครงการ The City Phuket อาคาร C ซึ่ง เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยมีวงเงินพัฒนาโครงการและเงินทุนหมุนเวียนในโครงการรวมทั้งสิ้น จำนวน 258.93 ล้านบาท (“รายการลงทุนตามแผนพัฒนาโครงการ CITY C”) ดังนั้น การเข้าลงทุนในครั้งนี้ของ บริษัทจะมีจำนวนรวมไม่เกิน 359.43 ล้านบาท
บริษัทฯ คาดว่าจะจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ฯ จำนวนรวมประมาณ 359.43 ล้านบาท โดยมีแหล่งเงินทุนหลักจากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) จำนวนประมาณ 368.00 ล้านบาท
2. มีมติแต่งตั้ง บริษัท สีลม แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการเข้าทำรายการ ได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในครั้งนี้
3. มีมติอนุมัติให้เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จำนวน 1,840,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 230,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 2,070,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,840,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการระดมทุน ไปใช้ในการเข้าทำรายการซื้อหุ้น CITY PHUKET และก่อสร้างอาคาร C และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน พร้อมทั้งอนุมัติ การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4. ของบริษัทฯ เพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุน
4. อนุมัติให้เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ไม่ว่าในคราวเดียวหรือหลายคราว จำนวนไม่เกิน 1,840,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขาย ให้แก่ ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) ไม่ว่าในคราวเดียวหรือหลายคราว ในอัตราส่วนการ จัดสรร 1 หุ้น สามัญเดิม ต่อ 8 หุ้นสามัญเพิ่มทุน (กรณีที่มีเศษของหุ้นที่เกิดจากการคำนวณให้ปัดเศษของหุ้นนั้นทิ้ง) โดยกำหนด ราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ราคาหุ้นละ 0.20 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 368,000,000 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีขาดทุนสะสมปรากฏในงบฐานะการเงินเฉพาะกิจการ ประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัทแล้ว และงบฐานะการเงินเฉพาะกิจการ สำหรับไตรมาสที่ 1 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัทแล้ว บริษัทจึงอาจกำหนด ราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ของบริษัทได้ โดยบริษัทจะต้อง ปฏิบัติตามมาตรา 52 แห่งพ.ร.บ. บริษัทมหาชน (มาตรา 52 พ.ร.บ. บริษัทมหาชนก าหนดว่า บริษัทซึ่งดำเนินการ มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ถ้าปรากฏว่ามีการขาดทุนจะเสนอขายหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ก็ได้ แต่ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากที่ ประชุมผู้ถือหุ้นและกำหนดอัตราส่วนลดไว้แน่นอน) ในการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อผู้ถือหุ้นเดิมในครั้งนี้ จะเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นเดิมแต่ละรายถืออยู่ โดยในกรณีที่มีเศษของหุ้น จากการคำนวณ ให้ปัดเศษของหุ้นดังกล่าวทิ้ง และผู้ถือหุ้นเดิมมีสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนเกินกว่าสิทธิของตนได้ (Oversubscription) โดยที้ผู้ถือหุ้นเดิมที่จอง ซื้อเกินกว่าสิทธิจะได้รับการจัดสรรหุ้นที่จองซื้อเกินกว่าสิทธิก็ต่อเมื่อมีหุ้น เหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ บริษัทที่ได้จองซื้อตามสิทธิครบถ้วนทั้งหมดแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ในกรณีที่มีหุ้น สามัญเพิ่มทุนเหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในรอบแรก บริษัทจะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่ม ทุนที่เหลืออยู่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ประสงค์จะจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนเกินสัดส่วนการถือหุ้นของตนในราคาเดียวกัน กับหุ้นที่ได้รับจัดสรร ตามสิทธิ โดยในการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการจัดสรรหุ้นที่เหลือ จนกระทั่งไม่มีหุ้นสามัญ เพิ่มทุนเหลือจากการจัดสรรอีก หรือจนกว่าจะไม่มีผู้ถือหุ้นรายใดประสงค์ที่จะจองซื้อหุ้น สามัญเพิ่มทุนดังกล่าวอีก ต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

อนึ่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญ เพิ่มทุนที่ออกเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 และ กำหนด วันจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในช่วงระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 - 14 สิงหาคม 2569 อย่างไรก็ดี สิทธิ ในการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
มีมติอนุมัติให้กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. โดยประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 (Record Date) เพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ตามระเบียบวาระดังต่อไปนี ้
การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนและการเข้าลงทุนในโครงการ THE CITY PHUKET จะช่วยกระจายความเสี่ยง และสร้างความหลากหลายของแหล่งรายได้ให้แก่บริษัทฯ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องกระแสเงินสดในสภาวะที่ ธุรกิจหลักอาจอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลง ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภท อาคารชุดได้ทันทีภายหลังรายการได้มาซึ่งหุ้นสามัญ CPR เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงของผล ประกอบการในระยะยาว
ในด้านโครงสร้างทางการเงิน การระดมทุนครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทฯ มีกระแสเงินสดเพียงพอส าหรับการพัฒนา โครงการโดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากสถาบันการเงินในสัดส่วนที่สูงเกินไป ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินและ ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทำให้บริษัทฯ มีความยืดหยุ่นและมีศักยภาพในการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการในอนาคต
นอกจากนี้ การขยายบทบาทสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังช่วยให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจ โดยบริษัทฯ สามารถ นำผลิตภัณฑ์สี เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และบริการออกแบบสถาปัตยกรรมของบริษัทฯ เข้าไปใช้ในโครงการดังกล่าวได้ โดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กอปรกับคุณสิดาพัณณ์ สมบัติธีระ กรรมการและผู้บริหารของบริษัทฯ ยังมีประสบการณ์ในด้านการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะช่วยให้ มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานจะเป็นไปตามแผนงาน และในท้ายที่สุดแล้ว จะสร้างฐานรายได้ใหม่และโครงสร้างเงินทุนที่ แข็งแกร่งนี้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป โดยแผนการ ดำเนินธุรกิจและทิศทางการประกอบธุรกิจในอนาคตของบริษัทฯ จะยังคงมุ่นเน้นการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสี ทาอาคารเป็นหลัก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่บริษัทฯ มีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าที่มั่นคงมาอย่างยาวนาน อย่างไร ก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสีทาอาคาร รวมถึงอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ต้อง เผชิญกับสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเป็นตลาดอิ่มตัว ที่มีอัตราการเติบโตต่ำและไม่ก้าวกระโดดเหมือนในอดีต ข้อจำกัดดังกล่าวจึงถือเป็นโจทย์สำคัญและเป็นความท้าทายของคณะกรรมการบริษัทฯ รวมถึงทีมผู้บริหาร ที่จะต้องเร่ง กำหนดวิสัยทัศน์ เพื่อมองหาแนวทางการสร้างการเติบโตใหม่ ๆ (New S-Curve) และพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ (New Business Model) เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น โดย การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่นั้น คณะกรรมการบริษัทฯ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรม ที่อยู่ภายใต้ความถนัดของทีมบริหาร และเป็นแวดวงธุรกิจที่บริษัทฯ มีเครือข่ายความคุ้นเคยอยู่แล้ว หรือมี ประสบการณ์บางส่วน ส่งผลให้การตัดสินใจเข้าลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ The City Phuket จึงเป็นทางเลือกที่ ตอบโจทย์กลยุทธ์นี้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากทั้งฝ่ายบริหารของบริษัทฯ และพันธมิตรใหม่ที่เข้ามาร่วมงาน ต่างมี ประสบการณ์ตรงในแวดวงสถาปัตยกรรม วัสดุก่อสร้าง และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทฯ จึงสามารถใช้ประโยชน์ จากความเชี่ยวชาญ ความสัมพันธ์ และฐานข้อมูลคู่ค้าที่มีอยู่เดิม มาปรับใช้ในการคัดกรองโครงการ บริหารจัดการ ต้นทุน และควบคุมงานก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ ทิศทางในอนาคตของบริษัทฯ จึงไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทอาคารชุด เพื่ออยู่อาศัยโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการวางโครงสร้างแบบคู่ขนานเพื่อสร้างการผนึกกำลังทางธุรกิจ โดย ธุรกิจสีทาอาคารจะยังคงเป็นฐานรากที่สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเข้ามาเป็นกลไก ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังถือเป็นการขยายธุรกิจไปข้างหน้า (Forward Integration) ซึ่งบริษัทฯ ก็มีแนวทางนำผลิตภัณฑ์สีทาอาคารและเคมีภัณฑ์ก่อสร้างของตนเองเข้าไปใช้ใน โครงการได้โดยตรง เป็นการช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน การ ขยายขอบเขตการดำเนินงานในครั้งนี้จึงเป็นการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ ภายใต้กรอบความเชี่ยวชาญที่บริษัทฯ มีอยู่เดิม อย่างแท้จริง
---จบ---