Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

35

 

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow

สัญญาณกระแสเงินทุน: ไม่ใช่ภาพการตื่นตระหนกทั้งภูมิภาค แต่คือการปรับสมดุลในกลุ่มหุ้น AI ที่ร้อนแรง
กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคกลับมาเป็นแรงขายรุนแรงอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 14,209 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยซื้อสุทธิ 1,737 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า และถือเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่มากที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2000 รองจากแรงขายสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อนหน้า

ประเด็นสำคัญคือโครงสร้างของแรงขายยังคงกระจุกตัวสูงมากในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยสัปดาห์ล่าสุดเกาหลีใต้เผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ 11,533 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 80% ของแรงขายรวมทั้งภูมิภาค ภาพนี้สะท้อนว่าแรงขายรอบล่าสุดไม่ใช่การลดความเสี่ยงออกจากเอเชียแบบเหมารวม แต่เป็นการลดสถานะในตลาดที่ปรับขึ้นแรงที่สุด มีความเชื่อมโยงกับ AI มากที่สุด และมีความเสี่ยงด้าน positioning สูงที่สุด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กระแเงินลงทุนรอบนี้ไม่ได้บอกว่า นักลงทุนต่างชาติกำลังมองลบต่อเอเชียทั้งภูมิภาค แต่กำลังบอกว่าตลาดที่เคยเป็นผู้ชนะของ AI Trade กำลังเข้าสู่ช่วง Momentum Reset หลังราคาหุ้นวิ่งนำกำไรไปมากในช่วงก่อนหน้า นี่คือข้อแตกต่างสำคัญระหว่างภาวะตื่นตระหนกทั้งภูมิภาค (Regional Risk-off) กับการปิดสถานะในหุ้นที่มีการลงทุนหนาแน่นเกินไป (Crowded-trade Unwind) เพราะหากเป็นภาพแรก แรงขายควรจะกระจายตัวเป็นวงกว้าง แต่ในความเป็นจริงกลับกระจุกตัวอยู่แค่ในเกาหลีใต้และไต้หวัน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับเป็นเพียงตลาดเดียวในภูมิภาคที่ยังคงมียอดซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติที่ 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่าตลาดกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) จะยังไม่ได้ส่งภาพบวกอย่างเต็มที่ เนื่องจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังคงเผชิญแรงขายสุทธิ 410 ล้านดอลลาร์ และ 14 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ แต่การที่ตลาดหุ้นไทยสามารถยืนระยะในฝั่งซื้อสุทธิได้ท่ามกลางมรสุมแรงขายทั่วภูมิภาค ถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ (Relative Resilience) ในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี

เกาหลีใต้ยังคงเป็นจุดเปราะบางหลัก: ปัญหาไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน AI แต่คือความร้อนแรงของระดับราคา
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้กลายมาเป็นจุดเปราะบางสำคัญของภูมิภาค หลังจากดัชนีทะยานขึ้นมากกว่า 100% นับจากต้นปี แต่นักลงทุนต่างชาติกลับมียอดขายสุทธิสะสมสูงถึงกว่า 76,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขที่สวนทางกันนี้สะท้อนชัดเจนว่า การทะยานขึ้นของตลาดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินไหลเข้าของต่างชาติ หากแต่เกิดจากแรงซื้อภายในประเทศและแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม AI เป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงระยะสั้นของเกาหลีใต้จึงไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเรื่องราวการเติบโตในระยะยาว แต่เป็นผลมาจากความไม่สมดุลระหว่างแรงส่งของราคากับคุณภาพของกระแสเงินลงทุน เนื่องจากตลาดที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงโดยไม่มีเม็ดเงินต่างชาติสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มักจะเปราะบางเป็นพิเศษเมื่อราคาหุ้นเข้าสู่โซนที่นักลงทุนระยะสั้นพร้อมเทขายทำกำไร ขณะเดียวกัน การที่ดัชนีพึ่งพาหุ้นบิ๊กแคปเพียงไม่กี่ตัวอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลไกสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือ เมื่อราคาหุ้นกลุ่มผู้นำ AI เริ่มอ่อนตัวลง แรงขายทำกำไรจะกดดันดัชนีโดยตรง ซึ่งอาจไปเร่งให้เกิดการล้างสถานะ Margin ซ้ำเติมจากระดับ Margin Debt ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น กลไกการส่งผ่านความผันผวนในรอบนี้ จึงมีจุดเริ่มต้นจากแรงกดดันด้านราคา ไปสู่การถูกบังคับขายในบัญชีมาร์จิ้น

อย่างไรก็ดี เรายังไม่ได้มองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในครั้งนี้คือจุดจบของวัฏจักร AI เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ (Memory Chip) และโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อหน่วยความจำความเร็วสูง (High-bandwidth Memory: HBM) รวมถึงการลงทุนใน Data Center ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักต่อแนวโน้มกำไรของ Samsung Electronics และ SK Hynix ส่งผลให้ภาพรวมในระยะกลางยังคงเป็นบวก เพียงแต่ตลาดอาจต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลเพื่อลดความร้อนแรงของราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

การหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม: นักลงทุนเริ่มเลือกเฟ้นรายตัวมากขึ้น
เมื่อพิจารณาผ่านดัชนี Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาณการสะสมหุ้นยังคงเป็นลักษณะของการเลือกซื้อรายตัวมากกว่าการเข้าซื้อทั้งกระดาน (Broad-based Accumulation) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแรงซื้อเข้ามาโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ กลุ่มขนส่ง (Transportation) ในตลาดหุ้นไทยและไต้หวัน รวมถึงกลุ่มสื่อสารในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน
สัญญาณนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะที่นักลงทุนพร้อมเปิดรับความเสี่ยงเต็มที่ แต่เป็นการเลือกเฟ้นหุ้นที่มีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร (Earnings Visibility) มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุนอยู่
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ของตลาดหุ้นไทย เราประเมินว่ากลุ่มธนาคาร ขนส่ง และสื่อสาร มีแนวโน้มที่จะสามารถยืนระยะและสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าภาพรวมของตลาด โดยกลุ่มธนาคารยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง ขณะที่กลุ่มขนส่งและสื่อสารได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการหมุนเวียนเงินลงทุน (Sector Rotation)

แนวโน้มดัชนี SET กำลังเปลี่ยนผ่านจากแรงส่งของการฟื้นตัว สู่ความเสี่ยงในการเข้าสู่ช่วงพักฐานในระยะสั้น
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนเชิงบวกในตลาดโลก ประกอบกับความได้เปรียบด้านเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค อย่างไรก็ดี หลังจากดัชนี SET ทะยานขึ้นไปแตะบริเวณ 1,607 จุด ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ตลาด ก็เริ่มเผชิญกับแรงขายทำกำไร ส่งผลให้แรงส่งของราคาในระยะสั้นเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง
เราประเมินว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากช่วงเร่งตัวของโมเมนตัม เข้าสู่ช่วงพักฐาน (Consolidation Phase) แม้ว่าเครื่องชี้วัดโมเมนตัมระยะสั้นและระยะกลาง (Composite Short-Term & Medium-Term Indicators) จะปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันดัชนีทั้งสองได้ขยับเข้าใกล้เขตซื้อมากเกินไป (Overbought Zone) แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโอกาสในการปรับตัวขึ้นในระยะสั้นเริ่มจำกัด และตลาดอาจยังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,620 จุดได้อย่างมั่นคง หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ จากทั้ง Fund Flow หรือการปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ขึ้นมารองรับ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในระยะถัดไปคือ ความเสี่ยงจากความผันผวน หลังจากที่ความผันผวนของ SET ปรับลงจาก 13.0% มาอยู่ที่ 11.0% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ระดับ 13.6% และถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 โดยตามสถิติแล้ว การที่ความผันผวนลดลงไปกองอยู่บริเวณกรอบล่าง ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงในตลาดหมดไป แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดอาจเข้าสู่
จุดที่พร้อมจะสะบัดแกว่งกลับเข้าหาค่าเฉลี่ย (Mean Reversion) ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเครื่องชี้วัดโมเมนตัมเริ่มแผ่วลง หรือตลาดขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ ในการผลักดันให้ทะลุแนวต้าน
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยสำหรับช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า จึงควรเปลี่ยนจากการวิ่งไล่ซื้อหุ้น Beta Play มาเป็นการเน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว (Selective Buy) โดยเราประเมินว่าดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,620 จุด การจะฝ่าทะลุกรอบบนยังจำเป็นต้องอาศัยแรงหนุนระลอกใหม่จาก Fund Flow และแรงส่งของกำไรบริษัท (Earnings Momentum) ในขณะที่ Downside น่าจะยังถูกจำกัดไว้ได้บางส่วน จากแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่งกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค
กล่าวโดยสรุป ภาพรวมกระแสเงินทุนในช่วงที่ผ่านมา นำไปสู่มุมมองและคำแนะนำที่สำคัญ 2 ประการ
ประการแรก: แรงขายที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคในขณะนี้ ยังไม่ใช่ภาวะตื่นตระหนกเพื่อลดความเสี่ยงในวงกว้าง (Broad Risk-off Shock) หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดที่มีสถานะการลงทุนหนาแน่นเกินไป (Crowded Positioning) โดยเฉพาะตลาดที่ผูกโยงกับกระแส AI กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ช่วงพักฐาน
ประการที่สอง: แม้ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบ (Relative Resilience) แต่ดัชนีก็ขยับเข้าใกล้กรอบแนวต้านที่สำคัญที่ระดับ 1,620 ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงควรเป็น Selective Buy มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในภาพรวมของตลาด


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ดิ่งตามตลาดโลก กดดันจาก DELTA CCET HANA KCE แต่ที่เซอร์ไพร์ส คือ กลุ่มธนาคารกลับลงด้วย BAY (ขึ้นมาเยอะก่อนหน้า) BBL SCB นอกจากนี้ หุ้นใหญ่อื่นๆ ก็ถูกแรงเทขายลงมาเช่นกันทั้ง ADVANC GULF AOT THAI BH เป็นต้น ขณะที่หุ้นบวกสวน เช่น PTTEP CBP TRUE AWC


แนวโน้มตลาดวันนี้ ตั้งหลักใหม่ เพื่อหมุนหุ้นขึ้นต่อ
คาดการปรับฐานปกติรอบนี้ของตลาดหุ้นไทย มีแนวรับดัชนีฯที่โซน 1550 จุด หรือโซน EMA 25 วัน 1538 จุด ส่วนการปรับฐานแบบรุนแรง ลงไปตั้งหลักใหม่ที่ 1500 จุด คาดไม่ได้เกิดขึ้นในรอบนี้
การขายหุ้นผู้นำตลาด โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ และหุ้นที่จ่อจะทำ All time high ยังมีแรงขายทำกำไรเป็นระยะ แถมผันผวนตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ตามข่าวความไม่สงบในตะวันออกกลาง เช่น GULF โรงไฟฟ้า, พลังงาน ปิโตร โรงกลั่น คาดจะเป็นกลุ่มที่กดดัน และสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นไทย
แต่แรงขายที่ออกจากกลุ่มหนึ่งมีแนวโน้มจะ หมุนไปหาอีกกลุ่ม มากกว่าที่จะขายแล้วเลิก หรือ ออกจากตลาดหุ้นหันไปถือเงินสด
ดังนั้นเราแนะนำ การเลือกสะสมหุ้นที่โมเมนตั้มราคาอยู่โซนกลางๆ ไม่ Overbought (ไล่ราคามีโอกาส ติดดอย) หรือ Oversold จนเกินไป (หุ้นหนักมากซื้อแล้ว ไม่ขึ้นสักที)
และใช้พื้นฐานกำไรที่ดีไม่เปลี่ยนแปลงมากำกับการเลือกซื้อหุ้น-ราคาหุ้นปรับลดลงสวนทางกำไร (ดูจาก กำไรที่เท่าเดิม เทียบปีก่อนๆ แต่ ราคาหุ้นเล่นต่ำกว่ากำไร และราคาปีก่อนๆ)


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

วิเคราะห์ทางเทคนิค Elliott Wave Theory: ดัชนีกำลังขับเคลื่อนอยู่ใน Wave 5 (Impulse Wave) ซึ่งจะเต็มไปด้วยความผันผวนของหุ้นรายตัว
Moving Average (EMA): การที่ดัชนีย่อตัวลงมาทดสอบเส้น EMA 10 วัน 1,560 ถือเป็นการปรับฐานย่อย (Healthy Correction) ในกรอบขาขึ้น ตราบใดที่ยังสู้ได้ โครงสร้างของ Wave 5 จะยังคงได้เปรียบและมีแรงส่งการวิ่งขึ้น
MACD: ยังอยู่เหนือระดับ 0 บ่งชี้ว่าแนวโน้มหลักในภาพใหญ่ยังคงเป็นภาวะกระทิง (Bullish Sentiment) แต่เริ่มเห็นสัญญาณ Divergence (Momentum Slowdown)
แนวรับสำคัญ: 1,560 จุด (EMA 10 วัน) หรือ อย่างแย่สุดอาจลงมาที่ 1540 จุด (EMA 25 วัน) หากรับอยู่ โมเมนตัมขาขึ้นไปต่อ
แนวต้าน: 1,580 ( close gap) ถัดไป 1,600 จุด
สรุป: วัดพลังของแรงซื้อบริเวณแนวรับ 1,560 จุด (หากหลุด แนะปรับพอร์ต ขายครึ่งนึง ½ ของพอร์ตออกมาก่อนครับ)



What to watch "ทรัมป์" เล็งหาช่อง! จ่อดึงรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมถือหุ้นบริษัท AI ทีมงานของเขากำลังพิจารณาแนวคิดที่จะให้บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) มอบส่วนแบ่งการถือหุ้นให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมเสริมว่าเขามีแผนที่จะจัดประชุมร่วมกับบรรดาผู้บริหารบริษัท AI อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า
ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้เข้าไปมีบทบาทในภาคธุรกิจของสหรัฐฯ อย่างมากเป็นพิเศษ โดยได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทอินเทล (Intel) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ รวมไปถึงบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแร่หายาก (Rare Earth) และเทคโนโลยีระดับสูงอย่างควอนตัม (Quantum) อีกจำนวนหนึ่ง
6 วันแรกสแกนจ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" ทะลุ 15,000 ลบ. ร้านค้าเข้าร่วมเฉียดล้านกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานข้อมูลช่วง 6 วันแรก (1-6 มิ.ย.) ของร้านค้า และการใช้สิทธิในโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" (60/40) ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 มิ.ย.69 เวลา 23.00 น. พบว่า จากจำนวนประชาชนผู้ได้รับสิทธิทั้งสิ้น 26.04 ล้านคน มียอดการใช้จ่ายในโครงการแล้ว รวมทั้งสิ้น 15,239.76 ล้านบาท แยกเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย (60%) 8,862.30 ล้านบาท เงินที่ประชาชนจ่าย (40%) 6,377.46 ล้านบาท
คาด ECB ขึ้นดอกเบี้ย Repo rate จาก 2% เป็น 2.25%


หุ้นแนะนำวันนี้
TU ติดตามระดับมาร์จิ้นที่เริ่มดีขึ้นหลังต้นทุนทูน่าทยอยผ่านจุดสูงสุด และกำลังเข้าช่วงมรสุมที่ต้นทุนทูน่าลดลงตามปัจจัยฤดูกาล (อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากราคากุ้งในประเทศลดลง)
แนวรับ 11.2 ต้าน 11.8 Stop loss 11

 

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Commodities Tracker
ค่าการกลั่นเด้งแรงสุด ขณะที่น้ำมันยังอ่อนตัว
ภาพรวม: สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าการกลั่น (GRM) ฟื้นตัวแรงที่สุดในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ตามมาด้วยค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวลงต่อจากความคาดหวังว่าสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ อาจคลี่คลายลง แม้ความตึงตัวของอุปทานในตลาดพลังงานยังคงอยู่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ


น้ำมันดิบ: ราคา Dubai เฉลี่ยลดลงอีก 5.51 ดอลลาร์ WoW เหลือ 94.24 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความหวังต่อการยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านอุปทานยังสนับสนุน Trading Play ใน PTTEP และ BANPU ในระยะสั้น

ค่าการกลั่น: Singapore GRM ฟื้นตัวแรง 7.17 ดอลลาร์ WoW สู่ 16.75 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก Crack spread ที่ดีขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ โดย Jet fuel เพิ่มขึ้น 16.22 ดอลลาร์ WoW เป็น 49.79 ดอลลาร์/บาร์เรล, Diesel เพิ่มขึ้น 11.58 ดอลลาร์ เป็น 50.55 ดอลลาร์/บาร์เรล และ Gasoline เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ เป็น 23.43 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในเอเชียที่ดีขึ้นและต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง

เคมีภัณฑ์: สเปรดเคมีเคลื่อนไหวหลายทิศทาง โดย Ethylene spread ลดลง 46 ดอลลาร์ WoW เหลือ 100 ดอลลาร์/ตัน และ Propylene spread ลดลง 61 ดอลลาร์ เหลือ 325 ดอลลาร์/ตัน ขณะที่ HDPE และ PP spread ยังขยายตัวต่ออีก 24 ดอลลาร์ WoW เป็น 655 และ 545 ดอลลาร์/ตัน ตามลำดับ สะท้อนว่ากลุ่มปลายน้ำยังแข็งแรงกว่ากลุ่มโอเลฟินส์ต้นน้ำ


ถ่านหิน: Newcastle coal price ปรับขึ้นแรง 13% WoW สู่ 149.54 ดอลลาร์/ตัน จากอุปสงค์ในเอเชียที่เร่งตัวขึ้น ถือเป็นการฟื้นตัวแรงที่สุดของถ่านหินในรอบหลายสัปดาห์

ค่าระวางเรือ: BDI ลดลง 2% WoW จาก Capesize และ Panamax ที่อ่อนตัวลง แต่ Supramax ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PSL และ TTA ยังเพิ่มขึ้น 1% WoW ขณะที่ World Container Index ปรับขึ้นแรง 23% WoW สู่ 3,433 จุด สะท้อนอุปสงค์ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่แข็งแกร่ง และเป็นบวกต่อ RCL
Fundamental view: ระยะสั้นยังมอง PTTEP และ BANPU เป็น Trading Play จากภาวะ Supply ตึงตัว ในตลาดพลังงาน ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมียังชอบ IVL และ PTTGC จากสเปรดเคมีที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ แม้บางผลิตภัณฑ์เริ่มชะลอ
ส่วนกลุ่มเดินเรือยังมี Momentum เชิงบวก โดยเฉพาะ RCL จากค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ที่ฟื้นตัวแรง และ PSL/TTA ที่ได้แรงหนุนจาก Supramax ที่ยังทรงตัวในระดับสูง

 

 

Tactical Stock
When oil burns, EV churns
วันนี้เราออก Tactical Stock หุ้น MGC และ KGEN เพื่อเก็งกระแส EV หลังยอดจองรถในงาน Motor Show 2026 ออกมาดีกว่าคาด และอัตรายกเลิกการจองมีแนวโน้มลดลงเหลือราว 30% จากระดับราว 50% ในอดีตสำหรับรถ Mass Market (และตลาด Premium ก็ต่ำกว่า 5%) สอดคล้องกับผลสำรวจ BLS Primary Research ที่พบว่ากว่า 60% ของผู้บริโภคมีความสนใจรถ EV เพิ่มขึ้น ขณะที่มูลค่าการซื้อขายของทั้งสองหุ้นเริ่มเพิ่มขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับธีม EV มากขึ้น

MGC: มียอดขายรถ 1Q26 เพิ่มขึ้นเป็น 3,188 คัน จาก 1,635 คันในปีก่อน โดยเฉพาะยอดจอง Xpeng และ Zeekr ในงาน Motor Show ที่รวมกันกว่า 4,400 คัน ทำให้โมเมนตัมกำไรยังมีแนวโน้มต่อเนื่องใน 2Q26 และอาจอยู่ใกล้เคียงระดับ 1Q26 ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ การเปิดตัว Xpeng Mona M03, GX และ Mona SUV ในช่วงถัดไป รวมถึง BMW iX3 รุ่นใหม่ จะเป็นปัจจัยหนุนยอดขายใน 2H26 ต่อเนื่อง BLS คาดเบื้องต้นกำไรหลักปี 2026 อยู่ในช่วง 900-1,000 ล้านบาท เติบโต 20-50% YoY

KGEN: แม้ KGEN ยังขาดทุน 52 ล้านบาทใน 1Q26 แต่เป็นผลจากโรงงานผลิต Omoda & Jaecoo (OJ) ที่บริษัทถือหุ้น 43.7% ยังไม่เริ่มเดินสายการผลิตเต็มรูปแบบ โดยก่อนหน้านี้รถทั้งหมดต้องนำเข้า อย่างไรก็ตาม ภาพกำไรจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่มีส่วนแบ่งแค่ใน Distributor แค่ 7.69% สู่การมีส่วนแบ่งในโรงงานประกอบไทยดังกล่าว ทำให้กำไรมีแนวโน้มเปลี่ยนชัดตั้งแต่ 2Q26 เป็นต้นไป หลังโรงงานเริ่มผลิตด้วยกำลังการผลิตเฟสแรก 50,000 คันต่อปี ปัจจุบันมี Backlog แล้วราว 20,000 คัน ใกล้เคียงยอดจองจาก Motor Show ที่ 22,000 คัน หากได้คำสั่งซื้อเพิ่มอีก 20,000 คัน จะสร้างรายได้ให้โรงงานได้ราว 20,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดจดทะเบียน OJ ใน 1Q26 อยู่ที่ 10,858 คัน สูงกว่ายอดทั้งปี 2025 ที่ 10,613 คันแล้ว

Tactical view: เราแนะนำ ซื้อ ในเชิงกลยุทธ์ (Tactical Buy) ทั้ง MGC และ KGEN เพื่อเก็งกระแส EV รอบใหม่ โดยให้ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Tactical Target) ของ MGC ที่ 8 บาท (หากผิดทาง Stop loss 5.8 บาท) และ KGEN ที่ 2.2 บาท (หากผิดทาง Stop loss 1.6 บาท) มองว่า MGC เด่นจากกำไรที่เริ่มสะท้อนยอดขาย EV แล้ว ขณะที่ KGEN เป็น Turnaround Play ที่กำไรมีโอกาสพลิกฟื้นหลังโรงงานเริ่มผลิตเต็มรูปแบบใน 2Q26 เป็นต้นไป

TLI
(Visit Note)
ไทยประกันชีวิต
สังคมสูงวัยหนุนการเติบโตระยะยาว
กำไรสุทธิ 1Q26 เท่ากับ 3.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 29% QoQ หนุนจากธุรกิจประกันภัยเติบโต จากค่าสินไหมทดแทนลดลง นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจลงทุนก็เติบโตต่อเนื่อง จากรายได้จากดอกเบี้ยและเงินปันผลที่ปรับสูงขึ้น
ในเบื้องต้น เราคาดว่ากำไรสุทธิ 2Q26 จะทรงตัว YoY (การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หนุนธุรกิจประกันภัยเติบโต แต่คาดจะถูกหักล้างด้วยแนวโน้มกำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุนลดลง YoY) และเพิ่มขึ้น QoQ (แนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล)
ทิศทางธุรกิจประกันชีวิตจะยังเติบโตได้ในระยะยาว จากการเข้าสู่สังคมสูงอายุและการใส่ใจสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ TLI ก็จะเน้นบริหารค่าสินไหมทดแทนให้ดีขึ้น หนุนประสิทธิภาพการทำกำไรฟื้นตัว ด้านธุรกิจลงทุนจะยังดีในปี 2026 หนุนจากผลตอบแทนตลาดหุ้นในไทยและต่างประเทศดีขึ้น
Our view: เราประเมินว่า TLI เป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ เพราะจะสามารถจ่ายปันผลในระดับ 6% ได้ใน ปีนี้

 

 

Quantitative Strategy
ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงผันผวนมากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น 1.4 % ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนบรรยากาศการลงทุนเชิงบวกในตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ตามดัชนีเริ่มมีแรงขายทำกำไรหลังแตะบริเวณ 1,607 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี เราคาดว่าตลาดจะเข้าสู่ช่วงผันผวนมากขึ้นในระยะอันใกล้นี้ ดัชนี Composite Short-term ได้ปรับขึ้นจนเข้าสู่โซน Overbought โดยดัชนี Short-term Bull-to-Bear แกว่งตัวอยู่บริเวณ 63% ซึ่งเป็นระดับตึงตัว ขณะที่ดัชนี Short-term Momentum ปรับตัวขึ้นจาก 20.3 จุดสู่ 35.1 จุด ทั้งสองดัชนีดังกล่าวมีโอกาสเผชิญแรงกดดันจากภาวะ Mean-reversion ในระยะอันใกล้ ส่วนดัชนี Composite Medium-Term แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนจากทั้งดัชนี Medium-Term Bull-to-Bear และดัชนี Medium-Term Momentum Strength ที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามดัชนี Volume Flow Index กลับปรับตัวลงเล็กน้อยจากระดับใกล้กรอบบน จากการที่ดัชนี Composite Medium-Term เข้าใกล้กรอบบนแล้ว เราจึงคาดว่าดัชนี SET จะยังคงไม่สามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,620 จุดได้ ไปอีกระยะหนึ่ง เราประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET ที่ระดับ 1500-1620 จุดในช่วงวันที่ 9-22 มิ.ย.

 


สรุปประเด็นจาก Quick take

BBL
ธนาคารกรุงเทพ
ราคาหุ้น BBL ปรับลดลง 2.6% วานนี้ จากความกังวลธุรกิจ Permata bank ในอินโดนีเซีย
Permata bank (BBL ถือหุ้น 89% ไม่ต้อง mark-to-market เข้างบกำไรขาดทุน) ปล่อยสินเชื่อโดยมีหลักประกันส่วนใหญ่เป็นที่ดิน อาคารและโรงงาน ไม่ได้มีการนำหุ้นของลูกค้ามาเป็นหลักประกัน ทำให้เราประเมินว่าตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียที่ปรับลดลงในปี 2026 จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ BBL
View from fundamental: เราประเมินว่า Permata bank และ BBL มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจได้ดี และเราประเมินว่า NIM น่าจะเจอจุด bottom ได้ในไตรมาส 2 เรายังแนะนำ ซื้อ BBL


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้